ข่าว

รายงาน -ป.ป.ท.-เสือตัวใหม่

รายงาน -ป.ป.ท.-เสือตัวใหม่

03 ส.ค. 2552

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) องค์กรใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น นับว่ามีผลงานหลายอย่างที่ออกมาสู่สาธารณชนอย่างเป็นรูปธรรม

ไม่ว่าจะเป็น.. การเข้าไปตรวจสอบ "ซานติก้าผับ" ที่ไฟไหม้และเป็นเหตุให้มีคนตายจำนวนมาก คดีทุจริตนมโรงเรียน ลุยตรวจสอบแหล่งอบายมุข ตู้ม้า ตู้ไฟฟ้าและบ่อนการพนัน ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

 และล่าสุดกำลังเข้าไปตรวจสอบเงินกองทุนประกันสังคม ที่มีการร้องเรียนว่า มีการไปลงทุนที่ผิดวัตถุประสงค์และไม่โปร่งใส

 ป.ป.ท.จึงเป็นองค์กร ที่ชวนให้ติดตามองค์กรหนึ่ง

 "ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานน้องใหม่ ที่ตั้งมาเป็นเวลา 1 ปีแล้ว และถือว่าเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่ต่างไปจาก ป.ป.ช. แต่จะเป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บหรือเสือกระดาษก็ขึ้นอยู่กับกลไกของฝ่ายบริหาร รวมทั้งรัฐมนตรียุติธรรมว่าจะทำให้เป็นเสือที่มีเขี้ยวเล็บหรือเสือกระดาษ" ธาริต เพ็งดิษฐ์ เลขาธิการป.ป.ท. เริ่มแนะนำตัวเอง

  พร้อมกับบอกว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ท.ก็พยายามทำงานเชิงรุกมาโดยตลอด โดย ป.ป.ท.มีอำนาจในการชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับ 7 ลงมาที่ทุจริตและประพฤติมิชอบ และมีอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นในเรื่องต่างๆ ด้วย

 แต่ตอนนี้ก็มีความติดขัดอยู่บ้าง โดย ป.ป.ท.คงทำได้แค่เฉพาะการตรวจสอบข้อเท็จจริงไปก่อน ยังชี้มูลความผิดไม่ได้ เนื่องจากยังไม่มีบอร์ด ป.ป.ท. ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบการกระทำความผิด ก็จะรายงานไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อ

 สำหรับเรื่องบอร์ด ป.ป.ท.นั้น "ธาริต" บอกว่าขณะนี้มีความคืบหน้าไปมากแล้ว โดยคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบกับรายชื่อของคณะกรรมการ ป.ป.ท.ไปแล้ว และจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาภายในเดือนนี้ และคาดว่าภายในเดือนนี้หรือกันยายนนี้ ก็คงได้บอร์ด ป.ป.ท.แล้ว

 และเมื่อ ป.ป.ท. มีอำนาจค่อนข้างมากในการตรวจสอบ.. แล้วจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ท. ไปประพฤติมิชอบกินสินบาทคาดสินบนหรือเที่ยวรีดไถเสียเอง ?

  "เราพยายามออกรูปแบบการทำงานในรูปของคณะกรรมการหรือเป็นทีม โดยเราไม่ให้คนใดคนหนึ่งถือสำนวนหรือเป็นเจ้าของเรื่องเสียทีเดียว โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ๆ สำคัญๆ เราจะตั้งคณะกรรมการ 6-7 คนขึ้นไป จึงเป็นการทำงานในรูปของกลุ่ม เวลาลงไปทำงานหรือทำคดีในพื้นที่ ก็จะไม่ไปคนเดียวอย่างน้อยต้อง 3 คนขึ้นไป ดังนั้นใครจะออกนอกลู่นอกทางเป็นเรื่องที่ยากมาก"

 นอกจากนั้น ป.ป.ท.ยังมีหน่วยงานการข่าวซึ่งเป็นหน่วยภายใน ทำหน้าที่เหมือน "เกสตาโป " คอยจับตาดูว่ามีเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ท. ไปทำในทางไม่ชอบมาพากลหรือไม่ อีกทั้งกฎหมาย ป.ป.ท.เองก็มีโทษสูง หากเจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. ทำผิดเสียเองมีโทษ 3 เท่าของความผิดในข้อหานั้นๆ แต่ที่ผ่านมายังไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ท.ไปกระทำในทางที่มิชอบ

 แล้ว ...ป.ป.ท. จะตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองที่ใช้เล่นงานฝ่ายตรงข้าม อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับ ป.ป.ง. ในอดีตหรือไม่  ??

 "ป.ป.ท. ทำงานในรูปของคณะกรรมการ มีบอร์ดที่เป็นอิสระและคนเหล่านี้ประสบความสำเร็จในชีวิตมาแล้ว การมาทำงานในบั้นปลายของชีวิต คงไม่ยอมมาเสียคน และรัฐมนตรีก็ไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาของบอร์ด ไม่ได้นั่งอยู่ในบอร์ด และฝ่ายการเมืองไม่มาเกี่ยวข้องกับบอร์ด ป.ป.ท.เลย"

 แต่ที่ผ่านมาการทำงานของ ป.ป.ท. ก็มีอุปสรรคปัญหา เนื่องจากยังไม่มีบอร์ด ทำให้การทำงานของ ป.ป.ท. มีความล่าช้า

 โดยตอนนี้มีคดีที่รับเข้ามาใหม่จำนวน 800 คดี และมีคดีค้างอยู่ที่ ป.ป.ช.ซึ่งอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ท. ซึ่ง ป.ป.ช.จะโอนมาให้อีกประมาณ 3,000 คดี ในขณะที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. มีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับภาระงาน โดยมีเพียง 170 คนเท่านั้น

 ในส่วนเครื่องไม้เครื่องมือ อย่างเช่น อาวุธปืน ซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ในการคุ้มครองพยานและผู้เสียหายก็ยังไม่ได้มา เนื่องจากไม่มีงบประมาณ อีกทั้งกฎกระทรวงที่ต้องออกโดยกระทรวงมหาดไทย ที่ให้สิทธิ ป.ป.ท.ในการใช้อาวุธปืน ก็ยังไม่ออกมา

 "ธาริต" ยังบอกว่า เขาต้องการ "เครือข่ายภาคประชาชน" ช่วยแจ้งเบาะแส คอยเป็นหูเป็นตา เฝ้าระวังติดตาม และเมื่อพบเห็นความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมีการทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ก็ให้แจ้งต่อ ป.ป.ท. เพื่อที่ ป.ป.ท.จะทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

 ส่วนทิศทางของ ป.ป.ท. ที่จะก้าวเดินไปในอนาคตนั้น จะเน้นไปที่งานป้องกันมากกว่างานปราบปราม เพราะการปราบปรามเป็นงานปลายเหตุเท่านั้น

 "ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านคอรัปชั่น ก็อาศัยงานป้องกันเป็นหลัก เพราะถ้าทุ่มการปราบปราม ปราบเท่าไหร่ก็ไม่หมดเพราะมันเยอะมาก สิ่งสำคัญ คือ การสร้างจิตสำนึกให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านคอรัปชั่นทุกรูปแบบ"

 และนี่คือ..ป.ป.ท. เสือตัวใหม่ ที่ประชาชนฝากความหวังให้กำจัดคอรัปชั่นซึ่งเป็น "มะเร็งร้าย" ของสังคมไทย  

** โต๊ะข่าวการเมือง**