ข่าว

จากความ'ล้มเหลว'สู่100องศากระทะเดือด

จากความ'ล้มเหลว'สู่100องศากระทะเดือด

17 พ.ค. 2559

จากความ'ล้มเหลว'สู่100องศากระทะเดือด : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยอภิชาติ ระวีวัฒน์ เรื่อง ชาลินี ถิระศุภะภาพ

           ทุกวันนี้ธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ กำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่ว สาเหตุเพราะคนไทยหันมาใส่ใจและดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บมักจะเป็นภัยเงียบที่คร่าชีวิตคนไทยแต่ละปีจำนวนมหาศาล

           ล่าสุดมีอีกหนึ่งธุรกิจใหม่เพิ่งเปิดตัวไปได้แค่ 4-5 เดือน แต่กระแสการตอบรับจากนักชิมและผู้คนจำนวนมิใช่น้อย นั่นก็คือร้าน “100 องศากระทะเดือด” หรือ ร้านหม้อไฟไต้หวัน ตั้งอยู่ภายในสนามฟุตบอล The Pop Soccer ถนนเลี่ยงเมืองปากเกร็ด แขวงบ้านใหม่ เขตปากเกร็ด จ.นนทบุรี ที่กำลังมาแรงจนทุกคนเริ่มติดปาก

           สองหนุ่มสาวไฟแรงที่กำลังสร้างตัวเองจากธุรกิจเล็กๆ ตัวนี้ นั่นก็คือ “ปัน” ปฏิปัน ฟักทอง และ “นก” ณิชารีย์ นิลแสง ได้เล่าประสบการณ์ชีวิตกว่าจะมาถึงจุดนี้ให้ฟังว่า เราทั้งสองคนเรียนจบมาจาก ม.เอแบค ที่สมัยก่อนทุกคนต่างมองว่า ใครจบจากสถาบันนี้มาค่อนข้างมีฐานะ พ่อแม่มีเงิน แต่เราทั้งสองคนตรงกันข้าม ไม่เป็นแบบนั้นเลย ต้องคอยหางานพิเศษทำเพื่อลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว

           โดยเฉพาะ “นก” ณิชารีย์ หัวเรี่ยวหัวแรงของธุรกิจหม้อไฟไต้หวันนี้ เผยให้ฟังว่า  เมื่อเรียนจบมาได้ไปทำงานในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลา 1 ปี รู้สึกว่า มันไม่ใช่ตัวเอง เพราะคำว่า มนุษย์เงินเดือน มันมีขอบเขตการใช้จ่ายต่างๆ ค่อนข้างจำกัด ขณะที่ตัวเองยังมีภาระต้องใช้จ่ายและดูแลครอบครัวเป็นจำนวนมาก จึงปรึกษากับครอบครัวว่า จะลองมาขายเสื้อผ้าส่งที่ตลาดนัดสวนจตุจักรดู ด้วยการไปรับจากประตูน้ำมาอีกทอดหนึ่ง ขอเวลาพิสูจน์ตัวเองสัก 6 เดือน หากเจ๊งหรือขายไม่ดีก็ยังมีโอกาสแก้ตัวเพราะอายุตอนนั้นแค่ 22-23 ปีเท่านั้น จนทางบ้านใจอ่อนยอมให้ไปทดลองดู

           เวลาผ่านไปตามกำหนดการทำธุรกิจครั้งแรกแทบไม่มีเงินเหลือเลย เพราะทำเลที่ตั้งค่อนข้างไม่ดี วินาทีนั้นนึกในใจขอยอมแพ้ดีกว่า กลับไปหางานทำในบริษัทเหมือนเดิม แต่นับว่าโชคดีมีคนที่รู้จักมาบอกว่า มีล็อกว่างอยู่อีกที่หนึ่งราคาเช่าเท่ากัน จึงตัดสินใจไปดูก็เห็นว่า ทำเลมันใช้ได้ จึงขอลองอีกสักตั้ง ปรากฏว่า เสื้อผ้าแฟชั่นของผู้หญิงที่เอามาจากประตูน้ำและนำประดิดประดอยเพิ่มลูกเล่นตรงจุดโน้นตรงจุดนี้ให้แหวกแนวไม่เหมือนใครขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

           จากนั้นก็เริ่มมีเงินทุนในการต่อยอดทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่นมากขึ้น ถึงขนาดเปิดร้านขายเสื้อผ้าเพิ่มอีก 2 แห่ง แถวย่านประตูน้ำ มีเงินลงทุนหมุนเวียนเป็นล้านบาท เนื่องจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว แนวเสื้อผ้าแฟชั่นเกาหลีกำลังฮิตมาแรง ตัวเองก็มีหัวทางด้านนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เพราะเป็นคนชอบแต่งตัว ค้นหาและคิดอะไรใหม่ๆ จึงบุกตลาดเทรนด์นี้เต็มที่

           แต่พอมาถึงจุดหนึ่งกระแสเสื้อผ้าแฟชั่นแนวเกาหลีตกต่ำลง เพราะมาเจอเสื้อผ้าสำเร็จรูปของประเทศจีนเข้ามาตีตลาดแทน ทั้งราคาถูกและเลียนแบบได้เหมือน จึงตัดสินใจบินไปถึงเมืองกวางโจว ประเทศจีน เพื่อนำเสื้อผ้าจากที่นั่นมาขายในเมืองไทย ช่วงแรกที่เปิดตลาดใหม่ๆ ดูทุกอย่างคึกคักค่อนข้างดี ของอะไรที่รับเข้ามาขายแทบหมดเกลี้ยง

           ที่สำคัญไปกว่านั้นยังมีคนไทยอีกจำนวนมากเข้าไปหาซื้อของดีราคาถูกจากประเทศจีน ตอนนั้นที่เดินทางไปมาระหว่างจีนกับไทยเป็นว่าเล่น บางทีต้องอยู่หาซื้อสินค้าเป็นเวลานาน จึงมีแนวความคิดว่า น่าจะเปิดร้านขายสินค้าจีนให้คนไทยจะดีกว่า เพราะตัวเราเองมีความชำนาญและรู้จักของสินค้าต่างๆ ดี แถมการสื่อสารกับคนไทยด้วยกันเองมันน่าจะง่ายกว่า

           ผลปรากฏว่า เปิดร้านขายสินค้าให้แก่กลุ่มคนไทยไปได้ไม่นาน เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจกัน เอาของไปก่อนแล้วค่อยมาจ่ายเงินทีหลัง ทำให้ตัวเองและครอบครัวหมดเงินไปเป็นล้านบาท นั่นคือ ความเจ็บปวดที่ยากจะลืมเลือนได้ เพราะเงินแต่ละบาทที่อุตส่าห์หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงแต่มาถูกโกงแบบนี้ก็แทบล้มทั้งยืน!

           สำหรับการเข้ามาสู่ธุรกิจร้านอาหารนั้น เริ่มจากการได้มีโอกาสไปเยี่ยมญาติพี่น้องที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วพวกเขาพาไปชิมร้านหม้อไฟไต้หวัน คำแรกที่รับประทานเข้าไปนั้นรู้สึกเลยว่า นี่มันใช่เลย รสชาติไม่เหมือน ต้มยำ หรือ แกงส้ม ของบ้านเรา แต่มันเป็นรสชาติแบบกลางๆ ไม่เผ็ด, เปรี้ยว และเค็ม มากจนเกินไป จึงลองนำเอาสูตรดังกล่าวมาพัฒนาและใช้กับครอบครัวของเราเอง

           ด้วยการทดลองชิมแล้วชิมเล่าไม่รู้กี่ร้อยครั้ง จนกระทั่งได้สูตรแห่งความสำเร็จมาเป็นของเราเอง เพราะมันไม่เหมือนกับร้านสุกี้ และร้านชาบู ที่ทุกคนนิยมในทุกวันนี้ แต่ของเรามันเป็นเหมือนอาหารจานด่วนประเภทต้มที่ไม่มากจนเกินไป กินคนเดียวก็ได้ เพราะน้ำซุปของร้านทำมาจาก เต้าหู้หยก แถมยังมีซอสเต้าหู้โบราณจากจีน

           ส่วนวิธีการสั่งก็เริ่มจากเลือกน้ำซุปที่โดนใจ มีถึง 8 แบบด้วยกัน ทั้งรสแซบแบบไทยๆ ไปจนถึงนานาชาติ จากนั้นก็สามารถเลือกระดับความเผ็ดได้ 3 ระดับ ต่อด้วยการเลือกเครื่องเคียง อย่าง ข้าว, วุ้นเส้น, เส้นแก้ว, ราเมน และอุด้ง ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 259-329 บาท

           แน่นอนว่า การบริหารจัดการธุรกิจแนวนี้ อันดับแรกต้องมีใจรักเป็นทุนเดิมก่อน ซึ่งตัวเองไม่มีความรู้เรื่องการทำอาหารมาก่อนเลย แต่นี่มันโอกาสที่เราจะฉีกเส้นทางอาชีพของตัวเองจากธุรกิจเดิม คือ การขายเสื้อผ้าแฟชั่นและการส่งออก เพราะมันรู้สึกเบื่อและอิ่มตัวแล้ว จึงพยายามทุ่มเทตั้งใจทุกอย่างเต็มที่และต้องการให้ทุกอย่างออกมาดีที่สุด

           ช่วงแรกที่เปิดร้านมาใหม่ ใจลึกๆ กลัวว่าจะไม่มีคนเข้ามารับประทาน เพราะมันเป็นอาหารรสชาติแปลกใหม่ของคนไทย แต่สำหรับคนไต้หวันมันเป็นอาหารพื้นบ้านที่พบเห็นได้ทั่ว แต่เรามาประยุทธ์ทำอย่างไรให้รสชาติถูกปากคนไทย แน่นอนว่า เราไม่มีงบประมาณมากมายในการประชาสัมพันธ์หรือไปออกสื่อต่างๆ เหมือนกับบางร้าน หรือบางบริษัทเกี่ยวกับอาหารเพื่อสุขภาพที่มีทุนหนา

           แต่เราใช้การสื่อสารทางโลกโซเชียลทั้ง เฟซบุ๊ก และ ไลน์ เพิ่มช่องทางในการติดต่อกับประชาชนให้มากขึ้น นี่ยังไม่รวมถึงการเดินแจกใบปลิวตามซอกซอยต่างๆ ถึงจุดเด่นของร้านอาหารเราพร้อมโปรโมชั่นพิเศษต่างๆ มากมาย เพราะตัวเองมีประสบการณ์ในด้านการบริหารจัดการมาก่อน ย่อมรู้ดีว่า นี่คือ อาชีพอีกทางเลือกหนึ่งที่อนาคตไปได้สวย

            ตั้งแต่เปิดร้านมาวันแรก จนถึงทุกวันนี้การตอบรับจากลูกค้าค่อนข้างดี โดยเฉพาะลูกค้าในละแวกใกล้เคียง เราพยายามให้ทุกคนได้เห็นและรู้จักตัวตนของร้านอาหารว่า มีจุดเด่นตรงไหน โดยเฉพาะหน้าตาของอาหารที่ออกมาจะต้องเนี้ยบ ใส่ใจทุกรายละเอียด เพราะทุกวันนี้ผู้คนชอบถ่ายรูปเพื่ออวดเพื่อนฝูงกัน แน่นอนว่า รูปภาพที่เราให้ลูกค้าเห็นกับของจริงที่ออกมามันจะต้องมีหน้าตาเหมือนกันไม่มีผิด

           สำหรับบรรยากาศภายในร้าน เราเน้นการตกแต่งแบบเรียบง่ายสบายตา แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การให้บริการไม่ใช่แค่เฉพาะพนักงาน ตัวเองก็ลงมือทำให้ลูกน้องเห็นว่า ลูกค้ามีพระคุณกับเราแค่ไหน ต่อให้อาหารอร่อยรสชาติดี บรรยากาศสุดหรู แต่ถ้าการบริการของพนักงานมันห่วย หรือไม่สนใจลูกค้าเลย เชื่อว่า อีกไม่นานก็คงนั่งตบยุงนั่งมองตากัน

           ยิ่งตัวเองมีประสบการณ์ของ “ความล้มเหลว” มาแล้ว มันเหมือนเป็นแรงบวกให้เราออกมากัดฟันต่อสู้และอดทนมากยิ่งขึ้น เพราะขนาดตัวเองไม่มีความรู้และสนใจเรื่องอาหารเลยสักนิด แต่เมื่อเรามีใจและต้องการทำในสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่แค่รักหรือใส่ใจอย่างเดียวเท่านั้น แต่มันต้องมีความอดทนและความทุ่มเทตั้งใจที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ รวมไปถึงความใจกล้าที่จะต้องลงทุนเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ด้วย ถึงจะประสบความสำเร็จ

           จากนี้ไปได้วางอนาคตเอาไว้ว่า ภายในปีนี้จะเปิดขายแฟรนไชส์ในกรุงเทพฯ ให้ได้สัก 3 สาขาเป็นอย่างน้อย จากนั้นก็จะมาพิจารณาถึงผลประกอบการว่า ไปได้สวยหรือไม่ ปัญหาอุปสรรคต่างๆ มันเกิดจากอะไร เพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น เพราะส่วนตัวมองว่า ธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินมันไม่มีวันตาย เพราะมนุษย์คนเราต้องกินอาหารเพื่อบำรุงร่างกายให้แก่ตัวเอง ยิ่งอาหารของเราเป็นแนวรักสุขภาพมีทั้งผักและโปรตีนต่างๆมากมาย วันนี้จึงคิดว่า เราเดินมาถูกทางแล้ว

           ขอเพียงแค่เรามีโอกาสและพื้นที่ในการขยายกิจการเป็น 100 องศากระทะเดือด สาขา 2 และ สาขา 3 เชื่อว่า ทุกคนจะติดใจและอยากกลับมาสัมผัสรสชาติอาหารแปลกใหม่แบบนี้อีก