ข่าว

‘บิ๊กตู่’แจงแค่ศึกษาลดเบี้ยผู้สูงอายุไม่ทะเลาะกับทูตสหรัฐ

‘บิ๊กตู่’แจงแค่ศึกษาลดเบี้ยผู้สูงอายุไม่ทะเลาะกับทูตสหรัฐ

16 พ.ค. 2559

‘บิ๊กตู่’แจงแค่ศึกษาลดเบี้ยผู้สูงอายุ ไม่ทะเลาะกับทูตสหรัฐเรื่องไม่เป็นเรื่อง ชี้ละเมิดสิทธิ์กับบังคับใช้กฎหมายเป็นปัญหาทั้งโลก

             เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 พ.ค.2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมครม.ว่า เรื่องลดเบี้ยผู้สูงอายุเป็นการที่ต้องให้ไปดูว่าที่ศึกษามาลดเพราะอะไร บางคนมีรายได้เพียงพอแล้ว บางทีมากกว่าคนที่ทำงานรายวันอีกถ้าเราไปกำหนดด้วยอายุอย่างเดียว อาจจะใช้งบประมาณไม่ตรงเท่าไหร่ จริงๆผู้สูงอายุคงไม่เดือดร้อนเท่าไหร่เพราะเงินแค่ 600-1,000 บาท ถ้าทุกคนมีเงินฝาก 3 ล้านในบัญชีรายได้เดือนละ 9,000 บาท ถามว่าจนหรือไม่ ต้องดูอย่างนี้จะได้เหลือเงินไปทำตรงอื่น ทั้งเรื่องสังคมสูงอายุ รถเมล์ฟรี รถไฟฟรี จะเอาเงินจากที่ไหนถ้าไม่ใช้ให้ถูกต้องทุกคนต้องช่วยกัน หลายคนบอกว่ามันเป็นสิทธิประชาธิปไตย แต่คำว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าเท่ากันได้ทุกคนมันต้องมีช่องว่างการที่ต้องปรับกันอย่างไร

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ตนกำลังแก้ปัญหาร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำไมมาติติงตนนักไม่เข้าใจ ตนแก้ได้ 20-30เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เอาร้อยเปอร์เซ็นต์มาไล่ล่าพวกตน นึกถึงคนที่เขาทำงานบ้าง เรื่องของการเกษตรเรื่องฝนวันนี้เร่งในเรื่องแหล่งน้ำที่มันตื้นเขินมีใครเคยคิดไหมที่ผ่านมา ถ้าน้ำไม่แห้งไม่เห็นท้องน้ำตื้นเขินพอเห็นบอกรัฐบาลไม่ดูแล สั่งจัดงบฯส่วนหนึ่งให้เร่งไปขุดลอกให้ลึกอย่างน้อยจะ สามารถแก้ไขชะลอและระบายน้ำได้ ตอนนี้แหล่งน้ำที่ขุดมีหลายพันแห่ง เคยดูแผนบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลจริงๆเป็นอย่างไรอย่าไปดูว่าตรงนี้ทุจริตก็ไปว่ามาตนไม่ได้ปิดบังใคร จะผิดถูกตรงไหนเข้ากระบวนการศาลทั้งหมด


ไม่ทะเลาะกับทูตสหรัฐเรื่องไม่เป็นเรื่อง

             พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ ถึงกรณีที่ กลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แสดงความกังวลเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยอย่างต่อเนื่องว่า “เราคือใคร เราคือประเทศไทย ไม่ใช่ผมหรือคุณหรอ คุณต้องทำด้วยก็แล้วแต่เขามอง คุณจะเอาอะไรนักหนา เป็นเมืองขึ้นเขาหรืออย่างไร แล้วผลลบกับเขามีไหม คนไทยเขาเกลียดขี้หน้าทุกคนอยู่ขณะนี้ ผมต้องไปห้ามคนไทยอีก ถามว่ามีผลกระทบต่อนโยบายของเขาไหม”

             เมื่อถามว่า มองอย่างไรที่ทูตสหรัฐฯ พูดกับรัฐมนตรีต่างประเทศอีกอย่างหนึ่ง แต่พูดกับสื่ออีกอย่างหนึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ทูตสหรัฐฯน่าจะเก็บข้อมูลจากสื่อ และไม่รู้ข้อเท็จจริงแล้วพูด เป็นการพูดด้วยหลักการประชาธิปไตยแบบสหรัฐ แต่เคยถามเขาไหมว่าประเทศเขาเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง

             “พูดสิ ประจานแต่ประเทศตัวเองได้ยังไง เธอต้องช่วยฉันพูดตรงนี้ว่าประเทศอื่นเขาเกิดอะไรขึ้น ฉันพูดมันเสีย ไม่ได้ แต่สื่อพูดไม่เป็นไร จรรยาบรรณมีอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว ฉันพูดมันเสียหายความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ แต่คนคนหนึ่งพูดทำไมต้องไปอะไรนักหนา เราก็ชี้แจงไป ไม่เข้าใจก็ช่วยไม่ได้ เรามีความสัมพันธ์กับทุกประเทศ ทำไมทุกปกระเทศก็แย่งกันมาประเทศไทย ผมไม่ได้เข้าข้างใคร ใครดีก็ดีด้วย ไม่ดีก็ต้องดูแลเขา ทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ เป็นผู้ใหญ่บ้าง แม้เป็นประเทศเล็กแต่ก็ต้องทำตัวเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่ใช่เด็ก ที่จะมาทะเลาะ เรื่องไม่ใช่เรื่อง วันนี้จำกัดสิทธิสื่อไหม ถามสิ จำกัดตรงไหน เอาตัวไปขัง เรียกไปคุย ชี้แจงเขาสิ ที่เหลือมีความผิด เข้าสู่ศาล กระบวนการยุติธรรม ตอนอยู่เขาก็ไม่ได้ซ้อม มีหมอมาตรวจร่างกาย ผมทำขนาดนี้แล้วจะมาว่าผมได้อย่างไร ไปเป็นปากเป็นเสียงให้คนทำผิดได้อย่างไร” นายกฯ กล่าว

             เมื่อถามว่า สังเกตหรือไม่ว่าก่อนจะเดินทางไปต่างประเทศต้องมีเรื่องลักษณะนี้เกิดขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว่า รู้อยู่แล้วจะถามทำไม ทุกเรื่องมีปัญหาหมด เพราะคนเหล่านี้ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ทุกอย่างมีสาเหตุทั้งสิ้น

             “พรุ่งนี้ผมไปรัสเซียไปกับพระ และแรงใจสนับสนุนผมซึ่งมีพอสมควร เขาหวังให้เขาทำอะไรให้เขา บางคนไม่ได้หวังอาจะสาปแช่งผมก็ไม่ว่า ถือว่าทำความดีไม่ต้องมีใครเห็น ไม่ต้องโฆษณา ผมไม่เคยรังเกียจสื่อ” นายกฯ กล่าว

             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่สื่อมวลชนได้ถามถึงวัตถุมงคล ที่ได้รับจากท่าเจ้าคุณธงไชยในวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตอบว่า พระผมมีเยอะอยู่แล้ว จากนั้นนายกฯได้ ปลดกระดุมเสื้อ เพื่อจะโชว์พระที่ห้อยอยู่ที่คอ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งผู้สื่อข่าวส่งเสียง “โอ้โห” พร้อมกล่าวว่า “พระของผมมีมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่ตอนเป็นทหารก็ได้มาตลอด เช่น หลวงปู่ทวด แต่ไม่ได้นับว่าทั้งหมดกี่องค์ ผมไม่หนัก เพราะพระอยู่กับผม ในใจผมมีพระอยู่ ในใจมียิ่งกว่าพระประทานอีก


ชี้ละเมิดสิทธิ์กับบังคับใช้กฎหมายเป็นปัญหาทั้งโลก

             พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี ถึงกรณีการรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ภายใต้กลไกยูพีอาร์ (Universal Periodic Review : UPR) รอบที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ว่า ในการประชุมยูพีอาร์ ไม่ได้เรียกประเทศไทยไปชี้แจงประเทศเดียว มีการเรียกทั้งหมด 130 กว่าประเทศ ในฐานะประเทศสมาชิกของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีการกำหนดให้ชี้แจงทุก 4 ปีครึ่ง ซึ่งก็มีการย้อนไปถึงรัฐบาลชุดที่ผ่านมาด้วยว่ามีอะไรบ้าง ถ้าจำไม่ผิดรัฐบาลที่แล้วมีเรื่องที่เขาแจ้งมาเป็นร้อยเรื่องเข่นกัน และแก้ไขได้เพียงร้อยละ 20 วันนี้มีการเสนอมา 249 เรื่อง แก้ไขได้เพียง 181 เรื่อง ก็รับมาทั้งหมด เราต้องแก้ไขประมาณร้อยละ 70 ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศมหาอำนาจที่ว่าเราบางประเทศรับมา 380 กว่าเรื่อง สามารถแก้ไขปัญหาได้ไม่ถึงครึ่ง แสดงว่ามันเป็นปัญหาของโลกทั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน และการบังคับกฎหมาย ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ สิ่งสำคัญเราต้องไม่ทิ้งพันธกรณีดังกล่าว ในเรื่องของสิทธิมนุษยชนเราก็ระวังมาตลอด

             “อยากจะชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ และแยกแยะว่า คนที่กระทำความผิดที่ต้องถูกเรียกตัวมาดำเนินการก็มี 2 ลักษณะ คือเรียกตัวมาแล้วก็ปล่อยกลับไปถือว่าเป็นความเมตตาแล้ว เพราะถ้าว่ากันตามคดีมันผิดทั้งหมด แต่ถ้าไม่ร้ายแรงผมก็สามารถผ่อนผันให้ได้ แต่ถ้ามันร้ายแรง เป็นประเด็นที่ทำร้ายคนไทยทั้งชาติ ผมยอมไม่ได้ ก็ต้องให้เป็นเรื่องของศาล และผมก็ได้สั่งให้ชี้แจงไปว่าการที่นำตัวขึ้นศาลทหารนั้นก็เหมือนกับศาลธรรมดา แต่ที่เป็นศาลทหารเนื่องจากใช้คณะในการพิจารณาเป็นทหาร จบจากทหารพระธรรมนูญ ซึ่งเรียนจบกฎหมายมาทั้งหมดแตกต่างกันก็แค่มียศเท่านั้น แต่ใช้วิธีการพิจารณาของศาลปกติ สามารถประกันได้ มีทนายได้ ผมอยากจะถามว่าใช้ศาลทหารมันผิดตรงไหน และที่ต้องใช้ศาลทหารก็เพราะสถานการณ์มันไม่ปกติ คนเหล่านี้ไม่เคารพกฎหมายปกติ เรื่องเหล่านี้สื่อช่วยแยกให้หน่อย ไม่ใช่ว่าเราต้องการไปปิดบังบิดเบือน หรือต้องการไปละเมิดสิทธิ์ ขอให้ไปดูให้ชัดว่าใครไปละเมิดสิทธิ์ใคร เขาละเมิดสิทธิ์ผมหรือเปล่า ในการที่ผมกำลังทำงานให้กับประเทศดูว่าเขาละเมิดสิทธิ์ประชาชนหรือไม่ ถ้าสื่อฟังแล้วไปขยายความก็ขัดแย้งก็อยู่แบบนี้ และสิ่งที่จะตามมาคือต่างชาติไม่เข้าใจเรา ทั้งที่ความจริงมันไม่ใช่ การที่จะเข้ามาค้าขายหรือลงทุนก็ไม่มั่นใจ ดังนั้นจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวัง ผมขอแค่นี้ ช่วยกันดูว่าประเทศจะเดินต่อไปอย่างไร ผมไม่ได้ไปโมโหสื่อเพราะไม่ได้เขียนเชียร์ผม ยืนยันว่าไม่ต้องมาเชียร์เพราะไม่ว่าจะอย่างไร ผมก็อยู่อยู่แล้ว แม้จะว่าผม ผมก็อยู่ เพราะผมต้องอยู่ ทำไมถึงไม่เข้าใจว่าผมกำลังทำอะไรในหลายๆ อย่าง แล้วมันก็ดีขึ้น” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

             พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตนได้มอบหมายให้สำนักโฆษกฯ และกรมประชาสัมพันธ์ นำทุกประเด็นที่สื่อเขียนมาดู และชี้แจง ซึ่งถ้าประเด็นไหนบิดเบือนมากๆ ก็อาจจะต้องดำเนินคดีทางกฎหมายบ้าง ไม่เช่นนั้นก็จะว่ากันไปมาทำให้คนหมดกำลังใจในการทำงาน ซึ่งการแก้ไขก็ต้องมีทั้งคนที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ มีคน 2 ฝ่ายเกิดขึ้นเสมอไม่มากก็น้อย มีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย วันนี้ทุกคนพยายามจะให้ตนเองไปฟังเสียงส่วนน้อยที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ ถ้าจิตใจบริสุทธิ์ยืนยันว่าตนเองพร้อมดูแลทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร แม้กระทั่งคนกระทำความผิดที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ก็ต้องดูแล และให้ความเป็นธรรม อย่าไปไล่ล่ากันต้องมีเหตุผล ควรมีเมตตา ทั้งเรื่องการเยียวยา การควบคุมตัว

             “อยู่ในค่าย ยืนยันว่าไม่ได้ขังไม่มีกรงขังสักอัน ไปกินข้าวอยู่ในบ้าน พูดคุยกันเสร็จแล้วก็ปล่อยตัวออกมา แต่ถ้าสอบแล้วเจอความผิดที่หนักหนาสาหัสก็ต้องส่งตัวให้ตำรวจ ซึ่งก็มีเหมือนกันทุกประเทศไปถามดูได้ประเทศมหาอำนาจที่ว่าเรา เขาได้ดำเนินคดีไปกับคนที่มีความผิดทางการเมือง ต่อต้านการเมืองในประเทศของเขาเอง ผมจำเป็นต้องพูดบ้างแต่ไม่บอกว่าประเทศอะไร มีการจับกุมเป็นพันคน แล้วอยู่ที่ไหนทำไมไม่ถามกันบ้าง ผมไม่ได้เก็บตัวไว้สักคน ส่งดำเนินคดีตามกฎหมายให้ไปสู้คดี เมื่อได้รับประกันก็ปล่อยตัวทุกคน เว้นแต่บางคนที่ต้องสืบสาวราวเรื่อง มีหลักฐานให้มากขึ้น ผมถามว่าอย่างความผิดทางคอมพิวเตอร์ ผมหรือเจ้าหน้าที่สามารถไปโพสต์ข้อความแทนได้อย่างนั้นหรือ เพราะมีบางคนกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนโพสต์ เจ้าหน้าที่จะไปบ้าทำทำไม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว 


บิ๊กป้อมขออย่าปลุกกระแสต้านทูตมะกัน

             พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกระแสการต่อต้านนายกลิน ที เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย หลังจากที่แถลงถึงความกังวลของประเทศสหรัฐอเมริกาต่อกรณีจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ว่า เรื่องนี้อย่าไปต่อต้านเขา เพราะเป็นเรื่องของประเทศชาติ ซึ่งในเรื่องทางการทูตนั้นจะต้องมีความระมัดระวัง อีกทั้งเราจะต้องดูและตัวเขาด้วย ในส่วนความคิดของเขาในการแถลงข่าวร่วมกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ที่อาจถูกวิจารณ์เรื่องมารยาททางการทูต หากไม่เห็นด้วยก็อย่าออกมาต่อต้านเพราะไม่มีประโยชน์ หรือจะไปปลุกกระแส ส่วนตัวว่าทำไม่ได้เหมือนกัน สำหรับการเดินทางเข้าร่วมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนที่ ณ เจนนีวา สมาพันธรัฐสวิสนั้นประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็พอใจกับประเทศไทยและมาแสดงความยินดี
 

รมว.ต่างประเทศวอนก้าวข้ามปมวิจารณ์ทูตสหรัฐ

             นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศว่า ขอให้ก้าวข้ามในเรื่องนี้ เรามีเรื่องสำคัญกว่านี้เยอะแยะ เมื่อถามว่า มีกระแสจากบางส่วนต่อต้านทูตสหรัฐฯ อาจจะถึงขั้นขับไล่ทูตสหรัฐฯนั้น นายดอน กล่าวว่า อย่าไปถึงขนาดนั้นเลย ก็หวังว่าจะไม่บานปลาย เพราะเรามีความสัมพันธ์ที่ยาวนาน นี่เป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยที่เกิดขึ้นโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัว
  
             เมื่อถามย้ำว่า เขามีความจงใจหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า ก็อาจจะมีส่วน แต่เราก็ไม่อยากมองเช่นนั้น เพราะจะมีผลกับภาพใหญ่ในเรื่องความสัมพันธ์ เมื่อถามว่า หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวมีการติดต่อเพื่อขอชี้แจงหรือไม่ นายดอน กล่าวว่า เอาเป็นว่าเราอย่าไปห่วงเรื่องนี้เลย มองข้ามไปเลย อย่างไรก็ตาม ทูตสหรัฐฯคงต้องเรียนรู้ว่ามีอะไรหลายอย่างที่ต้องเข้าใจ ซึ่งคงไม่มีปัญหา และคงไม่ต้องทักท้วงกลับไปแต่อย่างใด
   
             ผู้สื่อข่าวถามว่า ถือว่าทูตสหรัฐฯไม่เข้าใจสถานการณ์เมืองไทยดีพอใช่หรือไม่ นายดอน กล่าวว่า เขาไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับเมืองไทยมาก่อน เลยเป็นธรรมดาต้องมาเรียนรู้ ต้องใช้เวลาหน่อย ไม่อยากให้พวกเราไปติดใจอะไรมาก ข้ามๆกันไป ทั้งนี้ คงไม่ถึงกับต้องทำความเข้าใจกับประชาชนที่เกิดความไม่พอใจในการกระทำดังกล่าวของทูตสหรัฐฯ เชื่อว่าอีกสักพักเรื่องอาจจะเบาบางลงไป และเชื่อว่าคนไทยคงไม่เกิดความรู้สึกสะสมกับการกระทำของทูตสหรัฐฯ คนดังกล่าว ที่จะทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งเพิ่มขึ้น แต่คิดว่าเขาจะเข้าใจบ้านเมือง เข้าใจความรู้สึกของเรา
   
             “ยกตัวอย่างเรื่องสิทธิมนุษยชน เราอยู่ที่นี่ โตที่นี่ก็คงรู้ว่าบ้านเมืองเราไม่ใช่ประเทศที่มีปัญหาเรื่องดังกล่าว แต่กลับถูกข้างนอกพยายามสร้างสถานการณ์หรือเหตุการณ์ให้มันเป็น ว่าไปแล้วเวทีการประชุมเรื่องสิทธิมนุษยชน ยูพีอาร์ ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศที่ได้รับคำถามในข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงด้านสิทธิมนุษยชน ของเขามากกว่าของเราเยอะ ของเขาตั้ง 300 กว่ารายการ มันไม่ใช่ว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่ทุกประเทศต้องมีปัญหาลักษณะนั้น ก็ค่อยๆแก้ไขปรับปรุงกันไป” นายดอน กล่าวและย้ำว่า “ความสัมพันธ์ดีๆ กว่าจะสร้างกันมาถึงจุดๆหนึ่งใช้เวลาเป็นร้อยปี แต่ถ้าให้แตกหักมันทำได้แป๊บเดียว และเราไม่ต้องการให้สิ่งที่สะสมมานานเป็นร้อยปีมันหายไป”
     
             รมว.ต่างประเทศ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการมองว่าทางการไทยได้พยายามชี้แจงหลายๆเรื่องกับสหรัฐฯ แต่ก็ยังเกิดเหตุการณ์ที่อาจสร้างความไม่พอใจซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้น สื่อเองเวลาทำข่าวต้องทำให้เขาเข้าใจถึงความรู้สึกของคนไทย เพราะปกติเวลาข่าวออกมามันไม่มีแนวเลยที่จะทำให้เขาเกิดความเข้าใจ ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เมื่อข่าวออกไปจะสะท้อนถึงความรู้สึกและทัศนคติคนไทย ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่ดี ถ้าเรารับรู้มาว่ามีกระแสไม่พอใจเช่นนั้น
   
             เมื่อถามว่า เราสามารถทำความเข้าใจกับทางสหรัฐฯในประเด็นกฎหมายมาตรา 112 ได้แล้วหรือไม่ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องนี้พูดกันมาเยอะแล้ว ว่าทุกประเทศก็มีกฎหมายภายในที่จำเป็นสำหรับเงื่อนไขของแต่ละสังคม กฎหมายมาตรา 112 ก็เป็นของเรา ของเขาก็มีอย่างกรณีมีเด็กหนุ่มไปปรามาสประธานาธิบดีเขาก็ยังโดน ก็เช่นเดียวกัน ไม่แตกต่างกัน เพียงแต่คนที่มาอยู่กับเราต้องเข้าใจคุณค่าความหมายของสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนที่ว่าเหตุใดประเทศไทยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เพราะอะไร ป่านนี้คงเข้าใจกันหมดแล้ว แต่ทูตสหรัฐฯ มารับตำแหน่งโดยอาจจะไม่มีข้อมูลพื้นฐานเรื่องนี้ว่าประเทศไทยเป็นอย่างไร เพราะเขาไม่รู้จักประเทศไทย จึงไม่เข้าใจถึงสิ่งที่พระมหากษัตริย์ของเราได้ทำอะไรให้กับประเทศชาติมากมาย แต่เมื่อมารับตำแหน่งเพียงแค่รับทราบว่าพระองค์ท่านได้รับการสดุดีเป็นบิดาของชาติ ก็รู้แค่นั้น แต่เมื่อเขาไม่เคยเห็น ไม่เคยเข้าเฝ้า ก็จะไม่เข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเขาแคร์ประเทศไทย เข้าใจ และพูดกับคนไทยที่ถูกคน คือคนที่เล่าเรื่องราวด้วยเหตุด้วยผล เขาก็อาจจะเข้าใจได้ดีกว่าไปเจอและพูดคุยกับคนไทยที่ผิดคน เพราะอาจจะเข้าใจไปอีกด้านหนึ่ง
  
             “เพราะฉะนั้นกลุ่มคนที่เขามานั่งคุยด้วย เราหวังว่าคงได้คุยกับกลุ่มที่ถูกคน ซึ่งคนที่อยากจะให้เขาคุยด้วยมากที่สุดคืออดีตทูตไทยรุ่นก่อนๆ ที่เคยประจำอยู่สหรัฐฯ คนพวกนี้จะรู้ เพราะภารกิจของทูตคือส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ขณะเดียวกันอดีตทูตสหรัฐฯที่เคยประจำประเทศไทยก็คืออีกกลุ่มคนที่เขาควรจะคุยด้วยมากที่สุด จะได้รู้ความหมายและคุณค่าของการมาอยู่เมืองไทยว่าเป็นอย่างไร ทุกคนมาอยู่เมืองไทย รักเมืองไทยทั้งนั้น แต่ถ้าเขาไปคุยกับนักการเมืองในปัจจุบันก็จะมีภาพที่แปดเปื้อนด้วยการเมืองเยอะ ที่ไม่ได้คำนึงถึงเรื่องความสัมพันธ์เป็นหลัก นักการเมืองจะมองเฉพาะประโยชน์ของกลุ่ม หรือของตัวเองมากกว่า” รมว.ต่างประเทศกล่าว และว่า ณ วันนี้เราต้องรู้ว่าภาคส่วนต่างๆมีคนที่มีมุมมองต่างกันเยอะ เท่าที่ได้สัมผัสมุมมองที่สมดุลจริงๆหายากในยุคนี้ เพราะค่อนข้างเอนเอียงอยู่เสมอ แต่คนที่มุมมองสมดุลจริงๆต้องเป็นคนที่ประสบการณ์สูงถึงจะมีความสมดุลในเรื่องทัศนคติ
    
             ผู้สื่อข่าวถามว่า ดูเหมือนว่าไทยจะแคร์สหรัฐฯมากกว่าที่เขาแคร์เรา นายดอน กล่าวว่า เราไม่ได้พูดว่าแคร์หรือไม่แคร์ แต่เราเป็นคนมีเหตุผล เพราะตั้งแต่โบราณการณ์มา ที่เราอยู่ได้และมีเพื่อนเยอะแยะ เพราะเราเป็นคนมีเหตุมีผล แต่คนชาติอื่น โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจ เหตุผลนั้นเป็นรอง ความรู้สึกใหญ่โตหรือเหนือกว่าจะเป็นใหญ่ การจัดลำดับอะไรต่ออะไร หรือความรู้สึกย่อมแตกต่างกัน

             เมื่อถามว่า การที่ทูตสหรัฐฯไม่มีข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศไทยนั้น แสดงว่าเตรียมตัวน้อยไปหน่อยใช่หรือไม่ ทั้งที่รู้ว่าจะต้องมาประจำที่เมืองไทย นายดอน กล่าวว่า ตนไม่อยากบอกว่าเตรียมตัวน้อยหรือไม่ แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตนเคยคุยกับเขาในช่วงแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง ตนก็ถามว่ารู้ถึงเรื่องโรดแม็พของประเทศไทยหรือไม่ เขาก็อาจจะงงๆ รู้เฉพาะเริ่มต้นมีรัฐบาล ต่อไปก็มีรัฐธรรมนูญ แล้วนำไปสู่การเลือกตั้งที่จะนำไปสู่ประชาธิปไตย ตนก็ถามอีกว่ารู้หรือไม่ว่าช่วงตรงกลางคือช่วงการปฏิรูป เขาก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้แปลว่าไม่ได้เตรียมตัวมา เพราะถ้าเตรียมตัวเขาต้องรู้มาก่อนว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิรูป ซึ่งตนก็ได้ชี้แจงไปว่าการปฏิรูปเป็นสิ่งสำคัญของประเทศไทย ที่เขาต้องเข้าใจ ว่าทำไมถึงคิดจะต้องปฏิรูป
  
             ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนตัวคาดหวังหรือไม่ว่าจะไม่เจอเหตุการณ์เช่นนี้อีก นายดอน กล่าวว่า ทุกเหตุการณ์ล้วนเป็นบทเรียนของทุกเรื่องราว และเป็นบทเรียนของทุกคนด้วย รวมถึงตนและทูตสหรัฐฯ ที่จะรู้ว่าคนไทยให้อภัยง่าย และหวังว่าจะเข้าใจคนไทยดีขึ้น การจะให้อภัยหมายความว่าต้องเข้าใจคนไทยดีขึ้นอีกประมาณ 300 เปอร์เซ็นต์
          
             เมื่อถามอีกว่า รู้สึกช็อกหรือไม่เมื่อทูตสหรัฐฯหยิบโพยออกมา พร้อมระบุข้อห่วงใยเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นประเด็นที่อยู่นอกเหนือการหารือ นายดอน กล่าวว่า “ถ้ามืออาชีพ เขาจะไม่ทำอย่างนั้น แต่ที่ผมไม่ไปแย่งไมค์ เพราะถือว่าเรามีประสบการณ์กับเหตุการณ์ประเภทนี้”
   
             เมื่อถามอีกว่า นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ ระบุให้ระวังกรณีทางการสหรัฐฯจะให้ทางการไทยดำเนินคดีกับคนที่ออกมาพาดพิงทูตสหรัฐ นายดอน กล่าวว่า ก็ต้องฟ้อง เขาก็ไปดำเนินการเอา ส่วนที่มีการออกมาระบุว่าทางการสหรัฐฯจะทักท้วงกับทางการไทยให้ดำเนินการฟ้องร้องบุคคลที่กล่าวพาดพิงทูตสหรัฐฯ โดยอ้างเหตุการณ์ในอดีตสมัยหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ปราโมทย์นั้น ไม่มี คนที่พูดเขาไม่รู้เรื่องอะไร ซึ่งตนไม่ทราบว่าใครเป็นคนพูด
      

เผยเตรียมแถลง2ปีคสช.ย้ำไม่อยากเปิดศึกทะเลาะกับใคร

             พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงวาระครบรอบ 2 รัฐประหาร 22 พฤษภาคม ว่า กำลังเตรียมแถลงการณ์ดำเนินงานของคสช. ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา โดยจะนำสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมาเสนอให้ประชาชนได้รับทราบ พร้อมกับตอบคำถามสื่อมวลชน ส่วนการทำงานของคสช.ต่อจากนี้มีอีกหลายเรื่อง เพื่อส่งต่อให้รัฐบาลหน้าหากรัฐบาลหน้าไม่ดำเนินการก็ต้องไปถามกับรัฐบาลหน้าเอง การทำงานนั้นต้องมีแผนงาน ไม่ใช่คนชอบแล้วค่อยทำ ไม่ทำในสิ่งที่คนไม่ชอบ และตนทำทุกอย่าง ซึ่งต้องทะเลาะกับคนจำนวนมาก ทั้งการจัดระเบียบ การค้าขายซึ่งตนไม่ต้องการเปิดศึกกับประชาชน แต่ต้องแก้ไขเพราะมีการเรียกร้อง จะปล่อยไปเพราะเห็นว่าเป็นผู้มีรายได้น้อยคงไม่ได้

             “วันนี้ประเทศเรามีความขัดแย้งสูง ขณะเดียวกันการแสดงความคิดเห็นในการทำประชามตินั้น กำลังให้ฝ่ายความมั่นคงดูอยู่ โดยต้องเป็นไปตามช่องทางที่มี ถามว่าท่านอยากให้เกิดปัญหาใหม่ขึ้นอีกหรือไม่ ผมไม่เคยจะไปเปิดศึกกับใครสักคน มีแต่คนเปิดศึกใส่ผม ซึ่งผมต้องชี้แจง หงุดหงิดบ้างอะไรบ้าง และผมรู้ว่าไม่ควร บางคนบอกนายกฯใส่เกียร์ถอยบ้าง แต่ผมไม่เคยถอย เพราะต้องดำเนินการทุกคดี คนจะไม่นิยมตัวผมก็ไม่เป็นไร วันหน้าจะรู้เอง ว่าผมทำอะไร คิดแบบนี้สิ” นายกฯ กล่าว

             นายกฯ กล่าวอีกว่า “การประชามติร่างรัฐธรรมนูญพูดตั้งหลายครั้งแล้วว่าให้ทำไป ตนให้อำนาจไปแล้ว ไม่มีใครเขาให้แบบนี้ พอถึงเวลาก็อยู่ไปเรื่อยๆ ใครจะด่าว่าก็ไม่สนใจ แต่ตนมีโรดแมป แต่ถ้าเกิดความวุ่นวาย ไปไม่ได้ก็จบรัฐธรรมนูญหากไม่เห็นชอบก็ไม่ต้องผ่าน แล้วมาเริ่มต้นใหม่แล้วจะให้ตนลาออกหรือ ในเมื่อไม่ใช่เรื่องของตน ตนกำลังทำเพื่อประเทศ และไม่ได้ขู่ว่าจะอยู่ต่อ หากไม่รับร่าง ถ้าไม่รับก็ต้องมีเหตุผลว่ามันไม่ดี ถ้ารับก็ต้องมองเห็นข้อดีจากนั้นเข้าสู่การเลือกตั้ง ซึ่งต้องมีธรรมมาภิบาลไม่เอาคนมีคดีกลับเข้ามา