ข่าว

เทรนด์ผู้นำประเทศแนวก้าวร้าว

เทรนด์ผู้นำประเทศแนวก้าวร้าว

16 พ.ค. 2559

เทรนด์ผู้นำประเทศแนวก้าวร้าว : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น

          บางคนบอกว่าตอนนี้เป็นยุคเปลี่ยนผ่านของเหล่าผู้นำประเทศอีกแล้ว ด้วยสาเหตุที่ความโลกสวยไม่สามารถยับยั้งความชั่วร้ายได้ ไม่สามารถเหนี่ยวนำจิตใจซาตานให้โอนอ่อนเป็นคนดีได้ ก็ต้องอาศัยผู้นำที่แข็งกร้าวรุนแรงนำการผ่าตัดประเทศ โดยไม่รู้เหมือนกันว่าผู้นำประเภทนี้จะพาไปลงนรกหรือสวรรค์ แต่ก็ขอเลือกแบบใหม่นี้มากกว่าจะอยู่แบบเดิมที่พิสูจน์แล้วว่ามันไม่เวิร์ก อย่างไรก็ตาม การที่มีผู้นำแบบนี้ นอกจากจะไม่แน่ชัดในความสำเร็จแล้ว ก็ไม่แน่นอนอีกว่าเขาจะทำได้ตามที่หาเสียงหรือสร้างภาพลักษณ์ไว้ไหม และก็ไม่จำเป็นอีกว่าผู้นำปากกล้าจะต้องมาจากพรรคเอียงขวา สิ่งที่น่าห่วงใยนั้นน่าจะเป็นเรื่องของการเพิ่มขึ้นของกระแสชาตินิยมที่อาจเลยเถิดไป

          ด้วยสภาพแวดล้อมในแต่ละภูมิภาคตั้งแต่สหัสวรรษใหม่เป็นต้นมา มีความขัดแย้งแตกแยกรุนแรงขึ้น ช่วงนั้นเราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในยุโรปที่พรรคแนวกลางขวาได้เป็นรัฐบาลมากขึ้น และในสหรัฐ ที่คนอย่างจอร์จ บุช ขึ้นมาทำสงครามกับหัวเรือก่อการร้ายโลกอย่างอัล-ไกดา ในยุคนั้นปัญหาระดับภูมิภาคหลายอย่างก็ขยายตัวมากขึ้น และยิ่งหนักเลยในรอบไม่กี่ปีมานี้ เหตุผลที่น่าจะเป็นไปได้อย่างหนึ่งก็คือ การใช้ความนุ่มนวลแก้ปัญหาแบบสันติวิธีไม่ทำให้ปัญหายุติลง ลองดูที่ความสัมพันธ์จีนกับญี่ปุ่น ที่ฝ่ายหลังยอมผ่อนปรนอดกลั้นมานาน แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่ดีขึ้น ญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2555 เลยเปลี่ยนแนว ไม่ยอมจีนอีกต่อไป คนอย่างชินโซ อาเบะ ก้าวขึ้นมา ก็ต้องเจอคนอย่างสี่ จิ้นผิง ที่ก็ห้าวกว่าผู้นำจีนคนก่อนหน้า การเผชิญหน้ายิ่งตึงเครียด กระแสชาตินิยมยิ่งพัดแรง ส่วนปัญหาระดับสากลอย่างก่อการร้ายนั้น กลุ่มไอเอสนับเป็นโปรแกรมก่อการร้ายเวอร์ชั่นทันสมัยที่ทรงประสิทธิภาพกว่ารุ่นก่อนๆ แล้วการที่พวกเขาไม่ผ่อนปรนให้ปรปักษ์เลย ปรปักษ์ก็ต้องเลือกใช้ความโหดต่อเขา

          สภาพแวดล้อมที่สาหัสอย่างนี้ ผู้นำที่มีบุคลิกโดดเด่นเรื่องวาจาฮึกห้าวจึงจับใจประชาชนทั่วไป แทนที่จะแค่กลุ่มย่อยเฉพาะ โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ โรดริโก ดูเตร์เต ของฟิลิปปินส์ หรือนอร์เบิร์ต โฮเฟอร์ ของออสเตรีย ก็เข้าข่ายนี้ พวกเขามีโอกาสที่จะคว้าชัยในสนามต่างๆ สูง พรรคขวาจัดในยุโรปก็เฟื่องฟูมากขึ้น เพราะกระแสต่อต้านผู้อพยพและการก่อการร้ายกำลังพัดแรง เนื่องจากประชาชนเห็นผลแล้วว่าผู้อพยพกับผู้ก่อการร้ายสร้างความเดือดร้อนให้ตนเพียงไรจึงเทใจให้ฝ่ายที่ประกาศกล้าจะที่ปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขาด้วยการใช้ทุกวิถีทางโดยไม่จำกัดกรอบสันติจนเกินไปจึงเป็นที่นิยม

          แต่ถ้าจะคาดหวังว่าผู้นำเหล่านี้จะแก้ปัญหาด้วยกำลังได้จริงตามที่เขาโวหรือไม่ นั่นไม่แน่นะครับ ทรัมป์อาจต้องดีลกับกลุ่มผลประโยชน์หลากหลายจนไม่กล้าฟันลงไปทางใดทางหนึ่ง หรือดูเตร์เตก็อาจล้มเหลวในการดูแลความมั่นคงฟิลิปปินส์ทั้งประเทศ เพราะเกาะใหญ่กว่าดาเวาเยอะ แต่ถึงจะเป็นแค่ความหวัง ประชาชนยุคฉวยอะไรได้ก็คว้าไว้ก่อนก็เอาล่ะครับ ส่วนกระแสชาตินิยมจะรุนแรงขนาดไหนก็ต้องดูต่อไปเช่นกัน