
ยึดหลัก'เสี่ยงต่ำ'ปั้นไวทัลโกรสูตรการบริหารสไตล์'พิมพ์ขวัญ'
ยึดหลัก'เสี่ยงต่ำ'ปั้นไวทัลโกรสูตรการบริหารสไตล์'พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล' : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย...อนัญชนา สาระคู
“ธุรกิจสุขภาพ และความงาม” แน่นอนว่ายังคงอยู่ในกระแสของธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตดี เนื่องด้วยค่านิยมของผู้คนที่ห่วงใย ใส่ใจตัวเองและคนรอบข้างกันมากขึ้น และแม้ว่าจะธุรกิจดังกล่าวจะมีรายใหม่เข้ามาแล้วก็หายจากไป แต่ก็ยังมี “น้องใหม่” เข้ามาชิงพื้นที่ตลาดที่ยังมีโอกาสอยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “ไวทัลโกร : สกิน แอนด์ เอสเธทิค” (VITAL GLOW : SKIN&AESTHETIC)
ศูนย์สุขภาพและความงาม ที่เกิดขึ้นจากความชอบส่วนตัวของ “พิมพ์" ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล สาวเก่ง สุดมั่น ผู้ที่เพิ่งคว้าปริญญาเอก ด้านสาธารณสุขศาสตร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาหมาดๆ ด้วยวัยเพียง 26 ปี และยังพ่วงด้วยดีกรี “นางงาม” จาก 2 เวทีใหญ่ คือ “มิสทีนไทยแลนด์” และ “นางสาวไทย” ซึ่งเวทีหลังนี้ ยังสามารถคว้าตำแหน่งนางงามผิวสวยมาครองได้เมื่อปี 2556
และแม้จะเพิ่งเปิดตัวไปได้ยังไม่ถึงปี แต่ก็สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลารวดเร็ว เพียง 3 เดือน ทำให้ตอนนี้ “ไวทัล โกร” พร้อมที่จะขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศตามแผนธุรกิจของผู้ก่อตั้งเอง ซึ่งบอกได้เลยว่าเธอมีแนวคิด และสไตล์การบริหารธุรกิจที่ค่อนข้างเฉพาะตัวจริงๆ
“ความหมายโดยรวมของ ไวทัลโกร คือความมีสุขภาพที่ดีของผิวพรรณ ที่เราเห็นว่า ความสวยจะต้องมาควบคู่กับความมีสุขภาพที่ดี ซึ่งเราจะเน้นทั้งสองอย่างไปพร้อมๆ กัน ส่วนบริการของเราจะมีในเรื่องสกิน ที่จะเป็นไฮไลท์ และเรื่องเกี่ยวกับการชะลอวัย (anti-aging) ซึ่งถือเป็นแพทย์ทางเลือกอยู่ในขณะนี้” ดร.พิมพ์ขวัญ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไวทัลโกร คอสเมด จำกัด กล่าว
พิมพ์ เล่าถึงการก่อตั้งธุรกิจศูนย์สุขภาพและความงามแห่งนี้ ซึ่งเริ่มต้นมาจากความชอบของตัวเอง ว่าหากจะทำธุรกิจอะไรแล้ว ก็น่าจะต้องเริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดก่อน ซึ่งการที่เป็นคนชอบในเรื่องนี้มาตั้งแต่เด็ก คือเป็นความสนใจส่วนตัวอยู่แล้ว และบังเอิญโชคดีที่คุณพ่อก็มาทางสายนี้ด้วย ทำธุรกิจเกี่ยวกับโรงพยาบาล ก็เลยตอบโจทย์ความชอบของตัวเองที่มีพื้นฐานนี้ จึงสามารถต่อยอดไปกันได้ แต่ในเรื่องความถนัดนั้น แม้จะไม่ได้เรียนจบมาด้านนี้โดยเฉพาะ แต่คุณพ่อก็เป็นคุณหมอด้านผิวหนัง (สกิน) และคุณหมอผึ้ง ที่เป็นหุ้นส่วนก็เป็นหมอด้านสกินเช่นกัน (หมอผึ้ง หรือ พญ.ปิยากิตติ์ ศรีไพโรจน์ เป็นแพทย์ที่มีวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ ศัลยศาสตร์และเลเซอร์ จากสถาบันโรคผิวหนัง)
เมื่อทุกอย่างพร้อม สถานที่ก็พร้อม “ไวทัลโกร : สกิน แอนด์ เอสเธทิค” จึงได้เปิดดำเนินกิจการเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และเช่าพื้นที่ของทางโรงพยาบาลนวมินทร์ 9
“หากพูดถึงไวทัลโกร พิมพ์ ถือเป็นเจเนอเรชั่นที่ 1 แต่หากเป็นโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 คือ เจเนอเรชั่นที่ 2” พิมพ์ กล่าว ซึ่งเจ้าตัวคือทายาท เป็นบุตรสาวคนโตของ นพ.ประจักษ์ และ วราภรณ์ บุญจิตต์พิมล ผู้บริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทในเครือโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ที่ปัจจุบัน พิมพ์ ยังรั้งตำแหน่งผู้ช่วยผู้อำนวยการ และผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดระหว่างประเทศ โรงพยาบาลนวมินทร์ 9 อีกด้วย
สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของไวทัลโกรนั้น เรามีค่อนข้างที่จะหลากหลาย คือจะมีแพ็กเกจสำหรับลูกค้าในย่านมีนบุรี และพนักงานในโรงพยาบาล ขณะเดียวกันก็จะมีแพ็กเกจสำหรับเพื่อนคุณแม่ ดารา และบุคคลมีชื่อเสียง (เซเลบ) ด้วย ที่แม้ว่าภาพภายนอก คนอาจจะมองว่าเราเน้นแต่ลูกค้าระดับบน แต่จริงๆ แล้วเราก็มีแพ็กเกจสำหรับลูกค้าในกลุ่มแมส (mass) ซึ่งสามารถสู้กับเจ้าเดิมๆ ที่มีอยู่แล้วได้เลย เพราะจากการเซอร์เวย์เปรียบเทียบราคามาแล้ว ก็พบว่ามีราคาเท่ากัน และในบางโปรแกรมเราจะถูกกว่าด้วยซ้ำ
ในขณะที่เรามีความแตกต่างจากที่อื่นๆ คือ การที่ศูนย์ความงามแห่งนี้ เปิดให้บริการภายในพื้นที่ของโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 จึงได้มาตรฐานคุณภาพระดับโลก จากการที่โรงพยาบาลเองได้ผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพระดับโลก จากการตรวจและรับรองคุณภาพโดย Joint Commission International (JCI, USA) มาแล้ว นั่นหมายถึงทุกยูนิตที่อยู่ในโรงพยาบาลจะต้องได้มาตรฐานเช่นเดียวกัน
“ถือเป็นจุดแข็งของเราเลยก็ว่าได้ และคอนเซ็ปต์เรา ก็เน้นเรื่องความปลอดภัย ความสวยอย่างเป็นธรรมชาติ สโลแกนของเรา คือการที่ไม่แต่งหน้าก็จะต้องสวยกว่าแต่งหน้า หรือถ้าจะแต่ง ให้แต่งหน้าน้อยๆ ก็สวยแล้ว ที่ผ่านมายังไม่ได้ใช้งบโฆษณาใดๆ นัก แต่จะใช้วิธีการบอกต่อเท่านั้น”
ทั้งนี้ หลังจากเปิดบริการได้ไม่นาน ปัจจุบันบริษัทสามารถคืนทุนแล้ว รวมทั้งผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ที่ผลิตออกมาภายใต้ร่มของไวทัลโกร ก็คืนทุนแล้วเช่นกัน ทำให้ตอนนี้อยู่ระหว่างการขยายสาขาของตัวไวทัลโกร โดยเร็วๆ นี้เตรียมจะเปิดสาขาแรกที่ย่านเอกมัย นอกจากนี้ ยังมองการขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเห็นว่ายังมีช่องทางการขยายตัวได้อีกมาก ที่กำลังเจรจาอยู่คือ เมียนมาร์ และลาว เป็นอีกประเทศที่มองเห็นช่องทางการขยายสาขาแล้วเช่นกัน ขณะเดียวกันก็ยังมองการขยายสาขาไปตามจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
“เร็วๆ นี้พิมพ์จะไปเจรจาธุรกิจที่เมียนมาร์ ซึ่งสาขาที่นั่นก็จะไปตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเช่นกัน กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเราที่นั่น จะเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบน อาจจะไม่ลงไปในตลาดแมส เพราะว่าเป็นตลาดที่มีเจ้าอื่นเขาเข้าไปอยู่แล้ว” พิมพ์ กล่าวและว่า ส่วนตัวผลิตภัณฑ์เวชสำอางนั้น ปัจจุบันวางจำหน่ายผ่านทางลาซาด้า และในคิงเพาเวอร์ด้วย อีกทั้งยังมีแผนที่จะนำขึ้นไปขายเป็นสินค้าดิวตี้ฟรีบนเครื่องบิน
อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง อยากให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นต่างชาติ โดยคิดสัดส่วน 70% เป็นลูกค้าในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน หรือเออีซี และจีน ซึ่งจีนถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก ส่วนอีก 30% เป็นลูกค้าตลาดในประเทศ
ในเรื่องของการขยายตลาดของไวทัลโกรนั้น พิมพ์ บอกว่า ก็เพื่อต้องการหนีการแข่งขันในประเทศที่มีค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ซึ่งแม้จะคิดว่าสู้ได้อยู่ แต่ก็อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายด้านมาร์เก็ตติ้งสูงด้วย และยังมีความเสี่ยงที่ว่าจะจุดติดกระแสหรือไม่ ขณะที่ตัวเองนั้น เป็นคนไม่ชอบเสี่ยง จึงใช้วิธีการขยายออกไป และหนีไปในจุดที่เราคิดว่ามีโอกาสมากกว่า
โดยในปีนี้ ตั้งเป้าหมายยอดขายของไวทัลโกร และผลิตภัณฑ์เวชสำอาง ไว้ที่ 100 ล้านบาท ขณะที่การขยายสาขาในปีนี้ น่าจะมีความชัดเจน 2 สาขาคือ ที่ย่านเอกมัย และเมียนมาร์
อย่างไรก็ตาม หากพูดถึงเทรนด์ของผู้บริโภค ผู้บริหารไวทัลโกร บอกว่า คนส่วนใหญ่ยังเน้นไปที่เรื่องผิวพรรณ คือยังมีค่านิยมอยู่ว่า ขาวคือสวย และต้องการอะไรที่เห็นผลได้เร็ว ส่วนบริการที่เรามีเพื่อการชะลอวัย หรือ anti-aging นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ซึ่งอาจจะไม่เห็นผลในทันที ขณะที่แนวโน้มที่กำลังจะมาในปีนี้ มองว่าคือทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเข้าสู่วัยชรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลคนชรา โรคชรา โรคข้อเข่า เส้นเอ็น ถือว่าเรื่องเหล่านี้มาแรงมาก
ทางบริษัทไวทัลโกรเองก็มีแผนที่จะออกแพ็กเกจเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ เช่นเดียวกับในส่วนของทางโรงพยาบาลนวมินทร์ 9 ที่กำลังสร้างตึกใหม่ จะมีเปิดบริการเพื่อตอบโจทย์เทรนด์ของปี 2559 นี้ด้วยเช่นกัน
“สำหรับไวทัลโกรในอนาคตคิดว่าเราจะต้องมีโปรแกรมที่เยอะกว่านี้ เช่นการจับกลุ่มคนสูงอายุที่กำลังมาแรง โดยเฉพาะเรื่องข้อเข่า จากปัจจุบันเรามีเรื่องเกี่ยวกับการลดความอ้วนอยู่แล้ว สำหรับคนหน้าท้องใหญ่ แต่ขารับน้ำหนักมากจนกระทบกับข้อเข่า เราก็จะนำมาผสมผสานกันทำเป็นแพ็กเกจจับตลาดคนกลุ่มนี้ เพื่อโอกาสในการขยายตลาดด้วย”
แต่เมื่อมองสไตล์การบริหารธุรกิจ พิมพ์ บอกว่า ตัวเองเป็นคนแอ็กทีฟ มีความคิดจะทำนู่นนั่นค่อนข้างเยอะ เพราะเป็นคนชอบคิดสร้างสรรค์ แต่ก็เข้าใจว่า การที่จะนำสิ่งที่คิดมาทำให้เป็นรูปเป็นร่างได้นั้น ทุกอย่างจะต้องใช้เวลา และที่สำคัญในการจะคิดทำอะไรก็ควรคิดให้รอบคอบ คิดให้ครบเสียก่อน ซึ่งบอกได้เลยว่า “จุดอ่อน” ของตัวเองในตอนนี้ คือคิดแต่จะขยายๆ ออกไป แต่กลับลืมไปว่ายังจะต้องมีภาระอยู่ด้านหลัง เป็นงานที่เราอาจจะมองว่าเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ เป็นงานกระดาษธรรมดาๆ แต่จริงๆ แล้วกลับสำคัญมาก
เช่น งานบัญชี มีเงินเข้ามาเท่าไร เราไม่รู้ จึงจะต้องมีเวลาไปเข้าไปดู และหากเราขยายๆ ธุรกิจมากเกินไป เราอาจจะไม่ได้มีเวลาไปดูในจุดนั้นก็ได้ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เราจำเป็นต้องดูเอง ซึ่งจะไว้ใจใครก็ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม มองสไตล์การบริหารธุรกิจของพิมพ์เอง จะเหมือนกับคุณพ่อ คือจะไม่ชอบเสี่ยง เพราะคิดว่าโลกของธุรกิจมันไม่ได้สวยหรูอย่างที่เราเคยคิดไว้ ทำให้คิดว่า ยังจะต้องเรียนรู้จากการทำงานอีกมาก และตอนนี้เราอาจจะยังไม่มีประสบการณ์จากการทำงานนัก สิ่งที่คุณพ่อแนะนำก็คือเรื่องของประสบการณ์การทำงาน สำคัญที่สุด อย่างที่บอกไปว่า การที่เราคิดแต่จะขยายๆ ธุรกิจอย่างเดียวไม่ได้ คุณพ่อมองเห็นจุดอ่อนตรงนี้ในตัวเราก็แนะนำว่า เวลาจะคิดอะไรก็ต้องคิดให้ครบ คิดเผื่อในสิ่งที่อาจจะตามมาข้างหลัง แต่ละขั้นตอน
คือนอกจากจะมีแผน 1 แล้ว ก็ยังจะต้องมีแผน 2 และหากแผน 2 ไม่สำเร็จ เราก็จะต้องมีแผน 3 เผื่อเอาไว้รองรับด้วย คือต้องคิดเผื่อไว้ทุกอย่าง “นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพิมพ์เป็นคนไม่ชอบเสี่ยงหนักๆ แต่อาจจะเสี่ยงแบบพอประมาณ เดินสายกลางพอ แต่เราจะไม่ใช่คนที่เสี่ยงแบบสุดๆ ชนิดที่แบบว่าติดลบแล้วเจ๊งเลย เราไม่ใช่อย่างนั้น ดังนั้น หลักการในการขยายธุรกิจ ก็จะเน้นค่อยๆ พัฒนา ค่อยๆ เติบโต ไม่ใช่ไม่เติบโตเลยนะ แต่การขยายอาจจะไม่รวดเร็วเท่ากับรายอื่นๆ ซึ่งการขยายสาขาไปต่างประเทศ ในทุกที่ที่ไปก็จะต้องมีคอนเนกชั่น ซึ่งพิมพ์เองจะไม่ทำอะไรที่ไม่มีคนรู้จัก อย่างที่พม่าก็มีคนรู้จัก ส่วนที่ลาวก็เช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม เธอกลับมีมุมมองการทำธุรกิจส่วนตัวว่า ควรที่จะต้องเคยเจ๊งมาบ้าง เพื่อให้เป็นบทเรียน เป็นประสบการณ์ในการเรียนรู้ข้อผิดพลาดในการทำธุรกิจ เพื่อที่เราจะนำมาใช้ป้องกันในการทำธุรกิจต่อๆ ไป แต่สำหรับตัวเองแล้วถือว่าโชคดีที่ยังไม่เคยเจ๊ง ซึ่งก็อยากจะลองบ้างนะ แต่ขอเป็นในเรื่องเล็กๆ พอ เพื่อจะให้ได้เจ็บสักครั้ง แต่ต้องบอกว่า คงไม่ใช้สำหรับธุรกิจนี้ที่ตัวเองค่อนข้างหวังไว้เต็มที่ ทำให้มีความระมัดระวังตัวมาก
นอกจากนี้ สำหรับส่วนตัวแล้วยังชอบมากกว่าเวลาที่มีคน “ติ” เพราะคิดว่าหาก “ชม” แล้วเราไม่ได้เกิดการพัฒนาอะไร เพราะรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าไม่ได้เป็นคนสมบูรณ์แบบ หรือว่าดีอยู่แล้ว อีกทั้งคุณพ่อคุณแม่ก็มักจะสอนอยู่เสมอให้เราเป็นคนในแบบ “น้ำไม่เต็มแก้ว” เพื่อที่ว่าคนจะมาพูดอะไร สอนอะไรเรา เราจะได้พัฒนา อย่างที่คุณพ่อเองก็จะคอยเตือนอยู่สม่ำเสมอที่ต้องการให้เราเป็นคนคิดให้รอบคอบ และสิ่งที่ท่านคอยเตือนมาเป็นข้อเท็จจริง และถือเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับตัวเอง
จาก “เวทีนางงาม” สู่ “นักธุรกิจ” สาวสุดมั่น
บอกได้เลยว่า “ทึ่ง” ไม่ธรรมดาจริงๆ สำหรับ “พิมพ์" ดร.พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล ผู้ที่มีโพรไฟล์ “แน่นปึ้ก” และหลากหลายด้วยวัยเพียง 26 ปี ซึ่งหล่อหลอมให้เธอเป็นผู้บริหารคนรุ่นใหม่มีอนาคตไกล เพราะเธอไม่ใช่แค่สาวงามที่ผ่านเวทีการประกวดนางงามมาแล้วเท่านั้น แต่ยังมีวุฒิการศึกษาทั้งด้านบัญชี การบริหารธุรกิจ จนสำเร็จการศึกษาปริญญาเอกด้านสาธารณสุขศาสตร์ พร้อมประกาศณียบัตรรับรองการเข้าร่วมอบรมในกิจกรรมต่างๆ อีกเพียบ
อาทิ ARM รุ่นที่ 21 Advanced Retail Management: ARM จาก บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด(มหาชน) สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตร Real Estate – Executive Marketing ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตร SCB Young Entrepreneur Program, เข้าร่วมการอบรมหลักสูตร Fundamentals of Clinical Trials ของ HarvardX หรือ Harvard University Online Learning Tool และ เข้าร่วมการอบรมหลักสูตร Sasin Family Business (SFB) ของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักเรียนของ Imperial College London Business School
สำหรับการเข้าร่วมประกวดในเวทีนางงาม เธอบอกว่า เคยประกวดมาแล้ว 2 เวที คือ มิสทีนไทยแลนด์ ซึ่งได้ตำแหน่งรองมิสทีนมาเมื่อตอนอายุ 15 ปี และเข้าประกวดในเวทีนางสาวไทยเมื่อปี 2556 ได้ตำแหน่งนางงามผิวสวย ซึ่งตอนที่เข้าร่วมประกวดนางสาวไทยนั้น ก็มีความคิดอยู่แล้วในเรื่องการทำธุรกิจ ไม่ได้มีความคิดที่จะเข้ามาในวงการบันเทิง แต่คิดว่าการจะทำธุรกิจควรจะต้องมีอะไรบางอย่างเข้ามาเป็นตัวช่วย
นอกจากนี้ เป็นคนชอบทำกิจกรรมอื่นๆ ด้วยที่นอกเหนือจากการเรียน โดยเฉพาะเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม เคยชิงทุนไปดูงานที่โรงงานผลิตยา ที่ประเทศเยอรมนี ศึกษาดูงานเกี่ยวกับวิธีการรักษาสิ่งแวดล้อมว่าเขาทำอย่างไร และเคยได้รับรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติด้านสิ่งแวดล้อม
“ทั้งนี้ทั้งนั้น พิมพ์จะมีคุณพ่อคุณแม่เป็นคนแนะนำ เป็นผู้ที่คอยให้คำปรึกษาและชี้แนะแนวทางให้อยู่เสมอ คือเหมือนเวลาเล่นฟุตบอล คุณพ่อคุณแม่ก็เปรียบเหมือนกับโค้ช ส่วนพิมพ์คือผู้เล่น หรือเป็นนักเตะ แต่โชคดีที่ว่าพิมพ์เป็นคนที่เชื่อฟังในสิ่งที่พวกท่านบอก อย่างเรื่องเรียนต่อ จริงๆ แล้วอยากเรียนหมอ แต่คุณพ่อบอกว่าหากเรียนแล้วอาจจะต้องใช้เวลาในการเรียนนาน หรือกว่าจะจบก็อายุ 30 ปี แต่หากเราเรียนด้านอื่น แล้วมาทำธุรกิจก่อนคนอื่นสัก 5 ปี คิดว่าดีกว่า เลยเลือกที่จะเรียนบัญชี ซึ่งเป็นหัวใจหลักของธุรกิจ เพื่อให้ได้เห็นในภาพรวมธุรกิจ แล้วค่อยไปเจาะในเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุข ตอนเรียนในระดับปริญญาโท และเอก ก็คิดว่ายังไม่สายเกินไป”
อย่างไรก็ตาม พิมพ์เล่าให้ฟังด้วยว่า ตัวเธอเองมีความฝังใจในสมัยเด็ก ที่เรียนหนังสือไม่เก่ง เกือบถูกให้เรียนซ้ำชั้น ทำให้เหมือนเป็นปมสำหรับตัวเองตั้งแต่นั้นมา เลยทำให้รู้สึกว่าต้องการเรียนให้เร็วกว่าคนอื่น และมีเป้าหมายในการทำงาน คือเหมือนเป็นความทรงจำที่ติดอยู่ในใจ ที่ทำให้เรามีความฮึดสู้ในเรื่องการเรียน การทำกิจกรรมต่างๆ อีกทั้งเป็นคนชอบออกกำลังกาย เป็นนักกีฬาโรงเรียนมาตั้งแต่เด็ก ชอบในเรื่องรักษาสุขภาพ และเลือกออกกำลังกายด้วยการวิ่ง และการวิ่งมาราธอน



