
ยุคมืดสาลิกาดง
14 พ.ค. 2559
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ยุคมืดสาลิกาดง
ไม่ต้องลุ้นกันถึงนัดสุดท้ายของฤดูกาล เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล จะตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไปเล่นในแชมเปี้ยนชิพฤดูกาลหน้า ทำให้นอกเหนือจาก “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลลา ทีมใหญ่ที่ไม่เคยตกชั้นแล้ว ยังเป็นยุคมืดสำหรับอีกทีมใหญ่ที่มีความพร้อมทุกด้านอย่าง นิวคาสเซิล ด้วยเช่นกัน
การตกชั้นครั้งนี้เป็นครั้งที่สองในรอบ 9 ฤดูกาลที่ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล มี ไมค์ แอชลีย์ เป็นเจ้าของ และดูเหมือนว่าจะเป็นวงจรเดิมๆ ทั้งๆ ที่ทีมสาลิกาดงเป็นทีมใหญ่อีกทีมของอังกฤษ เพราะมีความพร้อมที่จะเป็นทีมชั้นนำของยุโรป เรื่องการเงินก็ไม่มีปัญหา แฟนบอลเองมีความเหนียวแน่นกับสนามเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ที่จุผู้ชมได้ถึง 52,000 ที่นั่ง แต่กลับกลายเป็นว่าหลังจากบริหารงานกันไป กำลังจะไปอยู่ในระดับเดียวกับทีมเล็กๆ อย่าง เบอร์ตัน อัลเบียน ในแชมเปี้ยนชิพซะแล้ว
ทั้งสองสโมสรเป็นทีมที่มีความแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน แต่ทั้งคู่กำลังจะมาพบกันเพราะเบอร์ตัน เลื่อนชั้นจากลีกวัน และนิวคาสเซิล ตกชั้นจากพรีเมียร์ลีก ทำให้นักเตะเบอร์ตันจะมีโอกาสได้เยือนสนามใหญ่อย่างเซนต์ เจมส์ ปาร์ค ขณะที่ขุนพลระดับทีมชาติของทูนอาร์มี หลายคน ต้องไปเยือนสนามพิเรลลี ที่มีความจุเพียงแค่ 6,900 ที่นั่งเท่านั้น
เรื่องราวก่อนหน้านี้ 1 ปี ไมค์ แอชลีย์ สัญญากับแฟนบอลเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าในฤดูกาลนี้ทีมมีงบในการหานักเตะเข้ามาเสริมทีมอย่างเต็มทีม และเห็นภาพว่า สตีฟ แม็คคลาเรน ผู้จัดการทีมเมื่อต้นฤดูกาลมีเงินจับจ่ายซื้อนักเตะถึง 80 ล้านปอนด์ ด้วยความหวังที่ว่าจะคว้าแชมป์บอลถ้วยได้สักถ้วย
แต่วงจรยังเป็นเรื่องเดิมๆ กับการบริหารงานของแอชลีย์ เมื่อทีมต้องตกชั้นอย่างเจ็บแสบ เพราะเป็นการตกชั้นด้วยฝีเท้าของคู่อริอย่าง “แมวดำ” ซันเดอร์แลนด์ ที่ต้อนเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน 3-0 ไปเมื่อกลางสัปดาห์
ทำให้ฤดูกาลนี้ถ้าไม่จบที่อันดับ 18 ก็จะเป็นอันดับ 19 ซึ่งจะเป็นอันดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่แอชลีย์ มานั่งเป็นเจ้าของทีม
อันดับที่ดีที่สุดสำหรับแอชลีย์ คืออันดับ 5 ในยุคที่มี อลัน พาร์ดิว เป็นผู้จัดการทีม แต่ที่เหลือยังไม่เคยมีอันดับต่ำกว่าอันดับ 10 ในพรีเมียร์ลีกได้เลย
สองฤดูกาลแรกที่มีเจ้าของทีมรายนี้คือการจบอันดับ 12 และ 18 ทำให้ทีมตกชั้นก่อนจะเลื่อนชั้นกลับมา และจบที่อันดับ 12, 5, 16, 10, 15 และในฤดูกาลนี้ไม่อันดับ 18 ก็ 19 ซึ่งอันดับที่ออกมาไม่สมควรกับทีมใหญ่อย่างนิวคาสเซิล แม้แต่นิดเดียว เพราะองค์ประกอบต่างๆ นิวคาสเซิล สมควรจะไปอยู่ในระดับเดียวกับ “ไก่เดือยทอง” สเปอร์ส มากกว่า
จะว่าไปแล้วการพังของนิวคาสเซิล น่าจะเริ่มต้นตั้งแต่การจากไปของ อลัน พาร์ดิว ที่ย้ายไปทำทีมคริสตัล พาเลซ เมื่อเดือนธันวาคมปี 2014 เพราะเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่นับจากนั้นไม่ว่าจะเอาใครมาเป็นผู้จัดการทีม เก็บชัยชนะได้เพียงแค่ 12 นัดจาก 60 นัด และเป็นความพ่ายแพ้ถึง 34 นัด
นักเตะที่พยายามทุ่มเงินเอามาเสริม เหมือนเป็นการลงทุนที่สูญเปล่าทั้งในแดนกลางและแดนหน้า ไม่ว่าจะเป็น เรมี กาเบญา ค่าตัว 9 ล้านปอนด์, ฟลอริยอง ตูแวง ค่าตัว 12 ล้านปอนด์ หรือแม้กระทั่ง อเลกซานดาร์ มิโตรวิช ที่ค่าตัวถึง 14 ล้านปอนด์ แต่เป็นเรื่องแปลกที่ไม่มีการลงทุนกับแนวรับมากนัก ใน 80 ล้านปอนด์ที่แม็คคลาเรน เสริมทีม ใช้กับแนวรับเพียง 7 ล้านปอนด์เท่านั้น ทำให้ทีมเสียไปถึง 64 ประตูในฤดูกาลนี้
การตกชั้นในฤดูกาลนี้น่าจะสร้างความเสียหายให้นิวคาสเซิล อยู่ไม่น้อย เพราะฤดูกาลหน้าพรีเมียร์ลีกจะได้ค่าลิขสิทธิ์เพิ่มจากทีมละ 65 ล้านปอนด์มาเป็น 100 ล้านปอนด์ รายนี้ได้ตรงนี้จะขาดหายไป และน่าจะจำเป็นต้องขายดาราบางคนออกจากทีมไป
ที่สำคัญที่สุดคือยังไม่รู้ว่า ราฟาเอล เบนิเตซ จะร่วมหัวจมท้ายกับยุคมืดของสาลิกาดงต่อไปหรือไม่
-------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



