ข่าว

อภิสิทธิ์ดัน727ล.สมทบ1บาทตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน

อภิสิทธิ์ดัน727ล.สมทบ1บาทตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน

02 ส.ค. 2552

นายกรัฐมนตรีประกาศวาระแห่งชาติ ดัน 727 ล้านบาทสมทบ 1 บาทกองทุนสวัสดิการชมชุนทั่วประเทศ ช่วยเหลือ 40 ล้านคนที่ยังไม่มีระบบสวัสดิการรองรับ รับปากขอแรงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นช่วยด้วย ตั้งเป้า 2 ปี ครอบคลุมทุกตำบล ชี้ส่งเสริมการออมระยะยาว-มีผลดีต่อเศรษฐกิ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 สิงหาคม 2552 ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ พร้อมด้วย นายอิสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เดินมาเป็นประธานปิดงานสมัชชาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ   ที่จัดโดยสถาบันองค์การสวัสดิการ (องค์กรมหาชน) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์  ซึ่งมีตัวแทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจากทั่วประเทศประมาณ 5,200 คน เข้าร่วมการประชุม ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันเดียวกัน  พร้อมกันนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายในการสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน  

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของงานที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิการนั้น ใครที่ติดตามทำงานของผมในฐานะนักการเมือง จะทราบว่าเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ผมต้องการที่จะให้การเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในประเทศของเรา ความไฝ่ฝันของผมก็คืออยากเป็นพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน มีคุณภาพชีวิตที่ดีและที่สำคัญก็คือมีหลักประกัน  ในอดีตเราได้มีการสร้างหลักประกันในเรื่องต่างๆมาโดยลำดับ เริ่มตั้งแต่เรื่องของการรักษาพยาบาล ซึ่งเราทำมาตั้งแต่การให้การรักษาฟรี สำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ ต่อมาก็มีการขายหลักประกันสุขภาพ ต่อมาก็ทำมาเป็นหลักประกันสุขภาพ ถ้วนหน้า เริ่มต้นก็เก็บ 30 บาท ต่อมาก็ไม่เก็บ 30 บาท
             
 ขณะนี้ก็ถือว่าได้ในเรื่องของการรักษาพยาบาลนั้นก็ครอบคลุมพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ เพียงแต่ว่าเราก็ต้องทำงานหนักต่อไปในการปรับปรุงในเรื่องของคุณภาพ ในเรื่องของบริการ   ในส่วนของการศึกษาเช่นเดียวกัน เราก็พยายามผลักดันเรื่องของการศึกษาฟรี เริ่มต้นก็มีการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จัดให้ฟรีหมด 6 ปี ต่อมาก็ขยายโอกาสเป็น 9 ปี ต่อก็มาทำการศึกษาฟรี 12 ปี แล้วก็ในปัจจุบันรัฐบาลก็ได้ผลักดันนโยบกายการเรียนฟรี 15 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างในบางสถานศึกษา แล้วก็ในเรื่องของคุณภาพการศึกษา ก็ต้องมีการดำเนินการต่อไป

             แต่ว่าสิ่งที่พี่น้องประชาชน ทั้งประเทศ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ มีความต้องการมากไปกว่าเรื่องการศึกษาและการรักษาพยาบาล ก็คือในเรื่องของสวัสดิการ เมื่อมีความจำเป็น ในโอกาสต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกคิของชีวิตของคนเราทุกคน ที่มีเกิด แก่ เจ็บ ตาย   ถ้ามองไปแล้วในกลุ่มคนในสังคมซึ่งมีระบบที่รองรับดีที่สุด ก็หนีไม่พ้นในส่วนของข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ แล้วก็ต่อมาเราก็มีระบบประกันสังคม ก็คือพี่น้องประชาชนที่เข้าสู่ ระบบประกันสังคม ซึ่งก็คือพี่น้อง ผู้ใช้แรงงาน  แต่ว่านับรวมในกลุ่มพี่น้องประชาชนในกลุ่มต่างๆเหล่านี้แล้ว

              ก็เป็นเพียงประมาณ อาจจะสักประมาณ 12-13 ล้านคนเท่านั้นเองในขณะที่พี่น้องประชาชนอีก 40 กว่าล้านคนยังไม่มีระบบสวัสดิการหรือหลักประกันที่ชัดเจน นี่คือจุดที่ผมคิดว่า รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มที่ว่า ระบบสวัสดิการสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนนั้นจะต้องเกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่เป็นปัญหาเป็นอุปสรรคสำหรับการผลักดันในเรื่องของระบบสวัสดิการมาโดยตลอดก็คือว่า ถ้าหากว่าเราหวังที่จะให้ระบบสวัสดิการเกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลจัดเงินงบประมาณมาทั้งหมด เราจะพบความเป็นจริงว่า ประเทศของเราคงไม่อยู่ในฐานะที่จะทำอย่างนั้นได้  เพราะระดับการพัฒนา ความร่ำรวยของภาครัฐ ฐานะทางการเงินการคลัง
 
              คงไม่สามารถที่จะใช้เงิน จากการจัดเก็บภาษีอาการจากพี่น้องประชาชน แล้วมาจัดเป็นสวัสดิการได้ถึง เมื่อเป็นเช่นนั้นระบบสวัสดิการที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนมีอยู่ นั่นหมายถึงว่า ภาครัฐก็ต้องเข้ามาเป็นหุ้นส่วน เข้าสมทบเงินกับพี่น้องประชาชน

                สิ่งที่เราค้นพบต่อไปก็คือว่า การที่จะให้พี่น้องประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมนั้น เป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะนอกเหนือจากกลุ่มข้าราชการ และพี่น้องเราที่เป็นผู้ใช้แรงงานซึ่งมีเงินเดือนประจำแล้ว  การที่เราจะวางระบบที่สามารถจะหักเงินเดือน หรือดูแลให้มีการสมทบเงินเข้ามาได้อย่างแน่นอน เป็นระบบ เป็นลักษณะประจำก็ทำได้ยาก ก็เป็นข้อจำกัดในเรื่องของการขยายระบบสวัสดิการมาโดยตลอด  แต่ว่าด้วยความเข้มแข็งของพี่น้องประชาชนเอง ด้วยภูมิปัญญาของไทย ด้วยผู้นำชุมชนที่มีวิสัยทัศ สิ่งที่ได้เกิดขึ้นก็คือว่า พี่น้องประชาชนในหลายชุมชน ในหลายตำบลทั่วประเทศ ได้เป็นผู้ริเริ่มในการจัดทำระบบสวัสดิการชุมชนขึ้นมา

 อย่างที่พวกเราได้รับทราบตลอดทั้งวันในการประชุมสัมมนาวันนี้ (2 ส.ค.52) ก็คือขณะก็มีมากกว่า 3,100 ตำบลแล้วที่มีระบบเช่นนี้  แล้วก็เริ่มมีการขยายไปให้ครอบคลุมในทุกจังหวัด และเราก็คาดหวังว่าจะมีการครอบคลุมไปทุกตำบลต่อไป  อย่างที่จังหวัดสงขลาทราบว่า ขณะนี้ขาดเพียง 8 ตำบลเท่านั้นเองผมก็หวังว่าหลังจากการแสดงท่าที และการประกาศนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ก็เป็นอีกแรงกระตุ้นหนึ่งให้เกิดระบบสวัสดิการที่ครอบคลุมไปทุกตำบลเต็มพื้นที่ได้ อย่างน้อยๆที่สุดก็คือในช่วงระยะเวลา 2-3 ปีข้างหน้า  ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะว่า ผมมองเห็นประโยชน์ที่สำคัญที่เกิดขึ้น 3 ข้อ

                 1.ก็คือเรื่องที่ผมได้กล่าวไปแล้ว นั่นก็หมายความว่าเป็นเรื่องของการที่จะให้พี่น้องประชาชนคนไทยทุกสามารถที่จะมีหลักประกัน มีความมั่นใจ ในชีวิตของตัวเองมากยิ่งขึ้น ก็คือประโยชน์ในทางสวัสดิการ  2.ก็คือว่า ระบบของสวัสดิการของชุมชนนั้น เป็นระบบที่ส่งเสริมในเรื่องของการออม ซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในแง่ของการฝึกฝนนิสัยของพี่น้องประชาชนทุกคนให้รู้จักประหยัดอดออม รู้จักคิดถึงการวางแผนในเรื่องของการใช้จ่ายเงินในวันข้างหน้า และสำหรับระบบเศรษฐกิจโดยรวมก็เป็นผลดี เพราะว่าเป็นการส่งเสริมรูปแบบของการออมในระยะยาวไปในตัวด้วย
                 และ3.ประโยชน์ที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือการที่มีระบบสวัสดิการชุมชนเกิดขึ้นได้ จะต้องเกิดขึ้นจากการที่คนในชุมชนเองนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีความไว้ใจซึ่งกันและกัน มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน อย่างที่มีการพูดในขวัญที่ว่า ให้ก็เป็นการให้อย่างมีคุณค่า รับก็เป็นการรับอย่างมีศักดิ์ศรี  ตรงนี้ก็คือการสร้างสิ่งเราเรียกกันว่าทุนทางสังคม ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการที่จะให้บ้านเมืองของเราไม่เป็นเพียงแต่บ้านเมืองที่มีหลักประกันที่ดี แต่เป็นบ้านเมืองที่มีความสงบสุขอีกด้วย 
                  "ด้วยเหตุผลนี้ผมได้มีการโอกาสพบกับครูชบ ยอดแก้ว (ที่ปรึกษาสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนสงขลา) ได้มีโอกาสพบกับเครือข่ายที่ทำงานในภาคประชาชนสวัสดิการชมชุมมา ตั้งแต่ช่วงแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง แล้วก็ได้ยืนยันว่ารัฐบาลตั้งใจที่จะผลักดันนโยบายนี้อย่างเต็มที่"

                   ด้วยหลักคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนสามารถสมทบเงินได้ 1 บาท รัฐบาลก็จะสมทบให้อีก 1 ส่วน คือ 1 บาท แล้วก็จะโน้มน้าวชักชวนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีความเป็นอิสสระในการตัดสินใจให้เข้ามารร่วมสมทบด้วย ถ้าได้อีก 1 บาท ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมาก  และแน่นอนว่าการจะทำเช่นนี้ก็ต้องมีการเตรียมการในเรื่องของงบประมาณ วันที่ผมเข้ามารับตำแหน่งขณะนั้น ปีงบประมาณ 2552 ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แล้วเราก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะจัดงบประมาณเพิ่มได้มากนัก เพราะว่ามีปัญหาในเรื่องของการจัดเก็บรายได้  แล้วก็มีประเด็นเร่งด่วนในเรื่องของการที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ  แต่ว่าผมก็ได้บอกไปในวันนั้นว่า
  
              จะพยามยามดำเนินการให้ทันสำหรับปีงบประมาณ 2553 ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ให้กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ ก็ได้มาประเมินดูตัวเลขที่รัฐบาลจะต้องสมทบในปีงบประมาณ 2553 จากการคำนวนออกมาก็จะเป็นเงินประมาณ 727 ล้านบาท  ขณะนี้ทางกระทรวงก็ได้ทำเรื่องที่จะแปรญัตติเพื่อให้บรรจุอยู่พระราชบัญญัติงบประมาณปีงบประมาณ 2553 ซึ่งสอบถามล่าสุดท่านรัฐมนตรีฯท่านก็บอกได้มีการประสานงานกับทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณอยู่ในขณะนี้

                   "มั่นใจนะครับว่าจะสามารถผลักดันได้"

                   และถ้าหากมีปัญหา ผมก็จะคุยกับทางกระทรวงการคลังในการดูในเรื่องของเงินของในส่วนของไทยเข็มแข็ง ว่าจะจะสามารถที่จะมาช่วยอุดช่องว่างตรงนี้ได้หรือไม่  เป้าหมายก็คือว่าเราจะให้การสนับสนุนและให้การสมทบ กองทุนสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว  พิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินงานอย่างมั่นคงระดับหนึ่ง  แล้วก็ใช้เงินก่อนนี้ 700 กว่าล้านบาทเข้าสมทบ  ส่วนอีก2 ปีข้างหน้าเราก็จะสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนในลักษณะนี้เพิ่มขึ้นๆ จนกระทั่งครอบคลุมทุกตำบล แล้วก็จะได้จัดให้มีงบประมาณสนับสนุนนบนเงื่อนไขเช่นเดียวกันว่า จะต้องเป็นกองทุนซึ่งได้พิสูจน์การทำงานมาระยะเวลาหนึ่งให้เห็นถึงความมั่นคงในสถานะของกองทุนและความเข้มแข็งของคน และชุมชนนั้นๆ

                   ว่าจะสามารถทำเรื่องนี้ ได้อย่างต่อเนื่อง และได้อย่างยั่งยืน ผมอยากจะเรียนว่าอย่างไรก็ตาม การทำงานในเรื่องนี้ก็จำเป็นที่จะต้องมีความระมัดระวัง  ประการแรกผมไม่ต้องการให้โครงการนี้ ไปเร่งรัดแล้วในที่สุด ทำให้สิ่งที่เริ่มต้นมาได้ดีมีความมั่นคงนั้น ต้องไขว้เขว    ถ้าเราเร่งรัดเกินไป พี่น้อง ที่นี้จะทราบว่า กว่าท่านทั้งหลายจะนำสวัสดิการชุมชนของท่านมาถึงวันนี้ได้ ต้องใช้เวลา ต้องใช้กระบวนการ ต้องทำความเข้าใจ แลพต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ดี มีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน แต่ถ้าเราเร่งโดยหวังปริมาณมากจนเกินไป แล้วเกิดปัญหาขึ้น ตรงนี้จะเป็นตัวที่ทำลาย สิ่งที่เราได้สั่งสมมา  แล้วก็จะทำให้โครงการนี้ไม่ประสบความสำเร็จ
                 เพราะฉะนั้นผมต้องย้ำนะครับว่า การสนับสนุนนั้นรัฐบาลทำแน่ เป้าหมายเราตั้งไว้ แต่ขณะเดียวกันเราก็มีการประเมินความพร้อมของแต่ละกองทุน ของแต่ละชุมชนอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องหรือยั่งยืน

                 ประการที่สองก็คือว่าในเรื่องของการให้สวัสดิการนั้น ตัวที่จะเป็นปัญหามากที่สุดในแง่ของความยั่งยืนของโครงการหรือของสวัสดิการชุมชน ก็คือเรื่องของบำนาญ  ถ้าเราคำนวนตรงนี้ไม่ดี แล้วเราเริ่มให้บำนาญหรือสวัสดิการทางด้านนี้สูงเกินไป เราจะพบว่าไม่ช้าไม่นาน เงินที่ไหลออกจะมากกว่าเงินที่สมทบเข้าไปจากทุกฝ่าย สุดท้ายกองทุนจะยืนอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นจุดหนึ่งซึ่งรัฐบาลต้องเข้าไปดูแล้วก็ให้การช่วยเหลือในการศึกษาอย่างเต็มที่ ว่าระดับความช่วยเหลือหรือระดับของสวัสดิการที่จะให้ในลักษณะของบำนาญนั้นจะทำได้มากน้อยแค่ไหน อย่างไร ซึ่งแน่นอนที่สุดก็ขึ้นอยู่กับการสมทบเงินแล้วก็การบริหารจัดการกองทุน  แล้วก็รวมถึงเงื่อนเวลาต่างๆด้วย
                ประการที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน ก็คือว่า แม้ว่ากองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งหลาย จะครอบคลุมไปทุกพื้นที่ แต่ตัวเลขประชากรที่ครอบคลุมจริงๆนั้นก็ยังเป็นจำนวนน้อยอยู่  ผมและรัฐบาลต้องการที่จะให้ระบบสวัสดิการนั้นครอบคลุมพี่น้องประชาชนทุกคนจริงๆ
 
               "ขณะนี้กระทรวงการคลังก็จึงกำลังมีแนวคิดที่จะเสนอกฎหมาย ในลักษณะที่เปิดโอกาสให้ประชาชนแต่ละคน สามารถออมในบัญชีของตัวเองแล้วรัฐบาลจ่ายเงินสมทบเข้าเป็นกองทุนการออม แล้วเอาเงินมารวมกันเพื่อบริหารจัดการ แล้วก็มีระบบของสวัสดิการตอบแทนในยามชราภาพ"

                  ผมคิดว่างานของกระทรวงการคลังตรงนี้ก็คือสนับสนุน แต่สิ่งที่ผมได้ปรารภกับกระทรวงการคลังไปแล้วก็คือว่าพี่น้องประชาชนจำนวนมาก อาจจะยังไม่สามารถที่จะออมเงินด้วยตัวเอง แล้วเข้าสู่โครงการที่กระทรวงการคลังกำลังคิดเช่นว่า ต้องออมเเดือนละกี่ร้อยบาท หรือ 6 เดือนจำนวนเท่าไหร่ก็แล้วแต่  แต่ผมได้บอกกับกระทรวงการคลังว่า ขณะนี้เรามีองค์กรที่ทำเป็นกองทุนสวัสดิการชุมชนอยู่แล้ว กำลังขอให้กระทรวงการคลังกลับไปทบทวนตัวกฎหมายที่เขาจะเสนอว่า นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้บุคคลแต่ละคนมาเป็นสมาชิกแล้ว จะรับสมาชิกในลักษณะที่เป็นกองทุนสวัสดิการได้หรือไม่ 
                  "ซึ่งถ้าสามารถทำตรงนี้ได้ ผมก็ถือว่า โอกาสของพี่น้องประชาชนนั้น จะได้หลายต่อ คือในระบบของสวัสดิการชุมชนนั้นพี่น้อง ใส่ 1 บาท รัฐบาลก็จะใส่ให้ 1 บาทอยู่แล้ว พอเอากองทุนนี้ไปเข้าระบบกองของกระทรวงการคลังก็อาจจะได้เงินสมทบเพิ่มเติมขึ้นอีกด้วยเข้ามาสนับสนุนกองทุน"

                  เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นสิ่งที่ผมขอยืนยันว่า เราจะเดินหน้าด้วยกันต่อในการทำระบบนี้ให้เข้มแข็งอย่างแท้จริง

                  นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นข้อเสนอที่ครูชบ ได้สรุป ผมถือว่าเป็นสิ่งที่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว  ส่วนการเรียกร้องบอกว่าให้ประกาศเรื่องนี้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ เหมือนกับอีกหลายๆเรื่อง ซึ่งผมอยากจะบอกว่า หัวใจสำคัญที่สุดก็คือการเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ    หมายถึง การที่ทุกหน่วยนั้นจะต้องสนับสนุน และก็ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าโครงการจะต้องมีลักษณะที่ยั่งยืน ไม่ผันแปรไปตามสภาพทางการเมือง ที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล หรือผู้นำรัฐบาลหรืออะไรก้แล้วแต่ ผมยืนว่าถ้าในความหมายเช่นนี้ ผมยินดีที่จะผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นระเบียนวาระแห่งชาติ
  
             และจะให้ทุกหน่วยงานได้ขับเคลื่อนเรื่องนี้ จะเร่งเดินหน้า จัดวางพื้นฐานของระบบทุกอย่าง เพื่อให้สิ่งนี้อยู่คู่กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆก็ตาม   เพราะฉะนั้นพี่น้อง ประชาชน วันนี้ผมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ผมถือว่าพี่น้องทุกคนที่ได้ร่วมทำสวัสดิการชุมชนขึ้นมา   เป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ วันนี้ผมมาร่วมกับกระบวนการการสร้างประวัติศาสตร์ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ไม่ใช่เฉพาะที่อยู่ในห้องนี้  ไม่ใช่เฉพาะแม้แต่คนที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้ แต่ถ้าเราทำระบบนี้สำเร็จนั่นหมายถึงอนาคตของลูกหลานของ และคนรุ่นต่อๆไป ตั้งแต่เกิดจนตาย จะมีหลักประกันที่ดีขึ้น
               
 "เป็นความไฝ่ฝัน ความปรารถนา ที่ผมอยากจะเห็นเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา  และขอขอบคุณทุกๆท่านอีกครั้งที่ได้มีส่วนร่วมและเป็นพลังสำคัญในการสร้างสวัสดิการชุมชนให้เกิดขึ้นมาจนถึงวันนี้  และจะได้มีส่วนร่วมกับรัฐบาลต่อไปในการขยายผลสู่ทุกชุมชน ทุกท้องถิ่น แล้วก็เป็นกองทุนที่มีความเข้มแข็ง มีความมั่นคง มีความยั่งยืนต่อไป" นายอภิสิทธิ์ กล่าว