ข่าว

'เลี้ยงเขา ให้เขาเลี้ยงเรา'เลี้ยงกวาง'ภักดี พานุรัตน์'

'เลี้ยงเขา ให้เขาเลี้ยงเรา'เลี้ยงกวาง'ภักดี พานุรัตน์'

13 พ.ค. 2559

'เลี้ยงเขา ให้เขาเลี้ยงเรา'คมคิดธุรกิจเลี้ยงกวาง'ภักดี พานุรัตน์' : คมคิดธุกริจนิวเจน โดยสุรัตน์ อัตตะ

           "กวางเลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ที่หลายคนไม่ประสบความสำเร็จ ไม่รู้จักเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเขา คือเลี้ยงเขาอย่างเดียว ไม่ให้เขาเลี้ยงเรา นี่คือปัญหาที่คนเลี้ยงกวางไม่ประสบความสำเร็จ"

           ใครจะไปนึกว่าเด็กหนุ่มจากแดนใต้พัทลุงที่ยึดอาชีพช่างรับเหมาก่อสร้างมาค่อนชีวิต แต่จับผลัดจับผลูมาสู่ธุรกิจเลี้ยงกวางครบวงจรอยู่ที่เมืองสองแควพิษณุโลก หลังติดใจในบรรยากาศหลังเขา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ที่มีโอกาสมากางเต็นท์นอนรับไอหนาวกับกลุ่มเพื่อนรู้ใจในช่วงปลายฝนต้นหนาวเดือนตุลาคม 2546 หรือเมื่อ 10 กว่าปีก่อน สำหรับ ภักดี พานุรัตน์ หรือแจ๊ค  หนุ่มใหญ่วัย 50 เศษ เจ้าของอาณาจักรฟาร์มเลี้ยงกวางรายใหญ่ใน จ.พิษณุโลก ภายใต้ชื่อ “ภักดีฟาร์ม” ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกวางแบบครบวงจร แต่กว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องใช้ทั้งองค์ความรู้และหลักคิดในการดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักคำชี้แนะจากผู้เป็นบิดาเป็นเครื่องนำทาง

           “พ่อผมไม่ได้เรียนจบอะไร แต่ท่านมีความรู้ด้านการเกษตรมาก ท่านเป็นปราชญ์ชาวบ้าน เป็นที่เคารพนับถือของคนในหมู่บ้าน ท่านมองทะลุไม่ใช่แค่เรื่องเกษตร แต่รวมถึงการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ในสังคมด้วย อย่างตอนแรกหลังลาออกจากงานประจำก็คิดจะกลับไปทำธุรกิจที่บ้านเกิดพัทลุง เตรียมซื้อที่ ซื้อทางไว้แล้ว ลงทุนทำแพลนท์คอนกรีต บ่อสำเร็จรูป ตอนนั้นลงทุนหลายล้าน พ่อก็ให้ความคิดว่าการที่จะกลับบ้านของผมไม่ใช่แจ๊คคนเดิม ชาวบ้านเขามองว่าทำธุรกิจ ภาษีสังคมก็สูง เพื่อนมาก ถ้ากินเหล้าพันนี้ไม่รอดลูก ลองคิดดูเดี๋ยวงานศพ งานแต่ง งานบวช ใส่ซอง 200 ก็ไม่ได้ เจ้าของกิจการอย่างน้อย 500 ขึ้น อาทิตย์ละ 3-4 งานเดือนหนึ่งเท่าไหร่เข้าไปแล้ว ที่สำคัญเขาไม่เรียกคุณแจ๊คหรอก เขาเรียกไอ้แจ๊คอยู่วันยังค่ำ แกตั้งสมมุติฐานให้เราคิด สุดท้ายก็ล้มเลิกความคิดนี้” ภักดีเผยจุดเปลี่ยนชีวิตจากแนวคิดของผู้เป็นบิดา ก่อนจะมาเอาดีในการทำฟาร์มเลี้ยงกวางอย่างในปัจจุบัน          
   
           ชีวิตหลังลาออกจากงานก็เคว้งคว้างอยู่พักใหญ่ จึงทำให้มีเวลามากพอนัดรวมกลุ่มเพื่อนๆ รู้ใจสวมชุดคาวบอยควบช็อปเปอร์คู่ใจตะลอนเที่ยวทั่วไทยไปตามใจฝัน จนกระทั่งมาพักกางเต็นท์สัมผัสไอหนาวในไร่สำปะหลังของพี่เขยที่ อ.วังทอง จ.พิษณุโลก ที่นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เมื่อพี่เขยเจ้าของบอกขาย เนื่องจากต้องย้ายที่ทำงานไปอยู่ที่อื่นตามวิถีราชการ ในที่สุดก็จำใจรับซื้อไว้ประมาณ 40 ไร่ โดยยังไม่มีความคิดที่จะนำมาใช้ประโยชน์อะไรยังคงปล่อยให้ชาวบ้านในละแวกนั้นปลูกข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลังต่อไป เหมือนดั่งเช่นที่ผ่านมา กระทั่งวันหนึ่งมีโอกาสนำรถเข้าอู่ซ่อม ระหว่างรอเหลือบไปเห็นข้อมูลการเลี้ยงกวางจากนิตยสารรายปักษ์ฉบับหนึ่ง พร้อมพาดหัวไว้ “กวาง สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าสนใจ” ก็เลยหยิบออกมาอ่าน พร้อมปิ๊งไอเดียอยากจะนำมาเลี้ยงในพื้นที่ดังกล่าว
      
           “วันนั้นนำรถเข้าซ่อมที่ศูนย์ ระหว่างรอ บังเอิญเจอหนังสือเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงเกี่ยวกับเรื่องของกวาง สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ นี่คือจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2546 หลังจากนั้นก็สนใจ แต่รายละเอียดเป็นยังไงไม่รู้ แต่ว่าสนใจอยากเลี้ยงก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม หาในอินเทอร์เน็ตบ้าง หนังสือบ้าง ใครเลี้ยงกวางบ้าง มีเลี้ยงที่ไหนก็ไปดูทุกแห่ง จนเริ่มซึม พอเริ่มซึมก็มาพบสหกรณ์กวางแห่งประเทศไทย จำกัด ตั้งอยู่ใน ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน ตอนนั้นมีพี่พิษณุ (ช่างเสนาะ) เป็นประธาน ให้คำแนะนำได้ดีมาก ก็เลยตัดสินซื้อพันธุ์กวางจากสหกรณ์ 17 ตัว ตัวละ 2.4 หมื่นบาท มาทดลองเลี้ยง เป็นพันธุ์ลูซ่าเลี้ยงมา 7-8 ปี ก็ออกลูกออกหลานเพิ่มเป็น 200 ตัว และยังไม่มีท่าทีจะหยุด ปัญหาที่ตามมาก็คือค่าอาหารที่เพิ่มขึ้น ค่าคนงานจากวันละ 80 บาท เป็น 200 บาท มีแต่รายจ่าย รายได้ไม่มีเข้ามา จากนั้นก็เริ่มคิดหาทางออก ตีมูลค่ากวางแต่ละตัว”
    
           แนวคิดเชิงธุรกิจเริ่มเข้ามาหลังต้องประสบปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนกวางที่เพิ่มขึ้น โดยมองไปที่การใช้ประโยชน์จากกวางอย่างสูงสุด ภายใต้แนวคิดที่ว่า “อย่าเลี้ยงเขาอย่างเดียว ต้องให้เขาเลี้ยงเราด้วย” หรือเราเลี้ยงเขา ไม่ให้เขาเลี้ยงเรา จึงทำให้เกิดปัญหาที่เต็มไปด้วยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ขณะที่รายได้ไม่มี จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ต้องหาทางใช้ประโยชน์จากกวาง โดยแนวทางแรกจำหน่ายกวางที่มีชีวิตให้แก่สหกรณ์กวาง เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อกวางสำเร็จรูป แนวทางที่สองตัดเขาอ่อนส่งจำหน่ายให้แก่สหกรณ์ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์แคปซูลเขากวางอ่อน จากนั้นแนวทางที่สามรับซื้อหนังกวางจากสหกรณ์มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หนังกวาง เพื่อจำหน่าย และสุดท้ายนำเขากวางแก่ที่หลุดร่อนมาเพิ่มมูลค่าพัฒนาเป็นหัวเข็มขัด ล็อกเกต กำไล ตลอดจนผลิตภัณฑ์เครื่องประดับในหลากหลายรูปแบบ               
     
           “กวางเลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ที่หลายคนไม่ประสบความสำเร็จ ไม่รู้จักเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเขาคือเลี้ยงเขาอย่างเดียว ไม่ให้เขาเลี้ยงเรา นี่คือปัญหาที่คนเลี้ยงกวางไม่ประสบความสำเร็จ” เจ้าของภักดีฟาร์มชี้ปัญหาคนเลี้ยงกวาง ที่มองการใช้ประโยชน์จากกวางไม่ครอบคลุมและรอบด้าน ทำให้ไม่เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่ากับการลงทุน แม้หลายคนมองการขายเนื้อและเขากวางอ่อนคือตัวทำรายได้หลัก แต่สำหรับเขามองแต่ปลีกย่อย โดยรายได้หลักมาจากการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหนังกวางและเขากวางแก่มากกว่า จึงไม่แปลกที่วันนี้ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากภักดีฟาร์ม เป็นที่ต้องตาต้องใจและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างล้นหลาม จนผลิตไม่ทันความต้องการ โดยเฉพาะลูกค้า 3 กลุ่ม 3 สไตล์ ได้แก่ โมเดิร์น คันทรี และวินเทจ ที่ได้รับความนิยมผลิตภัณฑ์จากหนังกวางและเขากวางของภักดีฟาร์ม
     
           “ส่วนตัวเป็นคนชอบสไตล์นี้ จึงอยากสร้างตรงนี้ให้เป็นธีม ทั้งโมเดิร์น คันทรีและวินเทจ ทั้งสามอย่างผมเอามารวมกันเพื่อสร้างจุดสนใจให้คนผ่านไปมาอย่างน้อยเป็นแลนมาร์ค เป็นร้านที่ผมคิดและออกแบบเองทั้งหมด บนเนื้อที่ 5 ไร่ ริมถนนสายพิษณุโลก-หล่มสัก กม.ที่42 เพิ่งเปิดมาได้เพียง 10 เดือน ก็เอากวางมาเป็นไฮไลท์ ยังมีอีกโปรเจกท์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการโดยกู้เงิน ธ.ก.ส.อีก 10 ล้านมาพัฒนาฟาร์มกวางให้ครบวงจรทั้งหมด มีทั้งที่พัก กางเต็นท์ รวมถึงเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร  คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณตุลาคมปีหน้า” ภักดีเผยถึงโปรเจกท์ต่อไป พร้อมตั้งเป้าหมายการดำเนินธุรกิจภักดีฟาร์มไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจทำกำไร แต่ต้องพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องกวางครบวงจรและสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนพิษณุโลกและไว้รองรับสำหรับผู้มาเยือน

           กว่าจะถึงวันนี้“ภักดี พานุรัตน์”

           ภักดี พานุรัตน์ หรือแจ๊ค เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้อง 7 คน ของครอบครัวพานุรัตน์ หลังเรียนจบมัธยมต้นที่พัทลุงก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงมาเรียนต่อแผนกช่างก่อสร้างจนจบ ปวส. จากนั้นเข้าทำงานกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่อยู่หลายปี และยังมีโอกาสไปขุดทองขายแรงงานอยู่หลายประเทศในตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย คูเวต จอร์แดน เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว ก่อนกลับมารับงานที่ปรึกษาให้แก่บริษัทก่อสร้างอยู่พักใหญ่ จึงอำลาชีวิตลูกจ้างหวังนำวิชาความรู้งานก่อสร้างมาประกอบธุรกิจเป็นตัวเองที่บ้านเกิดพัทลุง แต่ชีวิตต้องพลิกผันอีกครั้งเมื่อผู้เป็นบิดาให้ข้อคิด ต้องตัดสินใจเปลี่ยนแนวหันมาสนใจงานด้านธุรกิจเกษตร โดยมุ่งมาที่การเลี้ยงกวาง ทั้งที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน จึงจำเป็นต้องเสาะแสวงหาความรู้การเลี้ยงกวางอย่างจริงจัง พร้อมกับศึกษาต่อในสาขาส่งเสริมการเกษตรทีี่ มสธ. จนสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี แล้วนำองค์ความรู้ทั้งวิชาช่างและงานส่งเสริมการเกษตรมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจฟาร์มกวางจนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้