ข่าว

ค้านเหมืองแร่โปแตชหวั่นแผ่นดินทรุด....ซ้ำรอย‘ผาแดง-นางไอ่’

ค้านเหมืองแร่โปแตชหวั่นแผ่นดินทรุด....ซ้ำรอย‘ผาแดง-นางไอ่’

11 พ.ค. 2559

ค้านเหมืองแร่โปแตชหวั่นแผ่นดินทรุด....ซ้ำรอย‘ผาแดง-นางไอ่’ : ศูนย์ข่าวเครือเนชั่นภาคอีสาน

           การลุกขึ้นมาคัดค้านการขออนุญาตสัมปทานเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร ของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ เพราะเกรงจะเกิดปัญหาตามมา หลังพื้นที่ดังกล่าวเคยมีการทำนาเกลือและเกิดปัญหาดินยุบเป็นโพรงเมื่อหลายปีก่อน

           การเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่นี่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องกว่า 10 ปี เพราะพวกเขาหวาดเกรงว่า ตำนานหนองหานล่มของวรรณกรรมพื้นบ้านอย่าง "ผาแดง-นางไอ่” จะมาเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยนี้ หากมีการอนุญาตให้สัมปทานทำเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้น

           ล่าสุด เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 ที่ผ่านมา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ กรณีพิพาทเหมืองแร่โปแตชกับประชาชนในพื้นที่ อ.วานรนิวาส และอ.บ้านม่วง ที่คัดค้าน ซึ่งดำเนินการจัดงานภายใต้หัวข้อ “ท้องถิ่นได้อะไร ในสถานการณ์ เหมืองแร่โปแตชจังหวัดสกลนคร”

           การจัดงานครั้งนี้เน้นการเจาะลึกผลประโยชน์และผลกระทบของการมาของเหมือง การจัดงานเสวนาดังกล่าวได้รับความสนใจจากแกนนำการคัดค้างเหมืองแร่ในพื้นที่ อ.วานรนิวาส และอ.บ้านม่วง ตลอดจนนักวิชาการ นักธุรกิจ นิสิต นักศึกษา และประชาชน เข้าร่วมรับฟังการเสวนาอย่างเนืองแน่น

           ในวงเสวนาได้นำเสนอเนื้อหาสาระที่ครบถ้วนรอบด้าน เพื่อหวังให้คนเข้าฟังมีข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ถึงผลดี และผลเสียในการมาของเหมืองแร่...!!!

           สักกมล ไชยแสงราช แกนนำกลุ่มคนรักอำเภอวานรนิวาส ซึ่งมีสมาชิกและเครือข่ายกว่า 2,000 คน เป็นกลุ่มต่อต้านหลักในการสำรวจและก่อสร้างเหมืองแร่โปแตชของบริษัทที่ได้รับสัมปทาน ซึ่งเข้าฟังด้วย บอกว่า กลุ่มพวกตนมองว่าชาวบ้านในพื้นที่ไม่ทราบล่วงหน้าเรื่องการขออนุญาตสัมปทานเหมืองแร่โปแตช และไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการอนุญาตของภาครัฐ จึงเกิดความกังวล และขอให้เปิดเวทีเพื่อให้ข้อมูลชาวบ้านอย่างเปิดเผยก่อนดำเนินการต่อ

           เป็นความกังวลถึงผลกระทบจากเหมืองแร่โปแตชที่จะเกิดขึ้นกับชาวบ้าน 6 ตำบลในพื้นที่ อ.วานรนิวาสนั้น หากมีการทำเหมืองแร่โปแตชจะทำให้เกิดปัญหาดินเค็ม ทำให้พื้นที่การเกษตรของชาวบ้านเสียหาย และการทำเหมืองแร่ใต้ดินก็จะทำให้เกิดการทรุดตัวของพื้นดินตามมาในอนาคตอย่างแน่นอน...

           นอกจากนี้ หากมีการสร้างเหมืองแร่โปแตชในพื้นที่ก็จะเกิดปัญหาการแย่งชิงน้ำกับชาวบ้าน ทำให้ชาววานรนิวาสส่วนใหญ่เกิดความกังวลถึงอนาคตของชุมชน ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศธรรมชาติในพื้นที่อย่างแน่นอน

           สำหรับข้อมูลแหล่งแร่โปแตชวานรนิวาสในเขตจังหวัดจากการสำรวจของกรมทรัพยากรธรณีในพื้นที่ อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เมื่อปี 2519-2520 ซึ่งเจาะสำรวจบริเวณนี้จำนวน 2 หลุม ได้แก่ หลุมเจาะ เค-48 และ เค-55 ซึ่งมีข้อมูลว่าหลุมเจาะที่ เค-48 เป็นหลุมเจาะที่พบแร่โปแตชชนิดซิลไวต์ที่เชื่อถือได้ และพบว่าชั้นแร่ซิลไวต์มีความหนามากกว่า 19–20 เมตร

           จากผลการเจาะสำรวจกรมทรัพยากรธรณีในหลุมเจาะที่ เค-48 และ เค-55 พบว่าแนวโน้มที่จะพบแหล่งแร่โปแตชชนิดซิลไวต์จะอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของ อ.วานรนิวาส ตามทฤษฎีการเกิดแหล่งแร่ซิลไวต์ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในบริเวณไหล่โดมเกลือ และมีปริมาณเพียงพอที่จะประกอบการทำเหมืองได้ เพราะไหล่โดมเกลือมีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง

           ส่วนการประเมินชั้นหินและโครงสร้างทางธรณีวิทยาจากหลุมเจาะ เค-48 และ เค-55 พบว่าชั้นหินทุกชั้นในหมวดหินมหาสารคามค่อนข้างจะเทียบเคียงกันได้ทั้งหมด ยกเว้นชั้นแร่ซิลไวต์ที่พบในหลุม เค-48 เป็นชั้นแร่ซิลไวต์ชั้นล่าง ทำให้สามารถมองได้ว่า โครงสร้างของโดมเกลือที่น่าสนใจควรจะอยู่ทางใต้ของตัวอำเภอวานรนิวาส และมีแนวอยู่ในทิศตะวันออกเฉียงใต้-ตะวันตกเฉียงเหนือ โดยปัจจุบันนี้โครงการเหมืองแร่โปแตชจังหวัดสกลนคร โดยบริษัทผู้รับสัมปทาน  ได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแหล่งแร่เพื่อพัฒนาเหมืองแร่ในเชิงพาณิชย์ในต้นปี 2558

           ขณะที่ บำเพ็ญ ไชยรักษ์ นักวิจัยกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ที่เกาะติดปัญหานี้มาตลอด ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของโครงการขอสัมปทานเหมืองแร่โปแตชแหล่งวานรนิวาสนี้ เริ่มมีการสำรวจแร่ตั้งแต่ปี 2519–2520 โดยกรมทรัพยากรธรณีดำเนินการเจาะสำรวจแร่ที่ อ.วานรนิวาส อ.พรรณานิคม และอ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร พบแร่โปแตชชนิด คาร์นัลไลต์ (Carnallite) และซิลไวต์ (Sylvite)

           6 กุมภาพันธ์ 2522 กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศให้พื้นที่แอ่งสกลนครและแอ่งโคราชเป็นพื้นที่เพื่อการสำรวจ ทดลอง ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแร่ตามมาตรา 6ทวิ แห่งพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 ปี 2539 กรมทรัพยากรธรณีมีความร่วมมือด้านธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งระบุถึงเรื่องการพัฒนาแหล่งแร่โปแตชและอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี

           มีการทำบันทึกการประชุมหารือร่วมกัน (เอ็มโอเอ็ม) โดยมีกรอบความร่วมมือด้านการสำรวจธรณีวิทยาและทรัพยากรธรณี การฝึกอบรม การแลกเปลี่ยนข้อมูลในการพัฒนาทรัพยากรธรณี การศึกษาวิจัย ซึ่งมีสาระเรื่องการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมปุ๋ย โดยเน้นด้านแหล่งทรัพยากรโปแตชในประเทศไทยและแหล่งทรัพยากรฟอสเฟตในสาธารณรัฐประชาชนจีนและเดือนมิถุนายน 2558 โครงการสำรวจแร่โปแตช ของบริษัทผู้ได้รับสัมปทานได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในด้านเหมืองแร่ เซรามิก และโลหะขั้นมูลฐาน

           นอกจากนี้ในลุ่มน้ำสงคราม จ.สกลนคร ยังพบว่ามีอีก 3 บริษัท จากทั้งหมด 30 บริษัทที่ยื่นขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ และยื่นขอประทานบัตรทำเหมืองโพแตชในภาคอีสาน รวมพื้นที่ประมาณ 3.5 ล้านไร่ ทั้ง 3 บริษัทดังกล่าวปัจจุบันคำขอสำรวจยังอยู่ระหว่างพิจารณาเปิดพื้นที่ตามมาตรา 6ทวิ ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งได้ยื่นขอสำรวจในเขต อ.สว่างแดนดิน 12 แปลง พื้นที่ 1.2 แสนไร่ และอีกบริษัทยื่นขอสำรวจในเขต อ.วานรนิวาส อ.พังโคน และอ.พรรณานิคม

           สำหรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีการก่อสร้างเหมืองแร่โปแตชแห่งนี้นั้น สันติภาพ สุภาพไพบูลย์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี บอกว่า ผลกระทบที่ห่วงมี 3 เรื่องใหญ่ๆ คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมสุขภาพ เรื่องแรกคือเศรษฐกิจมีทั้งบวกและลบ ด้านบวกคือมีเงินมาลงทุน มีรายได้เข้ารัฐ เข้าหลวง เข้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วแต่ปริมาณแร่ที่จะขุดแร่ได้ แต่ในแง่ลบคือเป็นเรื่องความเป็นธรรมในการจัดสรรผลประโยชน์ รัฐบาลกับท้องถิ่นได้มากแค่ไหนเมื่อเที่ยบกับบริษัทได้

           เรื่องต่อมาคือรายได้ที่ได้เพียงพอที่จะเอามาทำประโยชน์อย่างสูงสุดให้แก่ท้องถิ่น เพื่อแก้ปัญหาให้แก่ท้องถิ่นที่จะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน หรือจะจบแค่เงินเข้าหลวงแล้วหลวงนำไปใช้แค่นั้น แต่ไม่มีแผนที่ท้องถิ่นควรจะได้ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เรื่องสัญญากับข้อผูกมัดระหว่างบริษัทกับรัฐบาลเขียนเอาไว้อย่างไร ประชาชนไม่มีโอกาสได้รับรู้ ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี อ่านจากสัญญาพบว่าค่อนข้างผูกขาดในการอำนวยประโยชน์ให้แก่บริษัทมากและรัฐเสียเปรียบ กรณีเหมืองแร่ของวานรนิวาสจะเป็นเหมือนกันไหม เพราะตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการสำรวจ ซึ่งจะต้องมีการทำสัญญาสำรวจและผลิตแร่ ยังจะมีอะไรจะตามมาอีกมากมาย ตรงนี้คือสิ่งที่ภาคประชาชนห่วง

           “ปัญหาสังคมตอนนี้เห็นชัดๆ เรื่องภาวะความขัดแย้ง การเข้ามาของทุนข้ามชาติ การเกิดกระแสต่อต้าน คนต้าน คนเห็นด้วย ระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นการตอกลิ่มให้มีความแตกแยกขึ้นไปอีก คนต้านและสนับสนุนไม่เผาผีกันก็มี ส่วนเรื่องสิ่งแวดล้อมคล้ายๆ กับกรณีที่จะเกิดขึ้นทั่วไปคือปัญหาแผ่นดินทรุด การแย่งน้ำใช้ มลพิษทางอากาศ แต่งแร่ ฝุ่นเกลือ และการจัดการกองหางแร่ ซึ่งในกระบวนการผลิตจะต้องมีขี้แร่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของแร่ทั้งหมด ตรงนี้มีแผนจัดการอย่างไร ที่สำคัญที่สุดที่ชาวบ้านห่วงก็คือ การขุดเจาะสำรวจหรือการทำสัมปทานนั้น เขาจะทำกันใต้ดิน สามารถชอนไชไปหมด และพื้นที่ที่พบแร่คือพื้นที่ตัวอำเภอวานรนิวาส หากมีการขุดเจาะสำรวจและทำเหมืองพบได้ชัดเจนว่าเขาจะชอนไชเครื่องมือเขาไปใต้บ้านเรือนประชาชนในความลึกระดับ 100 เมตร ซึ่งนั่นหมายถึงความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยไม่มีเลย โอกาสที่บ้านจะทรุดจะพังถล่มก็มีสูง”

           ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่กังวลว่าจะเกิดขึ้น หากมีการอนุญาตให้สัมปทานเหมืองแร่โปแตชเกิดขึ้น แต่ที่มากไปกว่านั้น นักกฎหมายที่เฝ้าติดตามกฎหมายแร่ฉบับใหม่ได้ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองประชาชนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินมากนัก แต่รัฐเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนที่จะเข้ามาขุดเจาะสำรวจมากกว่า

           ที่สำคัญกฎหมายฉบับนี้ยังถูกมองว่า ให้อำนาจรัฐในการตัดสินใจ โดยไม่ได้คุ้มครองภาคประชาชนที่จะได้รับผลกระทบในพื้นที่เท่าที่ควรจะเป็น..!!!