ข่าว

ปีทองของสตาร์ทอัพเมืองไทย

ปีทองของสตาร์ทอัพเมืองไทย

11 พ.ค. 2559

เล่าสู่กันฟัง : ปีทองของสตาร์ทอัพเมืองไทย : โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์

 
                    ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับการจัดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ “Startup Thailand 2016” ครั้งแรกของประเทศไทยที่ปิดฉากลงไปเมื่อเร็วๆ นี้ เพราะงานนี้มีนักธุรกิจ นักลงทุนรุ่นใหม่มารวมตัวกันเพื่อแชร์ไอเดียในการทำธุรกิจใหม่ๆ อย่างคึกคัก ทำให้เกิดการต่อยอดและขยายตัว ที่สำคัญงานนี้ทำให้ประชาชนทั่วไปและคนรุ่นใหม่ ได้รู้จักคำว่า “Startup” ลึกซึ้งขึ้น
 
                    หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องของการสร้างผู้ประกอบการใหม่หรือสตาร์ทอัพมาระยะหนึ่ง และหลายคนคงแอบเอาใจช่วยคนรุ่นใหม่ในการบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ ธุรกิจทันสมัย ที่มีโอกาสจะเจริญก้าวหน้าเร็วแบบก้าวกระโดด แต่เนื่องจากที่ผ่านมาอาจจะยังไม่มีการเน้นย้ำเรื่องนี้อย่างชัดเจนจริงจัง จึงทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปอย่างช้าๆ การประกาศเดินหน้าส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยแลนด์ อย่างเต็มสูบของรัฐบาลในปีนี้ จึงเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งเห็นภาพความเชื่อมโยงของนโยบายสตาร์ทอัพที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 ที่รองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ใช้เป็นโมเดลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ยิ่งทำให้นโยบายนี้โดดเด่นและน่าสนใจยิ่งขึ้น
 
                    เพราะหากดูความหมายของนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ในรัฐบาลชุดนี้ จะพบว่าเป็นการส่งเสริมการสร้างสรรค์สินค้าที่มีนวัตกรรม ดีไซน์ตอบโจทย์และแก้ปัญหาให้แก่ลูกค้าด้วยงานวิจัยและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ทำให้สามารถขายได้ในราคาสูง ดังนั้นการจะก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้จำเป็นต้องแสวงหาธุรกิจใหม่ ตลาดใหม่ การเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ชุมชน ท้องถิ่น ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เติบโตไปด้วยกันจึงมีความสำคัญมาก การจะสร้างสตาร์ทอัพจึงจำเป็นต้องอาศัยพลังประชารัฐที่กำลังประสานมือกันทำอะไรหลายๆ อย่างเพื่อประเทศไทยอยู่ในขณะนี้
 
                    เป้าหมายการส่งเสริมสตาร์ทอัพเกิดขึ้นใหม่ จำนวน 4,000-5,000 รายภายในสิ้นปี 2559 จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,000-2,500 ราย และขยับไปเป็น 1 หมื่นรายในปี 2560 เพื่อให้เกิดผลทางเศรษฐกิจ 1 แสนล้านบาท อาจจะเป็นฝันที่ดูยิ่งใหญ่ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้แสดงความพร้อมในการขับเคลื่อน มีการวางแผนระยะสั้นและระยะยาว ในการสนับสนุนสตาร์ทอัพในหลากหลายแนวทาง ตั้งแต่การลดหย่อนภาษีให้ผู้ที่เข้ามาทำกิจการร่วมทุน ลดหย่อนภาษีเงินรายได้ เงินปันผล รวมถึงมีการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนโดยให้ 3 ธนาคารรัฐ กรุงไทย ออมสิน และเอสเอ็มอีแบงก์ เตรียมเงินแห่งละ 2,000 ล้านบาทไว้สนับสนุน นอกจากนี้ยังมีกองทุนส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมเป้าหมาย พร้อมสร้างชุมชนสตาร์ทอัพ (StartupArea) เพื่อสร้างบรรยากาศที่กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ คาดว่าจะมี 4-5 แห่งในปีนี้ อาทิ ในย่านสยามสแควร์ และถนนนิมมานเหมินท์ จ.เชียงใหม่ และมีแผนร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อจัดทำศูนย์บ่มเพาะธุรกิจสตาร์ทอัพใหม่ 20-30 แห่งในปีนี้ด้วย
 
                    อีกไม่กี่ปีเราคงได้เห็นเถ้าแก่น้อยเจ้าของธุรกิจยุคใหม่กระจายอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพราะปีนี้ถือเป็นปีทองของ “สตาร์ทอัพ ไทยแลนด์” เป็นโอกาสของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่จะแจ้งเกิดและเติบโตเป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เฟื่องฟูและแข็งแกร่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
 
 
 
------------------------
 
(เล่าสู่กันฟัง : ปีทองของสตาร์ทอัพเมืองไทย : โดย ... บัญญัติ คำนูณวัฒน์)