
'ปิ่นกมล'นักนวัตกรรมรุ่นเยาว์ผู้ไม่ยอมให้ผลงานจบแค่ห้องแล็บ
'ปิ่นกมล'นักนวัตกรรมรุ่นเยาว์ผู้ไม่ยอมให้ผลงานจบแค่ห้องแล็บ : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดย...กุมุทนาถ สุตนพัฒน์
“ตั้งแต่เด็กๆ ก็มีตั้งแต่การทำซิลิโคน ต้มน้ำเล่นบ้างตามประสาเด็ก เช่น ตู้ทิ้งขยะแล้วให้เงินคืนมา แต่ช่วงนั้นคือจบแค่นั้น ทำให้คิดว่า ทำไมเราต้องให้จบแค่ในแล็บ มันควรจะออกมาสู่สังคมภายนอก เพราะเรารู้ว่ามันดีมากบางสิ่งบางอย่างสามารถช่วยประเทศชาติได้มากมาย”
คนเก่งวันนี้ไม่ใช่แค่คิดหรือสามารถเปิดกิจการเป็นของตัวเองได้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่สามารถคิดค้นนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และนำผลงานเหล่านั้นเข้าประกวดในเวทีต่างๆ จนเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ ที่สำคัญเป็นการเริ่มต้นจุดประกายในวัยที่น้อยมาก ทำให้เขายังมีความสนุกที่จะคิดค้นผลงานต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ชนะเลิศจากการเข้าประกวดเมื่อปี 2558 โครงการสุดยอดแนวคิดธุรกิจคนรุ่นใหม่ “ออมสิน จากร้อยสู่เงินล้าน” ปี 2 จากทั้งหมด 1,200 ทีม ด้วยผลงานแนวคิดแผ่นหลังคาเปลี่ยนสีได้จากขยะที่นอนสปริง ซึ่งเป็นทีมเดียวที่กำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ส่วนที่เหลือเป็นทีมที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท และปริญญาตรี
หนุ่มน้อยผู้นั้น คือ “ปิ่นกมล เรืองเดช” มีชื่อเล่นว่า ริชชี่ อายุ 18 ปี จบการศึกษามัธยมปลายโรงเรียนจุฬาภรณราชวิทยาลัย เพชรบุรี เป็นโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และกำลังเข้าศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทุนเพชรพระจอม ด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เรียนฟรี 4 ปี และได้เงินเดือน 4,000 บาท หรือถูกจ้างไปเรียนประมาณนั้น
ริชชี่บอกว่า จริงๆ แล้วได้ทุนเรียนของต่างประเทศเกือบ 20 ทุน แต่ก็ปฏิเสธไป เนื่องจากปัจจุบันทำงานกับ 4 บริษัทใหญ่ในประเทศไทย ส่วนของกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายรีเสิร์ช เซ็นเตอร์ ทำเกี่ยวกับการวิจัยเป็นส่วนใหญ่ โดยนำของเหลือทิ้งจากการผลิตของบริษัทมาวิจัยเพื่อกำจัดขยะที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ซึ่งเราสามารถเอาไปใช้เองได้ด้วย หรือจะให้บริษัทใช้เองก็ได้ โดยลักษณะงานจะเหมือนกันทั้ง 4 บริษัทเลย
ริชชี่ยังถ่อมตัวอีกว่า ถ้ารู้ตัวเลขเกรดเฉลี่ยแล้วอาจจะอึ้ง เพราะเกรดเฉลี่ยแค่ 3.5 ไม่ได้สูงมาก เนื่องจากเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบทฤษฎี ชอบการเรียนแบบปฏิบัติ ลงมือทำจริงๆ มากกว่า จึงเลือกการทำนวัตกรรมขึ้นมา ซึ่งมาจากพื้นฐานที่ชอบคิดค้นและทำอะไรใหม่ๆ อยู่แล้ว
นอกจากนั้น ริชชี่ยังจัดตั้ง บริษัท ริชชี่ (2016) จำกัด นั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการเองด้วย มีสำนักงานอยู่ที่อาคารสาทร ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนกับบริษัทเนเธอร์แลนด์
สำหรับผู้สนับสนุนหลักของริชชี่ตั้งแต่เริ่มแรกก็คือ คุณพ่อ คุณแม่ โดยเริ่มจากสนับสนุนการสอบเข้าโรงเรียนวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ต่อมาก็เริ่มซื้อของเข้าห้องแล็บให้ จากเล็กๆ น้อยๆ เช่น บีกเกอร์ หัวเผา ซึ่งพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีห้องแล็บระดับหนึ่งที่สามารถทำเองได้ที่บ้าน ส่วนจุดเริ่มต้นการทำงานคือ อยากหาเงินด้วยตนเอง
“มันมาจากโครงงานของผมเอง จะให้ไปขายของก็ไม่ถนัด ผมว่าผมได้โอกาสหลายๆ อย่างที่ดีมาก ไม่ว่าเป็นการได้แข่งขัน การที่พ่อแม่สนับสนุนมาจากความชอบหลังจากที่ได้เรียนสายวิทย์ในช่วงมัธยมปลาย เพราะมัธยมต้นเรียนสายศิลป์โรงเรียน 2 ภาษา ก็จะเน้นเรียนภาษา ดนตรีสากล ซึ่งไม่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เท่าไหร่ จนกระทั่ง ม.2-ม.3 มีครูแนะแนวว่า มัธยมจะเลือกเรียนสายอะไร เมื่อรู้ว่าสายวิทย์มีการให้ทดลองการเริ่มต้นทดลองงานจึงเกิดขึ้นเมื่อ ม.4 ถือเป็นการจุดประกายครั้งแรกของการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆ”
หนุ่มน้อยคนเก่งเล่าว่า ตั้งแต่เด็กๆ การทดลองเรียนรู้ก็มีตั้งแต่การทำซิลิโคน ต้มน้ำเล่นบ้างตามประสาเด็ก เช่น ตู้ทิ้งขยะแล้วให้เงินคืนมา แต่ช่วงนั้นคือจบแค่นั้น ทำให้คิดว่า ทำไมเราต้องให้จบแค่ในแล็บ มันควรจะออกมาสู่สังคมภายนอก เพราะเรารู้ว่ามันดีมาก บางสิ่งบางอย่างสามารถช่วยประเทศชาติได้มากมาย จึงคิดว่าถึงเวลาหรือยังที่จะให้คนภายนอกได้รู้ ซึ่งตอนแรกก่อนที่จะเป็นธุรกิจ ยอมรับว่ายังไม่นึกถึงด้านธุรกิจ โดยเริ่มไปแข่งขันก่อนตามงานวิทยาศาสตร์ต่างๆ ก็มีโครงการหนึ่งเกี่ยวกับสตาร์ทอัพก็ลองดู ตอนแรกถามว่า ยากมั้ยสำหรับเด็ก ม.4 ตอบว่ายากมาก เพราะเป็นพื้นฐานธุรกิจของปริญญาตรี และเป็นครั้งแรกต้องคำนวณต้นทุนราคาขายแต่อะไรที่ท้าทายผมชอบมาก ยิ่งไม่เคยทำก็อยากทำก็พยายามศึกษา หาข้อมูล อ่านเว็บ อ่านวารสารต่างประเทศไปเรื่อยๆ บางโครงงานไม่รู้เรื่องก็ต้องอ่านข้อมูลต่างประเทศเพื่อประยุกต์ใช้กับโครงงานที่ทำอยู่ให้ได้
ขณะที่แรงบันดาลในการทำงานแบบนี้ ต้องบอกว่า มันเป็นความชอบความสนใจส่วนตัวอย่างแรงกล้า เวลาเราชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วลงมือทำยอมรับว่าลำบากเหมือนกัน แต่ก็ชอบ เพราะมันมีความสุขเหมือนเด็กทุกคนที่ชอบเล่นเกม แต่เราชอบทำแล็บวิทยาศาสตร์ก็จะสนุกไปกับมันก็เลยทำไปเรื่อยๆ ส่วนจะหยิบปัญหาใกล้ตัว หรือที่คนมองข้าม เช่น ที่นอนหรือเรซิ่นที่เกิดจากเปลือกหอยแครงเวลาที่ไปกินอาหารทะเลก็จะมีเปลือกหอยแครงเยอะมาก ไม่ได้ใช้อะไรก็เอามาใช้ รวมถึงโฟมโปรตีนจากกากถั่วเหลืองที่ร้านขายน้ำเต้าหู้ที่มีจำนวนมาก็ทิ้ง หรือไม่ก็เอาไปทำอาหารนก แต่ก็ยังเหลือยังทิ้งอยู่ดี
ปัจจุบันมีโครงงานที่อยู่ระหว่างการวิจัยประมาณ 38 โครงงาน ผลงานล่าสุดคือ นวัตกรรมแบตเตอรี่เพื่ออนาคต ซึ่งนาซาให้ความสนใจ โดยจะให้ไปพัฒนาผลงานเพิ่มที่สถาบันอวกาศเยอรมนีในเดือนมิถุนายนนี้ นอกจากนั้นยังมีหลายบริษัทในสิงคโปร์ต้องการร่วมลงทุนด้วย ซึ่งแบตเตอรี่อันนี้ก็เตรียมจะส่งเข้าประกวดด้วย โดยแบตเตอรี่ที่ใช้อยู่ในตลาดปัจจุบัน หากใช้โทรศัพท์มากๆ ก็จะร้อน แต่ของเรามีจุดเด่นคือ จะไม่ร้อน โดยการเปลี่ยนรูปแบบจากข้างในแบตเตอรี่ที่เป็นของเหลวให้เป็นของแข็ง ทำให้ไม่ร้อนและไม่ระเบิด เพราะมีโคบอลต์ ทำงานได้นานขึ้นชาร์จได้เร็วขึ้น แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง บรรจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ลักษณะเป็นเพาเวอร์แบงก์ใช้กับมือถือได้ง่าย และพัฒนาให้เป็นไร้สาย (ไวร์เลส) เพื่อให้สะดวกมากขึ้น เพราะปัจจุบันโทรศัพท์มีขนาดเล็กลง แบตเตอรี่ก็เล็กลง หากสามารถทำให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง บรรจุไฟได้มากขึ้นก็จะดีมาก ซึ่งจะวางจำหน่ายเร็วๆ นี้ ออเดอร์ทั้งหมดก็อยู่ที่สิงคโปร์
“พยายามพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะได้ใช้งานได้มากขึ้น ในต่างประเทศก็ใช้แบตเตอรี่มากขึ้น เช่น รถยนต์ไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ ถ้าเราสามารถลดต้นทุนทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลงได้ก็จะประหยัดพลังงานโลกได้มากขึ้นด้วย สิ่งสำคัญแบตเตอรี่ของผมทำมาจากของเสีย คือ ผงสุราหรือขี้เถ้าสุรา ซึ่งเกิดจากมอลต์ที่ผ่านการเผาแล้ว”
ส่วนราคาขายก็อยู่ในขั้นตอนการตลาด แต่ยืนยันว่าถูกกว่าแบตเตอรี่ที่มีอยู่ในตลาดแน่นนอนและดีกว่าด้วย เพราะชาร์จได้เร็วขึ้น เพียงแค่ 15 นาที รถก็วิ่งได้แล้ว เพราะรถใช้ไฟฟ้ามีปัญหาหลักคือ ราคาแพงมาก แต่พวกรถไฟฟ้าตลาดยังน้อย ไม่กว้าง จึงมาจับโทรศัพท์ ทำเพาเวอร์แบงก์ทั้งแบบที่มีสายและไม่มีสายออกมาก่อน ซึ่งยังไม่ได้วางตลาด โดยเดินสายนำเสนอบริษัทมือถือ 2 ประเทศ คือ จีน สิงคโปร์ เพื่อให้ทดลองใช้ว่ามันสามารถใช้ได้จริงๆ
ขณะที่สินค้าที่วางตลาดแล้วคือ หลังคาเปลี่ยนสีได้ วัสดุใช้แทนไม้ ซึ่งในส่วนของตัวหลังคาได้รับ 2 รางวัล ด้านวัสดุ ด้านวิทยาศาสตร์ กับด้านบริหาร โดยด้านบริหารได้จากธนาคารออมสิน และ SME ตีแตก อินโนเวชั่นมูฟ กับด้านบริหารธุรกิจ และด้านวิทยาศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ ส่วนวัสดุทดแทนไม้จะเป็นของ POPCORNBy TrueLAB ซึ่งหลังคาเปลี่ยนสีได้ เกิดจากแรงบันดาลใจที่มีที่นอนสปริงที่พังแล้วจะเปลี่ยนสปริงที่ไหน เก็บไว้ก็รกบ้าน หรือเข้าโครงการที่นอนเก่าแลกที่นอนใหม่ ซึ่งผู้ประกอบการบางรายก็นำที่นอนเก่าไปรีไซเคิลก็จะเกิดปัญหา จึงคิดเอาฟองน้ำจากที่นอนไปรีดเป็นแผ่นบางแล้วเคลือบเรซิ่นจากหญ้า ซึ่งไม่เป็นอันตราย ก็จะได้เป็นแผ่น ในเรซิ่นจะใส่เปลือกหอยแครงป่นช่วยให้แข็งแรงขึ้นไม่เหลืองเวลาโดนแสงเยอะๆ ใส่โฟมโปรตีนที่ทำจากกากถั่วเหลืองจะได้ไม่ติดไฟต่อให้ไฟไหม้หลังคาเรายังอยู่ เนื้อเยื่อทำจากกระดาษเป็นฉนวนกันเสียงลดเสียงก้องเสียงสะท้อน มาจากสารสกัดชีวภาพเข้มข้น ที่สามารถไม่ให้เกิดเชื้อรา กันมด แมลง ปลวกได้ทั้งหมด ไปผสมน้ำยางพารากับเรซิ่นเป็นหลังคา ตอนแรกคิดว่าพอแล้ว แต่ยังไม่พอ เพราะขาดลูกเล่น (Gimmick) จึงทำให้เปลี่ยนสีได้
การเปลี่ยนสีจะเกิดจากการทำปฏิกิริยา 3 อย่าง คือ 1.ไฟฟ้า 2.อุณหภูมิ 3.แสงแดด เพราะบางที่หิมะตกมาโดนก็เปลี่ยนสี เหมือนเวลาใส่ชุดสีขาวสีดำเดินกลางแดดสีดำจะรู้สึกร้อนกว่า เราใช้หลักการสีที่แตกต่างกันมีความสามารถในการดูดซับและสะท้อนแสงแดดที่แตกต่างกันสามารถรักษาอุณหภูมิภายในบ้านได้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับฟองน้ำที่ใช้เป็นยูนิเทน ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนในตัวด้วย หลังคานี้ส่งขายต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะใช้เป็นแบบเรียบ ไม่ใช้เป็นลอนแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้กับสำนักงาน หรือหลังคาบางส่วนของโรงแรม แล้วแต่ใครจะประยุกต์ นอกจากนั้นยังสามารถเซตสีและอุณหภูมิได้ แต่ละอันจะเซตอุณหภูมิไม่เท่ากัน
อย่างไรก็ตาม การใช้วัสดุเหลือใช้ที่หลากหลายและกระจายตามที่ต่างๆ ถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องผูกมัดกับคู่ค้าแค่คนเดียว เพราะถ้าเขารู้ว่าขยะเหล่านั้นมีมูลค่าก็จะมีพวกที่ขึ้นราคาสูงโด่ง เพื่อให้เราต้องจ่ายแพงขึ้น แต่ถ้าเรามีการกระจายสินค้ามากมายอย่างนี้ จะเหมือนเรามีหลายคู่ค้า ถ้าคนใดคนหนึ่งขึ้นราคาเราไปที่อื่นก็ได้ ซึ่งนอกจากช่วยด้านธุรกิจแล้ว ยังช่วยเหลือชุมชนด้วย เป็นการสร้างมูลค่า ลดมลพิษจากขยะที่เกิดขึ้น รวมถึงสามารถสร้างงานได้ด้วย เพราะเราจะรับซื้อสารสกัดอาหารที่เข้มข้นจากชุมชน โดยให้คนในชุมชนรวมตัวเป็นสหกรณ์คนที่ว่างงานก็จะมีงานโดยทำน้ำชีวภาพขาย
ผลงานต่อมาก็คือ นวัตกรรมวัสดุทดแทนไม้เชิงวิศวกรรมคุณภาพสูง ฆ่าเชื้อเมอร์ส ต้านอนุมูลอิสระเสริมความงามจากกากเบียร์ รับรางวัลนักคิดสิ่งประดิษฐ์ รุ่นใหม่ ประจำปี 2559 ซึ่งเป็นไม้อัดที่ทำจากกากเบียร์ มีข้อดีหลายอย่างคือ 1.ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า 2.ลดปริมาณกากพิษที่เหลือจากกาเบียร์ 3.สามารถปล่อยสารต้านอนุมูลอิสระได้ ช่วยให้ผู้ที่นำไปใช้เป็นส่วนประกอบของบ้าน มีใบหน้าอ่อนลงได้ ลบริ้วรอย ดูเด็กลง และ 3.สามารถฆ่าเชื้อไวรัสเมอร์สได้
ปัจจุบันไม้อัดที่ทำจากกากเบียร์สามารถทำให้พับงอได้แล้ว และสามารถเลือกกลิ่นได้ เช่น กลิ่นชา กาแฟ กรรมวิธีทำก็ง่าย ผ่านการอบ การฆ่าเชื้อ ซึ่งเริ่มต้นจะเก็บกากเบียร์มาสดๆ นำมาอบแห้งแล้วขึ้นรูปโดยใช้น้ำยางพาราเป็นตัวประสาน เป็นการช่วยใช้ยางพาราที่ล้นตลาดและราคาตกต่ำในขณะนี้ไปด้วย ตอนนี้ได้รับจ้างผลิต (OEM) ให้แก่บริษัทที่ตุรกี ยอดมีขาย 8 แสนแผ่น แผ่นละ 400 บาท ประมาณ 20 ล้านบาทต่อปี เป็นนวัตกรรมอัจฉริยะจากกากเบียร์ ที่สำคัญคือจะมีความหนาแน่นที่เยอะกว่าไม้อัดทั่วไป มีความแข็งแรงอย่างมาก และที่สำคัญได้พัฒนาไปถึงไม้โปร่งใสเหมือนกระจกได้แล้ว เป็นการเพิ่มลูกเล่นไปเรื่อยๆ ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ POPCORN By TrueLAB และรางวัลที่ 2 สิ่งประดิษฐ์คนรุ่นใหม่ อีกมามาย ที่ได้รับรางวัลมี 5 อัน
“เป้าหมายในอนาคตยังคงเน้นทั้งด้านธุรกิจและคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้มีผลิตภัณฑ์หลายๆ อย่าง หลายๆ ตลาด ควบคู่ไปกับการทำธุรกิจโดยให้เหตุผลว่า ตอนนี้อายุแค่ 18 ปี ยังมีเวลาอีกมากในการทำงาน ซึ่งแต่ละปีสามารถคิดค้นโครงงานได้มากมาย แต่ที่ทำเสร็จจริงๆ ประมาณ 5-18 อย่าง”
ริชชี่บอกว่า แม้ต้องเดินสายนำเสนอผลงานในต่างประเทศตลอด แต่จะใช้เวลากลางคืนในการทดลอง คิดค้น เนื่องจากช่วงกลางคืนถือเป็นเวลาทำแล็บได้ดีที่สุด เพราะเงียบและสามารถควบคุมสภาวะต่างๆ ได้ง่าย ลมไม่ค่อยแรง อย่างประเทศไทยแดดร้อนมาก ซึ่งที่บ้านร้อนมาก ห้องแล็บก็ไม่สามารถติดแอร์ได้เวลาทดลองกับแบคทีเรีย สารต่างๆ ห้ามติดแอร์
ถือว่าหนุ่มน้อยคนนี้มีความพยายามไม่น้อยทีเดียว แต่ที่ทำมาทั้งหมดก็ทำด้วยความชอบ ซึ่งแต่ละคนมีของชอบเป็นของตัวเอง เช่นเดียวกับเวลาพักผ่อนก็จะเล่นเกมเหมือนกับคนทั่วๆ ไป รวมทั้งการทำกิจกรรมทั่วๆ ไป เช่น รับประทานอาหารนอกบ้าน เดินชมนกไม้บ้าง อยู่บ้านก็เล่นเกม แต่เวลาว่างส่วนใหญ่จะอ่านวารสารต่างประเทศต่างๆ อ่านผลแล็บต่างประเทศเพื่อพัฒนาโครงงานของตัวเอง การเล่นเกมจะเป็นครั้งคราว เช่น ตอนรอเครื่องบินขากลับ ซึ่งเขาบอกว่าก็รู้สึกโอเคและชอบชีวิตตอนนี้
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีงานทำสร้างรายได้แล้ว แต่เขาก็อยากเรียนต่อไปเรื่อยๆ เพราะชีวิตคือการเรียนรู้ไม่สิ้นสุดอยู่แล้ว ส่วนตัวอยากเรียนถึงปริญญาเอก แต่คงต้องดูสถานการณ์ไปเรื่อยๆ หลายๆ อย่าง ตอนนี้ได้ทุนหลายแห่ง เมื่อจบจากที่นี่ก็อาจจะต่อปริญญาโทหรือไปต่างประเทศเลย แต่ก็อยู่ระหว่างการตัดสินใจ เพราะเป็นห่วงพ่อแม่ เนื่องจากเป็นลูกคนเดียว ทุกอย่างที่ทำตอนนี้ก็เพื่อตอบแทนท่านที่เลี้ยงมา
ริชชี่ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า การที่จะให้นวัตกรรมต่างๆ ที่คิดค้นออกมาได้นั้น ไม่ควรหยุดเพียงแค่การจำหน่ายได้แล้วเพียงอย่างเดียว หากจะให้ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบควรจะส่งเข้าประกวดในเวทีต่างๆ หากเป็นเวทีใหญ่ๆ ได้ยิ่งดี ก็เพื่อประชาสัมพันธ์และการันตีสินค้า
ถึงตรงนี้ คิดว่าพอจะจุดประกายความคิดให้คนที่กำลังประสบปัญหา หรือยังไม่มีจุดหมายในชีวิต ลุกขึ้นมาค้นหาตัวเองให้ได้ว่า ชอบอะไร อยากทำอะไร อย่ากลัวความล้มเหลว ความผิดหวัง เพราะทุกอย่างเกิดขึ้น แต่จะต้องใช้ให้เป็นประโยชน์ เป็นบทเรียน โดยให้เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน คือ ความชอบนั่นเอง แล้วค่อยๆ สานฝัน ความสำเร็จย่อมเกิดขึ้นแน่นอน
แยกให้เป็น แบ่งเวลาให้ได้ กล้าแสดงออก
ข้อคิดที่หนุ่มน้อยอย่าง “ปิ่นกมล เรืองเดช” หรือ ริชชี่ อยากฝากไว้สำหรับคนรุ่นใหม่ในการใช้ชีวิตก็คือ คนไทยรุ่นใหม่เก่งทุกคน แต่ประเด็นสำคัญส่วนใหญ่ไม่กล้าแสดงออก และไม่กล้าจะบอกว่าเราเก่งด้านนี้นะ เขายกตัวอย่างว่า ตอนแรกเขายังคิดว่าแค่เก่งวิทย์จะไปทำอะไรได้ หรือถ้าชอบเล่นเกมจะทำอะไรได้ แต่พอเวลาเจอคนเยอะขึ้น จะทำให้เรารู้ว่าทักษะของคนหนึ่งคนสามารถทำได้หลากหลายมาก
“อย่างผมชอบวิทยาศาสตร์มากเน้นเรื่องวิทย์มาก ชอบทำวิทยาศาสตร์ก็มาโชว์ให้เห็นว่าเราเก่งวิทย์เราทำนวัตกรรมแบบนี้ขึ้นมา ก็เป็นที่ยอมรับ เราก็กล้าแสดงออกมากขึ้น จากเดิมที่ชอบทำการทดลองเล่นๆ คนเดียวในห้องแลบที่โรงเรียนหรือที่บ้าน เมื่อมีผลงานที่ดี เป็นที่น่าพอใจ ก็ออกไปสู่การประกวด เพื่อทดสอบผลงานและความสามารถของตัวเอง”
ต่อมาก็กล้าที่จะเดินทางไปต่างประเทศเพื่อนำเสนอต่างประเทศว่านี่เป็นนวัตกรรมของคนไทยสนใจหรือไม่ ซึ่งการไปติดต่อประสานงานกับคนอื่นเราก็จะได้ทักษะเพิ่มขึ้นอีกหรือเราชอบวาดภาพก็ให้คนอื่นดูเรื่อยๆ ก็จะเกิดการพัฒนาต่อยอดต่อไป เพราะการที่เราทำอะไรมากๆ ก็จะเป็นการพัฒนาตัวเอง หรือแม้แต่การชอบเล่นเกมมากๆ จนอยากทำเกมเองแล้วไปทำขายก็ได้กำไร ก็จะได้อะไรต่างๆ ขึ้นมา
โดยส่วนตัวของริชชี่จะเน้นทดลองจากวัสดุเหลือใช้ หรือขยะดีๆ นั่นเอง เพราะสิ่งใกล้ตัว และที่สำคัญเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ดังเช่นผลงานที่ออกสู่สาธารณะแล้ว อาทิ กากเบียร์ที่ใช้ทดแทนไม้เชิงวิศวกรรมคุณภาพสูง หลังคาเปลี่ยนสีได้ที่ทำจากที่นอนฟองน้ำเก่าๆ รวมถึงแบตเตอรี่ที่ทำจากเถ้าสุรา ซึ่งสามารถกำจัดขยะหรือของแหลือใช้ โดยนำมาทำให้เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่มีคุณค่าและมูลค่ามหาศาล สามารถต่อยอดให้เป็นธุรกิจที่เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะการตัดไม้ทำลายป่าเป็นปัญหาหลักที่นำไปสู่ปัญหาใหญ่อีกมาก
ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการมีงานอดิเรกหรือความชอบในสิ่งใดก็ตามทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดีทั้งหมด แต่ต้องแยกให้เป็น แบ่งเวลาให้ได้และมีความกล้าที่จะแสดงออก เป็นการโชว์ศักยภาพตัวเองเมื่อได้รับคำติชมก็ต้องมาพัฒนาตัวเอง เมื่อคนติต้องไม่ท้อหรือได้รับคำชมจะเหลิงเกินไปก็ไม่ใช่ จะต้องนำคำติชมมาใช้ให้เป็นประโยชน์หากคนติเยอะเราต้องมาปรับปรุงงานของเราเพื่อลบคำติเหล่านั้นให้ได้ ส่วนคำชมก็นำไปพัฒนาต่อเพื่อให้รู้ว่าเค้าชอบตรงนี้นะ เช่นชอบที่มันเปลี่ยนสีได้ ก็จะเป็นเดอะเบสต์ของเราต่อไป



