
3เดือนที่ยาวนาน
3เดือนที่ยาวนาน : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
เหลือเวลาอีก 3 เดือนจะถึงวันทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเทียบกับบรรยากาศที่คุกรุ่นขึ้นทุกวัน ต้องบอกว่า 3 เดือนจากนี้เป็นเวลาที่ยากลำบาก
ถามว่า ยากลำบาก สำหรับใคร? ก็ต้องบอกว่า ยากลำบากทั้งกับ คสช. ซึ่งเป็นผู้ควบคุมดูแลความสงบของประเทศ เพราะตอนนี้มีเสียงเรียกร้องให้มีการเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ถูกจำกัดด้วยสารพัดกฎกติกาอย่างที่เป็นอยู่ และ ลำบากต่อผู้ที่ต้องการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ เพราะมีกติกาที่ถูกวิจารณ์ว่ายังคงคลุมเครือ เปิดช่องให้มีการตีความการกระทำให้เป็นความผิดได้
เนื้อหาในพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติจุดที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด อยู่ในหมวด 3 ว่าด้วยการควบคุมการออกเสียงและบทกําหนดโทษ โดยอยู่ในมาตรา 61 ในวรรคแรก กำหนดลักษณะการกระทําที่ห้ามทำไว้ 7 ข้อ ข้อที่เป็นปัญหามากที่สุดคือข้อ 1 ที่กำหนดว่า “ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย” โดยมีการขยายความไว้ในวรรคสอง ว่า “ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”
และกำหนดโทษไว้ในความผิดนี้ว่า “จำคุกไม่เกินสิบปี ปรับไม่เกินสองแสนบาท และศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดไม่เกินห้าปีด้วยก็ได้ และหากเป็นกรณีที่เป็นการกระทําความผิดของคณะบุคคลตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกําหนดสิบปี”
เหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่คุกรุ่นขึ้นจนน่ากังวลนับจากนี้ไปจนถึงวันที่ 7 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันกำหนดให้มีการทำประชามติ คือ การดำเนินการกับกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่าย คสช. เริ่มตั้งแต่การจับกุม 8 ผู้ต้องหาช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา ในความผิดตามกฎหมายอาญามาตรา 116 คือ กระทำการด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใด โดยมิใช่ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนก่อให้เกิดความไม่สงบให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือรัฐบาล และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ แต่ก็มีการมองว่า กรณีนี้เชื่อมโยงไปถึงการรณรงค์แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับกรณีการออกหมายจับ “แม่จ่านิว” ในข้อหาผิดมาตรา 112 ซึ่งทำให้รัฐบาลถูกมองทันทีว่า เมื่อไม่สามารถหยุดความเคลื่อนไหวในทางต่อต้าน คสช.ของ “จ่านิว" สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ ผู้เป็นลูกได้ จึงหันไปจัดการกับผู้เป็นแม่ ซึ่งทำให้ความเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช.และเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นยิ่งแรงขึ้น
แม้วานนี้ (วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ค.) ศาลทหารจะอนุญาตให้ประกันตัว “แม่จ่านิว” แต่กระแสความเคลื่อนไหวคงไม่จบลงง่ายๆ
จับตาแต่ละวันใน 3 เดือนจากนี้ไป!!



