
คนที่สื่อเชียร์ให้ทรัมป์เลือกเป็นรองประธานาธิบดี
08 พ.ค. 2559
เปิดโลกวันอาทิตย์ : คนที่สื่อเชียร์ให้ทรัมป์เลือกเป็นรองประธานาธิบดี : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
สมรภูมิแรกของศึกชิงทำเนียบขาวพลันยุติลงดื้อๆ เมื่อเทด ครูซ ส.ว.จากรัฐเท็กซัส กับจอห์น คาซิค ผู้ว่าการรัฐโอไฮโอต่างโยนผ้าขาวถอนตัวออกจากการแข่งขันเป็นตัวแทนของพรรคตราช้างแล้ว ปล่อยให้โดนัลด์ ทรัมป์ ลอยลำสู่การเป็นตัวแทนพรรคตราช้างสมปรารถนา
กระนั้น ศึกในพรรคตราช้างยังไม่จบง่ายๆ อย่างน้อยยังมีอีก 2 เวทีย่อมๆ ที่ทรัมป์ต้องก้าวข้ามให้ได้ หนึ่งในนั้นก็คือการหาทางฟื้นความสามัคคีปรองดองในพรรคขึ้นมาใหม่ และสองก็คือการสรรหาคู่หูที่จะมาร่วมชิงทำเนียบขาวในตำแหน่งรองประธานาธิบดี
ทันทีที่รู้ว่าทรัมป์นอนมาแน่ๆ สมาชิกระดับนำของพรรคตราช้างราว 100 คน ต่างยืนยันว่าหัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมรับมหาเศรษฐีพันธุ์ปากพล่อยและดีแต่สร้างศัตรูสิบทิศ บางคนใช้ โซเชียลมีเดียปลุกระดมให้สาวกเผาบัตรลงทะเบียนเป็นผู้ออกเสียงของพรรค อ้างว่าขืนดันทุรังเลือกไปเท่ากับให้อเมริกาฆ่าตัวตาย บางคนประกาศแปรพักตร์จะไปออกเสียงให้นางฮิลลารี คลินตัน แห่งพรรคตราลาเดโมแครต
ขณะเดียวกัน ผู้นำที่ทรงอิทธิพลหลายคนประกาศจะนอนหลับทับสิทธิ์ไม่ไปร่วมประชุมการประชุมใหญ่ของพรรครีพับลิกันในเมืองคลิฟแลนด์ รัฐโอไฮโอในเดือนกรกฎาคมนี้ ในจำนวนนี้รวมไปถึงอดีตประธานาธิบดีสองพ่อลูกตระกูล “บุช” ทั้ง จอร์จ บุช และจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตลอดจน มิตต์ รอมนีย์ ซึ่งเคยได้รับการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคในการชิงทำเนียบขาวกับบารัก โอบามา เมื่อปี 2555 ขณะที่ พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทน ในฐานะผู้นำสูงสุดของพรรคยอมรับตรงๆ ว่ายังไม่พร้อมจะสนับสนุนให้ทรัมป์ขึ้นเป็นตัวแทนพรรคไปชิงทำเนียบขาว
แต่สิ่งที่มะกันชนกำลังจับตามองก็คือทรัมป์จะเลือกใครเป็นรองประธานาธิบดี ซึ่งต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หนึ่งในนั้นเพื่อมาช่วยอุดจุดอ่อนของทรัมป์ที่ไร้เดียงสาทางการเมืองและในนโยบายการต่างประเทศ 2.ต้องเป็นผู้กว้างขวางหรือทรงอิทธิพลในรัฐสภาเพื่อปูทางสะดวกหากรัฐบาลจะเสนอกฎหมายอะไร 3.เห็นด้วยกับนโยบายของทรัมป์ในเรื่องผู้อพยพผิดกฎหมายและการปิดพรมแดนเม็กซิโก แต่จะมีลูกเล่นลูกชนและกลวิธีที่ประนีประนอมมากกว่า 4.ต้องไม่เป็นนักธุรกิจ เพราะทรัมป์ประกาศชัดว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเพียงคนเดียวก็พอ ลึกๆ ลงไปอาจกลัวว่าจะเกิดปัญหาเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้
ทรัมป์เองได้พูดชัดว่าต้องการเลือกนักการเมือง ผู้มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในประเด็นที่ตัวเองขาดไป พร้อมกับเผยเป็นนัยว่าอยากเอาตัวอย่างของบารัก โอบามา ที่เลือก โจ ไบเดน ซึ่งเคยขับเคี่ยวกันมาระหว่างชิงการเป็นตัวแทนพรรคขึ้นมาเป็นรองประธานาธิบดี หรือเรียกสั้นๆว่าดึงศัตรูมาเป็นมิตร
หลายคนวิเคราะห์ว่าคำพูดของทรัมป์ครั้งนี้ หมายถึงเจ้าตัวอาจจะดึงครูซหรือคาซิคมาเป็นคู่หู ก่อนหน้านี้ มหาเศรษฐีพันล้าน เคยพูดเป็นนัยหลายครั้งว่าสนใจจะเชิญเทด ครูซ มาเป็นคู่หู เพราะประทับใจในหลายเรื่อง รวมไปถึงการเป็นขวัญใจของกลุ่มเชื้อสายละตินอเมริกาในเท็กซัส ที่สำคัญครูซไม่เคยโจมตีทรัมป์โดยตรง
ปัญหาของทรัมป์ก็คือนโยบายสุดโต่งและสร้างศัตรูไปทั่วสิบทิศจนหาคนจะมาเป็นรองประธานาธิบดีได้ยากมาก แม้กระนั้น สื่อยักษ์ใหญ่ยักษ์เล็กหลายสื่อต่างแข่งกันนำเสนอว่าใครจะเป็นตัวเต็งที่จะได้รับเลือกเป็นรองประธานาธิบดี บางสื่อเสนอชื่อตัวเต็งแบบเหวี่ยงแหว่ามี 22 คน บางสื่อเสนอชื่อ 10 ตัวเต็ง หรือ 7 ตัวเต็ง หรือ 4 ตัวเต็ง ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นการเสนอชื่อเพื่อเสียดสีทรัมป์เกือบทั้งสิ้น
ที่เสียดสีมากที่สุดก็คือหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ที่ให้ความเห็นว่านักการเมืองดีๆ ที่เป็นตัวเก็งหลายคนคงไม่อยากรับตำแหน่งนี้ เพราะการตีตั๋วคู่กับทรัมป์ก็เหมือนกับการจุมพิตเท้าของคนเป็นโรคเรื้อน ไม่มีใครอยากจะลดมาตรฐานตัวเองจนแย่สุดๆ ในสายตาของผู้หญิง คนผิวสีและพวกเชื้อสายละตินอเมริกา นิวยอร์กไทมส์ยังได้จัดกลุ่มนักการเมือง 4 ประเภทที่ทรัมป์พอจะเลือกเป็นคู่หู ได้แก่ กลุ่มคนเคยดัง กลุ่มมือใหม่อยากหัดขับ กลุ่มขี้แพ้และตัวสำรอง
กลุ่มคนเคยดัง
นิวต์ กิงริช อดีตประธานสภาผู้แทนฯ ที่แสดงออกให้เห็นชัดว่าเตรียม “ดักลอบ” หมายจับปลาตัวโต ถ้าทรัมป์ต้องการคนประเภท “ขอรับกระผม” กิงริชก็เหมาะกับตำแหน่งนี้ที่สุด แต่ถ้าทรัมป์ต้องการนักการเมืองที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญ ก็ควรมองข้ามกิงริชไปได้เลย เนื่องจากได้ล้างมือในอ่างทองคำมานานจนแทบไม่เหลือบารมีใดๆ และคงช่วยทรัมป์ไม่ได้หากจะดึงคะแนนเสียงจากผู้หญิง ผิวสีและละตินอเมริกา ตรงกันข้ามกลับจะยิ่งฉุดคะแนนในหมู่ผู้หญิงให้ลดลง จากประวัติที่เป็นคนเจ้าชู้ เคยแต่งงาน 2 ครั้ง หย่า 2 ครั้ง แล้วยังมั่วผู้หญิงไม่เลือกหน้า โดยเฉพาะสาวสวยๆ ภรรยาคนล่าสุดของกิงริชอายุอ่อนกว่า 23 ปี เทียบกับภรรยาของทรัมป์ที่อ่อนกว่า 24 ปี ราคาต่อรอง 50 เปอร์เซ็นต์
รูดี จูลีอานี อดีตนายกเทศมนตรีนิวยอร์กสมัยเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน ชื่อของจูลีอานีจู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยตอนให้สัมภาษณ์ว่าไม่เชื่อว่าโอบามาจะ “รักอเมริกา” ตอกย้ำนโยบายเหยียดผิวของทรัมป์ นิวยอร์กไทม์ชี้ว่าถ้าทรัมป์เลือกจูลีอานีก็เปล่าประโยชน์เหมือนกับเลือกกิงริช เพราะช่วยอะไรได้ไม่มากนัก เหตุผลแรกก็คืออยู่ในรัฐเดียวกัน ปกติแล้วผู้ที่ได้เลือกมักจะมาจากรัฐที่คะแนนแกว่งไปมาเพื่อจะช่วยดึงคะแนน แต่นิวยอร์กไม่ใช่ อีกประการหนึ่งจูลีอานีอยู่นอกสนามการเมืองมานานจนไม่อาจเรียกว่ามีประสบการณ์ หนำซ้ำยังไม่เคยทำงานระดับชาติ แถมยังเคยแต่งงาน 3 ครั้ง คะแนนต่อรอง 40 เปอร์เซ็นต์
คาร์ลี ฟิออรินา อดีตผู้บริหารของฮิวเลตต์ แพคการ์ด ซึ่งเตรียมมีงานใหม่ทำเมื่อเท็ด ครูซประกาศจะเสนอชื่อเป็นคู่หูในตำแหน่งรองประธานาธิบดี แต่เมื่อครูซยอมถอนตัว ฟิออรินาจึงว่าง ที่สำคัญทั้งเธอและทรัมป์เคยเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาก่อน ทรัมป์เรียกเธอว่าผู้หญิงที่น่าเกลียด และเนื่องจากเธอหนุนครูซ ฟิออรินาจึงโจมตีทรัมป์แทบไม่มีชิ้นดี จุดอ่อนอีกประการหนึ่งคือเธอไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองมาก่อน แต่ก็มีจุดเด่นตรงที่สามารถดึงคะแนนจากกล่มผู้หญิงได้ อัตราต่อรอง 50 เปอร์เซ็นต์
พวกมือใหม่อยากหัดขับ
โจ สคาร์โบโรก์ อดีต ส.ส. 4 สมัยจากฟลอริดา แต่ได้วางมือจากการเมืองมาร่วมทำงานที่ MSNBC และเป็นผู้ร่วมรายการ "มอร์นิ่ง โจ” ข้อดีคือเป็นนักการเมืองในสมัยศตวรรษที่ 21 จึงยังไฟแรง แต่การที่สนิทกับทรัมป์จึงทำให้ผู้บริหารของ MSNBC ไม่ค่อยสบายใจนัก เชื่อว่าจะเป็นกระบอกเสียงที่ดีให้แก่ทรัมป์ อัตราต่อรอง 40 เปอร์เซ็นต์
เบน คาร์สัน ซึ่งลงสมัครหาเสียงชิงเป็นตัวแทนพรรค แต่ไปไม่ถึงดวงดาว เป็นคนที่สายอนุรักษ์หรือกลุ่มทีปาร์ตี้ชื่นชอบมาก ด้วยความที่เคร่งศาสนาจึงอาจดึงคนที่ศรัทธาในศาสนามาลงคะแนนให้ทรัมป์การเป็นคนเงียบๆ จะยิ่งทำให้รัศมีของทรัมป์เจิดจรัส แต่จุดอ่อนคือค่อนข้างสับสนในหลายนโยบาย จนทำให้สงสัยกันว่าเชื่อใจคาร์สันได้ไหมในนโยบายนิวเคลียร์ อัตราต่อรอง 40 เปอร์เซ็นต์
ซาราห์ เพ-ลิน อดีตผู้ว่าการรัฐอลาสกาอาจจะเป็นคนที่อยู่ในใจที่ทรัมป์อยากจะเลือกก็ได้ และคงไม่สร้างปัญหาจากการพูดแบบไม่คิดเหมือนกับคราวเป็นคู่หูของจอห์น แมคเคน แต่เนื่องจากเธอเคยเป็นแค่นักการเมืองไกลปืนเที่ยงที่อลาสกา ไม่เคยมีประสบการณ์การบริหารมาก่อน อย่างเก่งที่สุดก็แค่เคยเป็นนายกเทศมนตรีของเมืองเล็กๆ และผู้ว่าการรัฐ แต่คงช่วยทรัมป์ได้ในเรื่องการดึงคะแนนจากผู้หญิงอัตราต่อรอง 50 เปอร์เซ็นต์
พวกขี้เแพ้
จอห์น คาซิก เป็นคนหนึ่งที่ทรัมป์บอกว่าหมายตาไว้ เหตุผลหนึ่งก็คือเป็นชาวพรรครีพับลิกันคนเดียวที่ผลหยั่งประชามติมีคะแนนนิยมเหนือฮิลลารี คลินตัน อีกทั้งมีประสบการณ์การเมืองมากมายที่ตรงกับคุณสมบัติข้อสำคัญที่ทรัมป์ต้องการ โดยเฉพาะบุคลิกที่เป็นคนกินอยู่ง่ายๆ ไม่เรื่องมาก ปัญหาเดียวคือคาซิคจะตอบรับหรือไม่ เพราะตลอดช่วงสองสามเดือนสุดท้ายที่ผ่านมา ก็ดีแต่ตีแผ่ให้ชาวอเมริกันรู้ว่าหากทรัมป์ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว อเมริกาจะเป็นเช่นใด อัตราต่อรอง 70 เปอร์เซ็นต์
เทด ครูซ คงเป็นตัวเลือกที่แย่ที่สุดของทรัมป์ เพราะไม่มีอะไรเหมือนกันแม้แต่อย่างเดียว ตลอดสองสามเดือนให้หลัง ครูซเรียกทรัมป์ว่า “พวกโกหกตัวเอง”, “พวกหลงตัวเอง”, ”พวกบ้าผู้หญิง”, "พวกไร้ศีลธรรม” ขณะที่ทรัมป์ก็เรียกครูซว่า "ขี้โกหก" แถมยังดูถูกภรรยาของครูซด้วย บอกได้เลยว่าถ้าเลือกครูซ ทรัมป์จะไม่ได้อะไรเลย อัตราต่อรอง 10 เปอร์เซ็นต์
คริส คริสตี อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่ทรัมป์มี ผู้ว่าการรัฐนิวเจอร์ซีย์ผู้มากประสบการณ์ทางการเมืองและมีชื่อเสียงมากในการรีบกระโดดสู่ขบวนรถไฟของทรัมป์ก่อนหน้าใครๆ เคยได้ชื่อว่าเป็นสุนัขดุที่สุดในคณะกรรมการพรรค ดังนั้น อาจจะเป็นปราการด่านหน้ารับมือการโจมตีก่อนจะถึงทรัมป์ อีกทั้งไม่เคยติดสินหรือตั้งคำถามใดๆ เกี่ยวกับทรัมป์ แต่ข้อเสียก็คือมาจากรัฐนิวเจอร์ซีย์และยังไม่มีคะแนนนิยมในหมู่คนผิวดำ เชื้อสายละตินอเมริกาและผู้หญิง ข้อดีคือพร้อมจะแลกหมัดต่อหมัดกับฮิลลารีหรือคนที่เสนอชื่อเป็นคู่ชิงรองประธานาธิบดีอัตราต่อรอง 80 เปอร์เซ็นต์
ตัวสำรอง
อิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวคนโต ผู้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดและทำให้พ่อดูมีเหตุผลมากขึ้นด้วยการคอยอยู่ใกล้ๆ ความสามารถพิเศษของเธอจะช่วยทรัมป์ในเรื่องการดึงคะแนนจากผู้หญิง แต่จุดอ่อนคือไม่เคยมีประสบการณ์ในการบริหารในภาครัฐมาก่อน แต่ทรัมป์อาจจะมองข้าม เพราะจะมีใครภักดีต่อพ่อมากไปกว่าลูกได้ จนพ่ออาจจะยอมเสียมารยาทการเมืองดึงลูกมาเป็นคู่หู อัตราต่อรอง 90 เปอร์เซ็นต์
ขณะเดียวกันบางสื่อก็เสนอชื่อตัวเต็ง 4 คน
1.วุฒิสมาชิกเจฟฟ์ เซสซันส์ แห่งอลาบามาซึ่งตอนนี้เป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติให้ทรัมป์ อาศัยที่เคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน ทั้งยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญของกลุ่มอนุรักษ์ที่เห็นด้วยกับการกับเข้มงวดกับผู้อพยพผิดกฎหมายและปัญหาชายแดนกับเม็กซิโก แต่ด้วยวิธีการอะลุ้มอล่วยหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า การเลือกเป็นคู่ชิงในตำแหน่งรองประธานาธิบดีเท่ากับส่งสารถึงทุกคนว่านโยบายนี้มีทั้งด้านบวกและลบ อยู่ที่การเจรจาต่อรอง
2.จอห์น โบลตัน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ ซึ่งเคยแถลงว่าจะลงสมัครชิงทำเนียบขาว แต่ก็ถอนตัวตั้งแต่แรก มีชื่อดังในสายอนุรักษ์ว่าเป็นกระบอกเสียงของผู้สนับสนุนให้อเมริกากลับมาเข้มแข็งและนโยบายต่างประเทศที่หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า การเสนอชื่อโบลตันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีในการลบข้อโต้แย้งที่ว่าทรัมป์เป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาหากขึ้นเวทีประชุมในต่างประเทศ
3.ส.ส.จิม จอร์แดน แห่งโอไฮโอ ไม่ใช่เรื่องง่ายของประธานาธิบดีไม่ว่าจะเดโมแครตหรือรีพับลิกันที่จะผ่านกฎหมาย สักฉบับหากไม่จับมือกับผู้นำสายอนุรักษ์ที่เข้มแข็งที่สุดในสภาผู้แทนฯ อย่างน้อย ส.ส.36 คน เป็นสมาชิกของกลุ่มฟรีดอม คอคัส ที่จอร์แดนเป็นประธานก็เป็นหลักประกันในเรื่องนี้ได้ ที่สำคัญ จอร์แดนมาจากรัฐที่ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันจะต้องเอาชนะให้ได้ ไม่มีผู้สมัครของทั้ง 2 พรรคคนใดจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีหากไม่คว้าชัยชนะในรัฐนี้ก่อน
4.โคบี ไบรอัน นักบาสเกตบอลชื่อดัง เป็นอีกคนหนึ่งที่มีชื่อในโผเนื่องจากทรัมป์ติดตามผลงานมาตลอด แต่ปัญหาก็คือไบรอันกำลังเปลี่ยนอาชีพใหม่
---------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : คนที่สื่อเชียร์ให้ทรัมป์เลือกเป็นรองประธานาธิบดี : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



