
เปิดใจญาติคดี 'เผานั่งยาง' ความหวังที่รอมานาน
07 พ.ค. 2559
เปิดใจญาติคดี 'เผานั่งยาง' ความหวังที่รอมานาน : โดย...จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง twitter @jeerapong_nbc
ข่าวครึกโครมรอบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ในคดีการพบจุด “เผานั่งยาง” จำนวน 23 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขือน้ำ ต.หนองแวง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี กลายเป็นพลังให้กว่า 30 ครอบครัวมีแรงฮึดที่จะตามหาบุคคลในบ้านที่หายสาบสูญหลายปี จึงเข้าแจ้งความให้ตำรวจช่วยรื้อคดี
“นายสาย แสนสกุล” หนึ่งในบุคคลที่หายออกจากบ้านที่ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี เมื่อปี 2552 กลายเป็นบุคคลสาบสูญตามคำพิพากษาของศาล หลังจากลูกชายอย่าง “วรรลพ แสนสกุล” หมดแรงและหมดเงินไปไม่น้อย ในการตามหาว่าพ่ออยู่ไหน ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ พยายามทุกวิถีทาง จนสุดท้ายต้องยื่นต่อศาล เพื่อขอให้ศาลพิพากษาให้นายสายเป็นบุคคลสาบสูญ
“วันที่ 22 เมษายน 2559 ผมดูทีวีเห็นข่าวพบการฆ่านั่งยางที่บ้านคำบอน ห่างจากบ้าน 10 กว่ากิโลเมตร เขาบอกว่าใครญาติหายให้ไปแจ้งความเอาไว้ ผมจึงแวะดูที่เกิดเหตุ ก่อนไปแจ้งความที่ สภ.บ้านผือ ว่าพ่อหายไปตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 รวมเวลา 6 ปีกว่า ให้ข้อมูลและตรวจดีเอ็นเอเทียบเคียงกับกองกระดูกที่พบ แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นกระดูกของพ่อหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็หวังแต่ว่า ถ้าได้ออกข่าวแล้ว เผื่อยังมีชีวิตอยู่ ยังทำงานอยู่ที่ฝั่งลาว ก็อยากจะอ้อนวอนคนที่พบเห็นพ่อพาพ่อกลับบ้านบ้าง หรือติดต่อเจ้าหน้าที่อุดรฯ ก็ได้ บ้านผือก็ได้”
“วรรลพ” เล่าถึงความพยายามในการตามหาพ่อว่า เคยไปดูที่เขาทำพาสปอร์ตผ่านแดนที่ จ.หนองคาย ที่จะไปยังประเทศลาว ก็พบว่าพ่อทำใบผ่านแดนไว้ 3 วัน 2 คืน แต่ไม่รู้ว่าได้ออกไปหรือไม่ หลังจากนั้นก็พาญาติไปตามหาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่หนองคาย ได้ข่าวแว่วๆ ว่า “โดนอุ้ม” ไปแล้ว จึงพากันติดตามหลายวัน หมดเงินไปหลายบาท แต่ไม่ได้วี่แววและข่าวคราวเลย
เคยมีเบาะแสว่า มีคนไปเจอพ่อที่ประเทศลาว โดนขังคุก แล้วเจ้าหน้าที่ก็พาออกมาเดินซื้อของให้แกหิ้วของ แต่ถามไปถามมาเขาก็พูดเหมือนกับว่าคนให้ข้อมูลเป็นคนเสียสติเอาแน่นอนไม่ได้ ก็เลยเลิกล้มการติดต่อจากคนคนนั้นไป
หรือแม้แต่ทาง “ไสยศาสตร์” ก็เคยพึ่งพา เพราะไปให้หมอดูเขาดูให้ก็มีบ้าง บางหมอบอกว่าพ่อยังไม่ตาย บางหมอก็บอกว่ามองไม่เห็นมีอะไรมาบดบังไว้ เราก็ฟังไปเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แต่ก็ไม่กล้าลบหลู่
ส่วนสาเหตุที่เชื่อว่าทำให้พ่อหายไปออกจากบ้าน เพราะหลังจากนายสายเกษียณจากเป็นผู้ใหญ่บ้าน และสมาชิกอบต. ก็ได้ผันตัวเองเข้าสู่วงการ “ธุรกิจค้าของเก่า-ปล่อยเงินกู้และส่งคนไปทำงานเมืองนอก”
“แต่ไม่รู้ว่าพ่อทำผิดอะไรแบบไหน แต่ว่าก็รู้ว่าพ่อแกเป็นคนทะเยอทะยานค้าของเก่า เพราะเกษียณจากผู้ใหญ่บ้านมาแล้วหลายสมัยก็เลยวิ่งหาอยากจะมีรายได้ ญาติพี่น้องก็พยายามทักท้วงห้ามปรามว่าอย่าทำเลย เพราะมันอันตราย แค่เราไปเข้ากับวงการนายทุน พวกอิทธิพลก็อันตราย แต่แกก็ไม่ถอย แกก็มาติดพันกับผู้หญิงลาวคนหนึ่ง ซึ่งหายสาบสูญไปกับพ่อเหมือนกัน และญาติจากฝั่งลาวก็ตามหาตัวไม่เจอเช่นกัน เราเชื่อว่าพ่อทำธุรกิจแบบนี้จึงหายตัวไปแบบนี้ จะมีการหักหลังกันในธุรกิจหรือเปล่าเราก็ไม่รู้”
ครอบครัว “แสนสกุล” ก็เริ่มมีความหวังในการจะรู้ความชัดเจนเกี่ยวกับพ่อ ไม่ต่างจากครอบครัว “ชมภูวิเศษ” ที่บุคคลในครอบครัว อย่าง “สุริชัย ชมภูวิเศษ” น้องชายของ “นางกุหลาบ อินทร์ศรี” ที่หายตัวออกจากบ้านพักตำรวจ สภ.บ้านเทื่อม จ.อุดรธานี ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2552 ที่พบเพียงคราบเลือดในห้องนอน แต่ยังไม่พบร่างมาจนถึงปัจจุบัน
“ก่อนหน้านั้น 3 วัน เป็นวันยายทวดเสีย เรารวมญาติกันทำบุญหายายทวด นางกุหลาบก็มาจากกรุงเทพฯ เพราะไปอยู่กับลูกสาว พอยายทวดเสียก็กลับมาทำบุญ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 นางกุหลาบก็พักผ่อน เพราะวันที่ 19 พฤศจิกายน ก็จะกลับ กทม.ไปหาลูกสาว ตอนเย็นวันที่ 18 พฤศจิกายน ญาติโทรตามไปกินข้าวด้วย เพราะงานศพเสร็จใหม่ๆ คนอีสานจะชวนกันมากินข้าวเย็น แต่นางกุหลาบปฏิเสธ บอกว่าเหนื่อยมากขอพักผ่อน พรุ่งนี้เช้าจะเดินทางแต่เช้า ก็เลยถูกอุ้มฆ่า ที่เชื่อว่าเป็นการอุ้มฆ่าแน่ๆ เพราะเห็นคราบเลือดในห้องนอนที่บ้านพักที่ สภ.บ้านเทื่อม แต่ตอนนี้ยังหาศพไม่จบ และที่ผ่านมาไม่คิดว่าจะมีคดีนั่งยาง แต่มารู้ภายหลังช่วงคดีนางบังอร ทองอ่อน เมื่อปี 57 เรื่องเลยแดงขึ้นมา คิดว่าหนึ่งในนั้นจะมีนางกุหลาบอยู่ด้วย”
สุริชัยบอกว่า เหตุที่ต้องให้ตำรวจรื้อคดีของพี่สาวขึ้นมา เพราะคดีเก่าไปถึงชั้นศาลแล้ว แต่ศาลยกฟ้อง ทั้งที่จับตัวผู้ต้องจ้างวานได้ เขาก็รับสารภาพ ในเมื่อรับสารภาพแต่เขาว่าสำนวนเราอ่อน เพราะไม่เห็นศพ หาศพไม่เจอก็เลยจบแค่นั้น ศาลเลยยกฟ้อง ตอนนี้ตำรวจจึงเชิญให้ไปให้ข้อมูลเพิ่มเติม ก็เล่าข้อมูลเดิมๆ ให้เขาฟังกับเรื่องที่เกิดขึ้น
ส่วนความพยายามในการตามหาร่างนางกุหลาบ น้องชายผู้นี้เล่าว่า ญาติพี่น้องช่วยกันตามหาตามป่าตามเขาแต่ไม่เจอ ไปในที่ที่เขาว่ามีการฆาตกรรม มีการเผาที่เมรุวัดป่าก็ไป แต่ไม่ใช่ ก็เป็นข่าวโคมลอยไป ไปไปมามาก็เลิกตามหา เพราะมันเหนื่อยและไม่มีเงิน สู้ไม่ไหวและต้องทำมาหากิน
“เริ่มแรกมีลุงฝันว่า นางกุหลาบไปร้องขอความช่วยเหลือจากลุงว่าช่วยหนูหน่อย เขาเอาหนูมาฆ่าแล้ว ยังไม่อยากจะตาย ฝันครั้งเดียวแค่นั้น ส่วนผมไม่ได้ฝันถึงเลย และช่วงที่คดียังไม่จบก็ไปดูตามหมอที่ว่าดีที่ว่าแน่ ก็ไปดู เขาว่าถูกเอาไปฆ่าไปทางตะวันตก เราก็คิดไม่ออกว่าจะอยู่จุดนี้ คือป่าที่เป็นข่าว ก็ไม่ได้พากันตระเวนหาแถวนี้”
สุริชัยบอกด้วยสีหน้าเศร้าว่า หลังจากไม่มีนางกุหลาบแล้ว บรรยากาศในครอบครัวก็เปลี่ยนไปเยอะ มีความโศกเศร้าอาลัย เพราะหาศพไม่เจอ คิดว่าเขาตายแล้ว ตายตั้งแต่ช่วงนั้นแล้ว ลูกหลานก็เก็บตัว เพราะรู้ๆ กันอยู่แล้วว่ามันมีส่วนมีสีมาเกี่ยวข้อง ห่วงว่าครอบครัวจะถูกคุกคามด้วย ส่วนตัวก็กลัวเพราะทำงานต้องเดินทางไปๆ มาๆ ก็ระวังอยู่
“อยากจะฝากถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่กำกฎหมาย อยากให้เขาให้ความเป็นธรรมแก่ชาวบ้านตาสีตาสาอย่างเรา ที่เกิดเหตุขนาดนี้แล้ว เอาความผิดกับคนทำผิดไม่ได้ อยากจะให้เขาล้างบางตรงนี้ให้ได้ ให้เรื่องมันจบๆ ซะที อย่าให้มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอีก ค่าของคนคนหนึ่งหลายล้านนะครับ ไม่ใช่แค่เงินหมื่นก็ฆ่ากันได้แล้วแบบนี้ เกี่ยวกับคนมีสีด้วยที่ลงมือทำ อยากจะให้กฎหมายบ้านเมืองทำงานชิ้นนี้ให้ลุล่วงไป ผมภาวนาอย่างนั้น เพื่อจะได้นำเถ้ากระดูกพี่สาวมาทำบุญ”
---------------------
(เปิดใจญาติคดี 'เผานั่งยาง' ความหวังที่รอมานาน : โดย...จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง twitter @jeerapong_nbc)



