ข่าว

ปชช.ส่วนใหญ่เห็นควร"ทักษิณ"ถวายฎีกาด้วยตัวเอง

ปชช.ส่วนใหญ่เห็นควร"ทักษิณ"ถวายฎีกาด้วยตัวเอง

02 ส.ค. 2552

เอแบคโพลล์ระบุปชช. เห็นควรให้ "ทักษิณ" ถวายฎีกาด้วยตัวเอง พร้อมชี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ - รัฐบาลทักษิณแย่พอกัน "อภิสิทธิ์" หวั่นปชช.ไม่เข้าใจหลักการถวายฎีกา ระบุอาจจะหลงเป็นเหยื่อร่วมลงชื่อ ระบุเนื้อหาถวายฎีกาเป็นเรื่องการเมืองชัด เล็งตรวจสอบรายชื่อหากพบผิดกม.

(2ส.ค.) เอแบคโพลล์ โดยมหาวิทยาลัยอัสสัชชัญ เปิดเผยผลสำรวจการรับรู้ข่าวสารและความทรงจำของประชาชน ต่อผลงานรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรพบว่า ร้อยละ 73.4 เห็นว่า สถานการณ์ทางการเมืองของประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงต้นปี 2552 แย่เหมือนเดิมถึงแย่มาก  โดยแยกเป็นการเปรียบเทียบโครงการต่าง ๆ อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค ของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ คลอดบุตรจ่าย 30 บาท แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์ หญิงตั้งครรภ์ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แท้งลูกเสียชีวิต ส่วนการปราบปรามยาเสพติด รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถปราบปรามลดลงถึงร้อยละ 96.9 ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์ ลดลงเพียงร้อยละ 55.6 

สำหรับการทุจริตคอร์รัปชั่น รัฐบาลทักษิณ สูงถึงร้อยละ 78.8 ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์ เพียงร้อยละ 65.8 ส่วนเรื่องการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ประชาชนร้อยละ 77.3 เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ควรทำด้วยตนเอง ที่เหลือร้อยละ 33.7 เห็นว่าประชาชนควรออกมาเคลื่อนไหว อย่างไรก็ตาม ประชาชนเห็นว่า การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ ทำให้มีความสุข ร้อยละ 48.3 ขณะที่ ร้อยละ 51.7 เป็นทุกข์กับเรื่องดังกล่าว   

อภิสิทธิ์หวั่นปชช.ไม่เข้าใจหลักถวายฎีกา

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" กล่าวถึงปัญหาวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล ว่า ตนเชื่อว่าใหากใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่มีใครอยากจะให้ประสบปัญหาวิกฤติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานี้อย่างแน่นอน ซึ่งวิกฤติในบางเรื่องเราไม่สามารถที่จะทำอะไรได้ เช่น ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่กำลังวิกฤติ และการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ซึ่งในเรื่องต่างๆ นี้รัฐบาลได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง ส่วนวิกฤติที่เกิดขึ้นจากปัญหาภายในของเราเอง คือ วิกฤติที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง

 ดังนั้นสิ่งที่ตน และรัฐบาลชุดนี้ได้พยายามเร่งแก้ไขตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา คือ พยายามทำให้สถานการณ์ของบ้านเมืองให้กลับมาสู่ภาวะปกติ และพยายามให้เกิดการกระทบกระทั่งกันให้น้อยที่สุด ด้วยการขีดวงให้ความขัดแย้งไม่ลุกลามไปยังจุดที่ไม่ควร ตนยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง หรือกระทั่งปัญหาการแพร่ระบาดของไข้หวัดทำให้แผนของรัฐบาลกระทบบ้าง ซึ่งตนได้พยายามวิงวอนมาโดยตลอดว่าปัญหาที่เกิดมาจากภายนอกที่เกินการควบคุมนั้นไม่เป็นอะไร แต่สำหรับปัญหาที่เกิดจากพวกเรากันเองไม่น่าจะเกิดขึ้น เพราะจากช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มปรับตัวดีขึ้นเรื่อยๆ

 เมื่อถามว่า เรื่องการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง ทางที่ประชุมอธิการบดี 26 สถาบันได้มีมติร่วมกันว่าจะขอให้ราชเลขามีการยับยั่งการถวายฎีกาดังกล่าว มีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า โดยปกติเรื่องของการถวายฎีกาจะมีขั้นตอนในเรื่องนี้ และเข้าใจว่าผู้ที่เขามีความเชี่ยวชาญได้พยายามอธิบายมาโดยตลอด โดยหลักแล้วหากแม้ว่าทางสำนักราชเลขาธิการรับไว้ หมายถึงรับไว้ในทางธุรการ ก็จะต้องมาถามความเห็นของรัฐบาล และขณะนี้เราได้รวบรวมข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง ตนพูดมาตั้งแต่ต้นและย้ำตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตเมื่อเดือนเมษายนว่าการเมือง ตนรู้ดีว่ายังมีความคิดเห็นที่ยังไม่ตรงกันอยู่ ขัดแย้งกันอยู่ แต่ว่าเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง ไม่พึงที่จะให้ไปกระทบกับสถาบันซึ่งเป็นสถาบันที่หลอมรวมจิตใจของคนทั้งประเทศ เวลานี้พูดกันเรื่องล่าชื่อถวายฎีกา ตนว่ามันคลาดเคลื่อนมาก ทำนองว่าช่วยกันเซ็นชื่อ แล้วจะมีการขอให้พระราชทานอภัยโทษสำหรับอดีตนายกฯ

 "ผมอยากจะบอกว่าเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษนั้น กฎหมายมีอยู่ ซึ่งคดีตัดสินแล้ว คน ๆ นั้นก็รับโทษ เดือดร้อน ก็พึ่งพระบารมีในแง่ของการให้พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตาที่จะพระราชทานอภัยโทษให้ หลักของมัน พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่าคนทำผิด ผิดไปแล้ว และจะต้องถูกลงโทษ แล้วก็เดือดร้อน และก็ขอ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้คนขอ คือ จะต้องเป็นเจ้าตัว หรือครอบครัวที่เขาเดือดร้อน แต่ขณะนี้ที่เป็นอยู่ เจ้าตัวและครอบครัวไม่ขอ อยู่ดี ๆ ไปบอกว่าให้คนอื่นที่ชอบตัวเอง รักตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่ มาเข้าชื่อเยอะ ๆ แล้วขอ ที่สำคัญคือว่าคำที่ขอ ไม่ได้เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ เหมือนกับโต้แย้งศาล คล้าย ๆ ว่าศาลตัดสินไม่ถูกหรือว่าอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งอันนี้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์

 เมื่อถามว่า ทางกลุ่มผู้ยื่นได้บอกว่าเขามีสิทธิ์ เพราะคนตั้ง 4 ล้านกว่าคนเข้าชื่อกันจำนวนมาก นายกฯ กล่าวว่า เรื่องของการตัดสิน ศาลก็ตัดสินในพระปรมาภิไธยเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย มีกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ คงไม่สามารถจะไปเกี่ยวกับว่ามีคนมาก หรือมีคนน้อยที่ชอบ ไม่ชอบ คนที่ถูกตัดสิน ซึ่งตนอยากจะถามว่าถ้าทำกันอย่างนี้ เกิดมีคนที่เขาไม่ชอบ เขาจะขอถวายฎีกาบ้างว่าที่ลงโทษนี่น้อยไป มันก็ไม่ใช่แล้ว เราต้องไม่ให้มีของแบบนี้ เพราะว่าพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือเรื่องเหล่านี้ แต่ถ้าเจ้าตัวสำนึกผิดได้รับความเดือดร้อน ครอบครัวได้รับความเดือดร้อน ประสบความยากลำบาก จะขอก็ทำตามกฎหมาย หรือถ้าเป็นการร้องทุกข์ การร้องทุกข์ถวายฎีกาก็มี ตามโบราณราชประเพณี ส่วนใครที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากหน่วยงาน เหตุการณ์อะไรต่าง ๆ บางครั้งก็มีการถวายฎีกาขึ้นไป แต่ก็เช่นเดียวกัน คือเจ้าตัวที่ได้ผลกระทบเกี่ยวข้องโดยตรง ต้องไม่ไปก้าวล่วงอำนาจอธิปไตยต่าง ๆ ซึ่งกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ

 เมื่อถามว่า ที่นายกฯพูดตรงกับที่ประชุมอธิการบดี ที่บอกว่าไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำได้ ขณะเดียวกันก็ไม่มีประเพณีปฏิบัติ และมีเจตนาแอบแฝงทางการเมือง นายกฯ ตนไม่ได้บอกว่ามีเจตนาแอบแฝง แต่ตนบอกว่าเมื่ออ่านคำถวายฎกาดูแล้วเป็นเรื่องการเมือง

 "สิ่งที่รัฐบาลทำคือต้องบอกความจริงกับประชาชน และผมก็ให้สัมภาษณ์ และทางกระทรวงยุติธรรมก็แถลงข่าว เราก็ออกรายการโทรทัศน์ไป ว่าพี่น้องประชาชนอย่าได้ไปไขว้เขว ถูกชักจูงไปว่าต่อไปนี้ถ้าใครลงชื่อกันมาก ๆ และแปลว่าจะทำสิ่งนั้น จะทำสิ่งนี้ และที่สำคัญคือว่าอันนี้จะก้าวล่วงไปถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้น เราก็บอกตรง ๆ ว่าอยากให้ทราบข้อมูลที่แท้จริง ส่วนการไปดำเนินการถ้าไม่ผิดกฎหมายเขาก็ย่อมทำได้ เพียงแต่ว่าสุดท้ายปลายทางอย่างที่อาจารย์พูดว่าถ้าเรื่องเข้ามา ผู้รู้เขาก็เห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าไปต่อไม่ได้ มันก็จบกัน ประชาชนก็ต้องเข้าใจตามนี้ แต่ผมเองผมไม่ทราบว่าตกลงจะยื่นหรือไม่ยื่น ยื่นเมื่อไหร่ ยื่นอย่างไร แต่สมมติว่าถ้ายื่นมา แล้วบอกว่ามีคนมาลง ทางสำนักราชเลขาธิการก็ต้องใช้ดุลพินิจของท่านก่อน " นายกฯกล่าว

 เมื่อถามว่าที่กระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะให้มีคนมาถอนชื่อ หากคิดว่าตัวเองต้องการจะถอน ถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลนี้หรือเปล่า นายกกล่าวว่า ทางกระทรวงมหาดไทยอาจจะมีความวิตกกังวลว่าประชาชนอาจจะมีการถูกชักจูงไป ไม่เข้าใจอะไร ก็เปิดช่องทางไว้ช่องทางหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วเมื่อยื่นมา ตนคิดว่ารัฐบาลก็คงต้องตรวจสอบด้วยว่า ที่บอกว่ามี จะกี่รายชื่อก็แล้วแต่ เป็นใครอยู่ที่ไหน แสดงเจตนาอย่างนั้นจริงหรือไม่ และคนที่มายื่นต้องรับผิดชอบว่าที่บอกว่ามีบุคคลจำนวนมากมายทั้งหลายอย่างที่อ้างกัน ได้แสดงเจตนาตามนี้จริง ๆ เข้าใจเนื้อหาก่อนลงนามจริง ๆ เพราะฉะนั้น ก็เท่ากับว่าถือว่าเป็นการไปหลอกลวงเขามา หรือเป็นการมาแจ้งเท็จ ก็ต้องมีการตรวจสอบ ถ้ามีอะไรที่ผิดกฎหมายต้องดำเนินคดี ก็ตรงไปตรงมา