
ชงม.44 เชือดจนท.รัฐ เอี่ยว-ละเลยปราบยาเสพติด
ชงม.44 เชือดจนท.รัฐ เอี่ยว-ละเลยปราบยาเสพติด : ทัศชยันต์ วาหะรักษ์
ความพยายามในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ที่ผ่านมายังมีอุปสรรคอยู่บ้าง ล่าสุด รัฐบาลได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยมีการระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 33 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติดให้เป็นรูปธรรมตามแผนงาน “ประชารัฐร่วมใจสร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคงปลอดยาเสพติด พ.ศ.2559-2560”
ล่าสุด มีการประชุมของทีมงานแก้ปัญหาชุดนี้ ที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีตัวแทนจากทั้ง 33 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแรงงาน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ กรุงเทพมหานคร กองทัพไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงบประมาณ กรมประชาสัมพันธ์ กว่า 100 คน เข้าร่วมหารือวางแนวทางการทำงาน เพื่อสร้างการรับรู้และดำเนินกิจกรรมที่มีความเชื่อมโยง ทั้งด้านการป้องกัน การปราบปรามยาเสพติด และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด
ทั้งนี้มีเป้าหมายสลายโครงสร้างปัญหา ด้วยการลดและขจัดอิทธิพลของกลุ่มการค้ายาเสพติด รวมทั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เกิดความมั่นใจและเข้าร่วมในการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งจะส่งผลให้การดำเนินมาตรการป้องกัน ปราบปราม บำบัดรักษา สามารถดำเนินการแก้ไขไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างประสานสอดคล้อง ผ่านกลไก “ประชารัฐ” โดยมีกำหนดเป้าหมายปฏิบัติทั่วประเทศ จำนวน 81,905 แห่ง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ชายแดน พื้นที่ตอนใน และชุมชนเมือง
สำหรับมาตรการการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นมาตรการหนึ่งในแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัย ยาเสพติด ซึ่งที่ผ่านมามีการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอยู่แล้ว แต่ตามแผน กลไก “ประชารัฐ” ได้เพิ่มมาตรการการเอาผิดและดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วย โดยการเอาผิดนั้นจะทำทันทีที่พบว่ามีปัญหายาเสพติดในพื้นที่รับผิดชอบ ทั้งจากข้อร้องเรียนทั่วไป จากข้อมูลการข่าวและการสืบสวน และจากข้อมูลของประชาชนในพื้นที่
“ณรงค์ รัตนานุกูล” เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า มีการเห็นชอบแผนดำเนินงานแก้ปัญหายาเสพติดทั้งแผนประชารัฐร่วมใจ สร้างหมู่บ้านชุมชนมั่นคง ปลอดภัยยาเสพติด พ.ศ.2559-2560 และเห็นชอบมาตรการดำเนินการต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งมีการกำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันดำเนินการตามแผนทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ผ่านกลไกประชารัฐบนหลักการทำงานเชิงรุก
หากจะว่าไปแล้วปัญหายาเสพติดถือเป็นปัญหาสังคมโลก ซึ่งทุกประเทศในโลกจะต้องร่วมมือร่วมใจกันป้องปรามอย่างจริงจัง โดยเฉพาะประเทศที่่เกี่ยวข้องจะต้องประสานงานกัน ในทุกด้านจำกัดพื้นที่ยาเสพติดไม่ให้มีการซื้อขายแพร่กระจายออก ซึ่งประเทศไทยได้มีการขอความร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเฉพาะพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำ ได้มอบหมายให้กระทรวง มหาดไทย ฝ่ายความมั่นคง ตำรวจทหารร่วมมือกับสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมาร์ ในการร่วมกันลาดตระเวนพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงทั้งทางเรือและทางบก เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางการสัญจรไปมา จึงต้องเพิ่มความเข้มงวด เพราะอาจจะมีการนำยาเสพติดเข้ามาในช่วงของการส่งสินค้าข้ามแดน
ด้าน พล.อ.ประวิตร กล่าวให้แนวทางแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า หลักการทำงานเชิงรุก ไม่ใช่รุกไปฆ่าเขา แต่ให้ใช้งานข่าวเป็นหลัก โดยขอให้สำนักข่าวกรองแห่งชาติวางโครงข่ายแผนด้านการปราบปราม และขอให้ผู้ปฏิบัติทุกระดับในทุกส่วนราชการเข้าใจปัญหาที่แท้จริงและลงพื้นที่เป็นระยะ รวมทั้งต้องมีการติดตามประเมินผล เมื่อดำเนินการไประยะหนึ่ง และนำผลปัญหาอุปสรรคมาเสนอที่ประชุมนี้ เป็นระยะ
สำหรับเรื่องมาตรการเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด หรือปล่อยปละละเลย ได้แก่ 1.ในกรณีพบพฤติการณ์เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ได้แก่ มีพฤติการณ์การค้ายาเสพติด คบค้าสมาคมกับผู้ค้า ยักยอกยาเสพติด คุ้มครองเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ค้ายาเสพติด มาตรการที่ใช้คือ ผอ.ศอ.ปส. เสนอหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 โยกย้าย
2.ในกรณีที่ปล่อยปละละเลย แบ่งเป็น ด้านการปราบปรามยาเสพติด คือ ปล่อยให้มีการค้ายาเสพติดในพื้นที่ จนหน่วยนอกเข้าไปจับกุม ปล่อยให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยไม่ดำเนินการใดๆ ด้านป้องกันยาเสพติด คือ การปล่อยปละละเลยให้มีการเสพการค้าในสถานศึกษา หรือสถานประกอบการ หรือการปล่อยให้เยาวชนนอกสถานศึกษาเสพยา ด้านการบำบัดรักษา คือ การไม่นำผู้เสพเข้าบำบัด ไม่คัดกรองและส่งต่อเข้าบำบัด ไม่ติดตามช่วยเหลือผู้ผ่านการบำบัด กลไกการดำเนินงาน คือ กรณีเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ให้ ศอ.ปส.ตั้งคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้น ก่อนเสนอ ผอ.ศอ.ปส.เพื่อพิจารณาเสนอหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 กรณีปล่อยปละละเลย
ด้านปราบปรามยาเสพติด ให้ ผอ.ศอ.ปส. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สั่งการให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการและรายงานภายใน 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการตรวจสอบเสนอ ผอ.ศอ.ปส. เพื่อพิจารณาเสนอ หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ด้านป้องกันยาเสพติดและด้านการบำบัดรักษา ให้ ผอ.ศอ.ปส. หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย สั่งการให้หน่วยงาน ต้นสังกัดดำเนินการและรายงาน 2 ครั้ง ครั้งละ 30 วัน ก่อนเสนอคณะอนุกรรมการ อนุกรรมการตรวจสอบเสนอ ผอ.ศอ.ปส. เพื่อพิจารณาเสนอ หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 โดยกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและปล่อยปละละเลยจะต้องนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบต่อไป
สังคมตั้งคำถามถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ ว่าในแต่ละพื้นที่ที่มีปัญหายาเสพติด ทำไมชาวบ้านถึงรับรู้แจ่มแจ้งว่าใครเสพใครขายรับมาจากใคร แต่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในพื้นที่ทำไมจึงไม่ทราบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะเป็นอย่างนั้น เป็นเพียงภาพรวม ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงต้องมีมาตรการจัดการกับเจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้ลงโทษเพียงอย่างเดียว หากเจ้าหน้าที่คนไหนปฏิบัติหน้าที่ดีก็จะมีการพิจารณาเลื่อนขั้นไป
การแก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกคน เพราะปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ประเทศเดินหน้าไม่ได้เท่าที่ควร จึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันสอดส่องดูแลสร้างสังคมที่ดีงามเพื่อลูกหลานในอนาคต เพื่อไม่ให้ขบวนการค้ายาเสพติดที่ขาดจิตสำนึกเหล่านี้มีที่ยืนในสังคม...!!!



