ข่าว

การรับแจ้งเหตุ'ทำผิดประชามติ'

การรับแจ้งเหตุ'ทำผิดประชามติ'

06 พ.ค. 2559

การรับแจ้งเหตุ'ทำผิดประชามติ' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น

           เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีการลงประกาศระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยคำร้องเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 และมีผลใช้บังคับแล้ว มีเนื้อหาที่น่าสนใจ ดังนี้

           ในข้อ 9 ของระเบียบดังกล่าว ระบุว่า การรับแจ้งเหตุตามมาตรา 61 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 (มาตรา 61 เป็นหัวใจสำคัญที่กำหนดว่า อะไรทำแล้วผิดกฎหมายออกเสียงประชามติฯ เช่น ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย, ให้หรือจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์แก่บุคคลใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิออกเสียง ไม่ไปใช้สิิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง, หลอกลวง บังคับ ขู่เข็ญ หรือใช้อิทธิพลคุกคามเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง, เผยแพร่ ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น) ให้ เลขาธิการ, รองเลขาธิการ, ผู้อำนวยการ หรือรองผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด, พนักงานสืบสวนสอบสวนของ กกต. เป็นผู้รับแจ้งเหตุ กรณีเข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญา ให้ส่งเรื่องไปให้พนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งก็คือ ตำรวจ ดำเนินการต่อไป

           จึงเป็นที่ชัดเจนว่า “ความผิดอาญา” เกี่ยวกับ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ “ตำรวจ” เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี ไม่ใช่ กกต.

           ส่วนกรณีที่มีการร้องว่า มีการกระทำในลักษณะเกี่ยวกับ “ความสงบเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติ”  ตามระเบีบบของ กกต.ฉบับนี้ ในข้อ 7 ให้ทาง กกต.ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

           ส่วนกรณีที่มีการร้องคัดค้านว่า มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่ทำให้การออกเสียงในหน่วยออกเสียงนั้น เป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม เป็นอำนาจของ กกต.ในการพิจารณาวินิจฉัย ทั้งนี้ การร้องคัดค้านดังกล่าว ต้องระบุถึงพยานเอกสาร พยานวัตถุ และพยานบุคคล

           อย่างไรก็ตาม หาก กกต.เห็นว่า จำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงในหน่วยออกเสียงที่มีคำร้องคัดค้าน มีจำนวนที่ไม่ทำให้ผลการออกเสียงของทั้งประเทศเปลี่ยนแปลงไป หรือมีเหตุอื่นที่การพิจารณาคำร้องคัดค้านจะไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ให้ กกต.มีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านและยุติการดำเนินการเกี่ยวกับคำร้องคัดค้านหรือยุติการไต่สวน

           สุดท้าย  กรณีที่มีการร้องว่า “เจ้าหน้าที่ของรัฐ”  ใช้ตําแหน่งหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฯ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทําการใดๆ อันเป็นเหตุให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม  เป็นอำนาจของ กกต. ในการพิจารณา และในกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำตามที่ร้องเรียน ให้ กกต.มีอํานาจสั่งให้เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นยุติ หรือระงับการกระทําใด ที่เห็นว่าอาจทําให้การออกเสียงไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม