
อยากให้ลูกเรียนสูงๆฝันสลายชายพิการเหยื่อก๊วนลูกตร.
อยากให้ลูกเรียนสูงๆ ฝันสลายชายพิการเหยื่อก๊วนลูกตร. : นิธิศ นาเจริญรายงาน
“ฉันไม่เคยคิดว่าเหตุร้ายจะเกิดขึ้นกับครอบครัว สามีฉันเป็นคนดี เป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีมาโดยตลอด แม้ร่างกายเขาจะพิการแต่เขาขยันทำงาน ไม่เคยเกี่ยงงานหนัก รับทำทุกงานเพียงเพื่อให้มีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว เขาพูดกับฉันเสมอว่าอยากเห็นลูก 2 คน ได้ร่ำเรียนหนังสือสูงๆ เขายอมเหนื่อยเพื่อลูก ที่ผ่านมาเขาไม่เคยทะเลาะกับใคร ทำงานหาเงินและทันทีที่หยุดงานก็จะกลับบ้านมาหาลูกหาฉัน เมื่อไม่มีเขาแล้วก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อ”
นี่คือข้อความอาลัยสามีอันเป็นที่รักของ “รุ่งนภา แซ่เอี่ยว” ภรรยาของ “สมเกียรติ ศรีจันทร์” ชายพิการขาลีบ วัย 36 ปี ซึ่งตกเป็นเหยื่อของ 6 วัยรุ่นที่เป็นลูกหลานของตำรวจรุมทำร้ายจนเสียชีวิต ขณะที่ชายขาพิการรายนี้กำลังเตรียมขนมปังไปส่งให้ลูกค้า ที่บริเวณปากซอยโชคชัย 4 แยก 69 ย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
รุ่งนภา บอกว่า เธอและสามีมีบุตรชายด้วยกัน 2 คน คนโตเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 คนเล็กเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และป่วยด้วยโรคโลหิตจาง เดิมทีเธอและสามียึดอาชีพรับจ้างทั่วไปอยู่ในละแวกบ้านใน ต.ธรรมศาลา อ.เมือง จ.นครปฐม แต่ 3 ปีหลังมานี้บุตรชายคนเล็กอาการป่วยโรคโลหิตจางกำเริบ ต้องใช้เงินรักษามากพอควร สามีจึงตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เพื่อทำงานอยู่ร้านขนมปังของญาติ เพราะมีค่าจ้างที่สูงกว่า และทุกวันหยุดสามีจะกลับบ้านเพื่อมาเยี่ยมเธอและลูกเป็นประจำทุกสัปดาห์ไม่เคยขาด
“สงสารก็แต่บุตรคนเล็กซึ่งป่วยมาตั้งแต่เกิด ทันทีที่รู้ว่าพ่อเสียแล้วถึงกับช็อกไม่ได้สติ ปกติมีอาการป่วยเจ็บออดๆ แอดๆ อยู่แล้ว พ่อจะเป็นห่วงมากเป็นพิเศษ หลังจากนี้ไม่มีพ่อแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ ครอบครัวมีสภาพที่ยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งมาขาดเสาหลักไปอีกก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ลำพังฉันเองก็ทำได้แค่รับจ้างทั่วไปมีรายได้ไม่มาก สงสารลูกไม่รู้จะมีโอกาสได้เรียนสูงๆ อย่างที่พ่อเขาคาดหวังไว้หรือไม่” รุ่งนภา กล่าวปนเสียงสะอื้น
ภรรยาผู้เสียชีวิตรายนี้ ต้องการให้ตำรวจดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อเหตุให้ถึงที่สุด และอยากเรียกร้องให้ตำรวจดูแลความปลอดภัยญาติของสมเกียรติ ที่ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ เพราะไม่มั่นใจในความปลอดภัย
สอดคล้องกับ “เมธัส ผลประเสริฐ” หลานชายของสมเกียรติ ที่ต้องการให้ตำรวจคุ้มครองความปลอดภัย และให้เร่งขยายผลติดตามจับกุมกลุ่มผู้ก่อเหตุให้ได้ทั้งหมดโดยเร็ว เพราะหลังเกิดเหตุยังมีกลุ่มวัยรุ่นขี่รถจักรยานยนต์มาป้วนเปี้ยน มีการตะโกนข่มขู่เอาชีวิต
“หลังเกิดเหตุ 1 วัน ก็มีกลุ่มวัยรุ่นซ้อนมอเตอร์ไซค์ 4-5 คัน เข้ามาที่หน้าร้าน แล้วตะโกนข่มขู่จะกลับมาทำร้าย โดยระบุว่าอย่าคิดว่าจะรอด ระวังตัวไว้ให้ดี แล้วขี่กลับออกไป ซึ่งอยากให้ตำรวจเร่งดำเนินการให้ด้วยเพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย” เมธัส บอก
หลานชายผู้ตายซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ขณะกลุ่มวัยรุ่นรุมทำร้ายสมเกียรติจนเสียชีวิต เล่าว่า พยายามช่วยน้าชาย โดยพยายามขอร้องผู้ก่อเหตุแต่ไม่เป็นผล กลุ่มผู้ก่อเหตุยังรุมฟันจนเสียชีวิต
“ไปถามใครเขาได้ว่าน้าผมเป็นอย่างไร ทุกคนในซอยโชคชัย 4 ต่างรู้ดีว่าเป็นคนอย่างไร เขาเป็นคนขยันทำงาน แม้ขาพิการก็ไม่เคยท้อ เป็นคนมีอัธยาศัยดี เจอใครก็ทักทายสวัสดี เป็นคนขยันขันแข็ง ทุกเช้าจะตื่นเป็นคนแรกเพื่อปลุกให้สมาชิกภายในร้านตื่นขึ้นมาช่วยกันทำขนมปังส่งขายให้ลูกค้า” เมธัส กล่าว
ในวันเกิดเหตุ “อนันต์ชัย ไชยเดช” เป็นหนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์ โดยชายคนนี้ยืนยันว่า ก่อนกลุ่มวัยรุ่น 6 คน จะรุมทำร้ายสมเกียรติ ได้ตะโกนขู่ไม่ให้ใครเข้าช่วยเหลืออ้างว่าเป็นลูกตำรวจ แล้ววิ่งกรูเข้ารุมทำร้ายชายขาพิการ ตั้งแต่ปากซอยโชคชัย 4 แยก 69 ผู้ตายพยายามตะเกียกตะกายหนีเข้ามาในซอยกว่า 200 เมตร ก็ยังตามรุมทำร้ายทั้งใช้ดาบยาวฟัน มีดสั้นแทง และใช้ก้อนอิฐปาใส่
“นอกจากผู้ชายที่อ้างเป็นลูกตำรวจแล้ว ยังมีผู้หญิงอีก 2 คน ตะโกนบอกเพื่อนให้ลงมือหนักขึ้นอีก และยังเยาะเย้ยคนตายในลักษณะเป็นคนพิการโดนทำร้ายด้วยท่าทีที่มีความสะใจ คนตายก็ไม่มีทางสู้ แถมยังถูกดาบยาวฟันที่ใบหน้าแค่นั้นก็ไม่ไหวแล้ว ยังจะใช้อิฐปาใส่รุมทำร้ายกันนานกว่า 1 ชั่วโมง” ผู้เห็นเหตุการณ์บอก
ด้าน พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้ตาย โดยการสอบสวนแน่ชัดว่า 4 ใน 6 กลุ่มผู้ต้องหาเป็นบุตรข้าราชการตำรวจ ในจำนวนนั้นเป็นบุตรตำรวจยศ “ร.ต.ท.” รวมอยู่ด้วย โดยผู้ต้องหาอ้างว่าเมาสุรามาจากร้านคาราโอเกะ
“เขาอ้างว่าเมาสุราก่อนเกิดเหตุเห็นผู้ตายพิการจึงตะโกนแซวขนมปังร้านนี้กินอร่อยไหม แล้วเกิดการโต้ตอบกันขึ้น กลุ่มผู้ต้องหาจึงรุมทำร้าย ซึ่งยืนยันว่าจะดำเนินการไปตามกฎหมายเต็มที่” พล.ต.ท.ศานิตย์ กล่าว
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มวัยรุ่นบ่อยครั้ง และเมื่อเกิดกรณีนี้ขึ้นมาซ้ำอีก ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาถึงพฤติกรรมนิยมความรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งมีไม่น้อยที่เรียกร้องให้มีการลงโทษสถานหนักกับผู้ก่อเหตุ แต่ในกลุ่มของผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับเด็กและเยาวชนที่มีปัญหายืนยันว่าควรที่จะมีการบำบัดสภาพจิตใจเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดน่าจะเหมาะสมกว่า
“ทิชา ณ นคร” ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก ผู้คลุกคลี่อยู่กับเด็กเยาวชน มองว่า เด็กและเยาวชนที่ก่อเหตุรุนแรง อาจจะไม่รับรู้ถึงบทลงโทษที่จะได้รับหากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้รับจะส่งผลกระทบต่อตัวเด็กและเยาวชนเอง เหมือนกับมีตราบาปติดตัวไปตลอด เพราะเมื่อทำผิดกฎหมายจะมีการขึ้นทะเบียนประวัติอาชญากร ทำให้ทางเลือกในชีวิตมีไม่มากนัก ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการเลี้ยงดูของครอบครัว ซึ่งการลงโทษนั้นเป็นดุลพินิจของศาลในการตัดสินว่าจะได้รับบทลงโทษรุนแรงมากน้อยแค่ไหน
“กรณีนี้ผู้ก่อเหตุทราบว่าเป็นลูกของตำรวจ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายเสมอไป แต่อาจจะถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรุนแรง เพราะอาจถูกคาดหวังว่าจะไม่เกเร เขาอาจจะถูกเลี้ยงดูมาด้วยการใช้ความรุนแรง หรืออาจถูกเลี้ยงมาแบบตามใจ ซึ่งต้องได้รับการกล่อมเกลาเสียใหม่ ส่วนหนึ่งควรจะมาจากความรับผิดชอบของพ่อแม่ ซึ่งต้องให้ความใกล้ชิดกับลูกมากขึ้น” ทิชา กล่าว
สอดคล้องกับ “สุภัชชา สุทธิพล” รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ยืนยันว่า ความรุนแรงในเด็กและเยาวชนเพิ่มขึ้นทุกปี มีทั้งเด็กกระทำกับเด็ก เด็กกระทำกับเพื่อน เด็กกระทำกับผู้ปกครอง ผู้ใหญ่ ซึ่งครอบครัวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้
"ครอบครัวอบรมเลี้ยงดูมาอย่างไร ลูกตำรวจอาจจะถูกอบรมมาว่าเป็นลูกตำรวจไม่ต้องกลัวใครหรือไม่ หากเด็กได้รับการสอดแทรกเนื้อหาเช่นนี้บ่อยขึ้นอาจจะมีพฤติกรรมก้าวร้าวก็เป็นได้ ขึ้นอยู่ที่การปลูกฝังความคิดจริยธรรมให้แก่บุตร หรือจะต้องเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็น ซึ่งเด็กจะมองต้นแบบการใช้ชีวิตมาจากผู้ปกครองเป็นหลัก ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กสาเหตุมาจากการหย่าร้าง ปัญหาพ่อแม่ดื่มสุรา คนเมายาเสพติดให้ลูกเห็น ลูกจึงกระทำตามแบบอย่าง
ส่วนการดำเนินคดีกับเด็กและเยาวชน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าความรุนแรงที่เด็กกระทำเป็นคดีประเภทไหน เข้าข่ายคดีอาญาหรือไม่ ก็จะต้องได้รับบทลงโทษตามการพิจารณา เด็กบางคนอาจจะถูกส่งเข้าสถานพินิจฯ บางคนทำผิดได้รับโทษทางคดีอาญา หากถูกจำคุกหรือถูกคุมขังก็อาจจะไม่ได้อยู่ในสถานที่คุมขังเหมือนผู้ใหญ่ จะถูกส่งเข้าไปอยู่ในสถานพินิจคุ้มครองเด็ก ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อปรับทัศนคติและพฤติกรรม” สุภัชชา กล่าว
เช่นเดียวกับ “จะเด็ด เชาว์วิไล” ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่ยืนยันว่า กรณีเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงแก่ผู้อื่นจนมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต นอกจากการดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ควรต้องเข้าบำบัดสภาพจิตใจ เพราะอาจมีปมที่เกิดจากปัญหาภายในครอบครัว โดยอาจไม่มีใครรับฟังปัญหาหรือไม่สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ปกครองได้ จึงแสดงออกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว



