ข่าว

มาร์คห่วงปัญหาภายในกระทบแผนทำงาน

มาร์คห่วงปัญหาภายในกระทบแผนทำงาน

02 ส.ค. 2552

"อภิสิทธิ์" ยอมรับปัญหาทั้งภายใน-ภายนอกที่รุมเร้า ส่งผลกระทบแผนงานที่วางไว้ เชื่อครึ่งปีหลังเริ่มมีสัญญาณเศรษฐกิจดีขึ้น เตรียมจัดระบบสวัสดิการชุมชนส่งเสริมการออม ปรับปรุงเว็บไซต์เพิ่มช่องขายโอท็อป

วันนี้ (2 ส.ค.)  เวลา 09.00 น.  ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย   นายอภิสิทธิ์   เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่  29 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย  และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย  ดังนี้   

ช่วงที่ 1

รัฐบาลพร้อมส่งเสริมโอกาสและสถานภาพของสตรี 

สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ  สัปดาห์นี้เป็นรายการที่บันทึกไว้นะครับ  ในวันที่ 1 สิงหาคมครับ  ผมก็ใส่เสื้อของวันสตรีไทย  ซึ่งเป็นวันที่ 1 สิงหาคมของทุกปี  และสัญลักษณ์ที่อยู่บนหน้าอกเสื้อนี้ก็เป็นดอกคัทลียาควีนสิริกิติ์  นะครับ ซึ่งได้รับพระราชทานให้เป็นสัญลักษณ์ของวันสตรีไทย  ก็เมื่อวานนี้ในวันสตรีไทยวันที่ 1 สิงหาคม  ผมก็ได้มีโอกาสไปพบกับทางสภาสตรีฯ และองค์กรที่ทำงานทางด้านสตรีทั้งหมด  ก็ได้มีโอกาสพูดคุยถึงเรื่องของการที่จะส่งเสริมในเรื่องของโอกาสและสถานภาพของสตรี  และสิ่งที่ผมได้เน้นย้ำคือว่าที่ต้องช่วยกันแก้ปัญหาขณะนี้  หนีไม่พ้นข้อเท็จจริงครับว่า บทบาทของสตรีนั้นผูกพันใกล้ชิดกับเรื่องของสถาบันครอบครัว  โดยเฉพาะโอกาสในการทำงาน  ก็จะขึ้นอยู่กับการที่มีภาระในเรื่องของครอบครัวด้วย  ภาระในเรื่องของหน้าที่การงานด้วยในยุคสมัยใหม่  ซึ่งผมก็ได้เน้นย้ำครับว่าการมีสถาบันครอบครัวที่อบอุ่นนั้น 

ความจริงก็ต้องถือว่าเป็นหน้าที่ของทั้งหญิงและชาย  ทั้งคุณพ่อคุณแม่  แต่ว่าแน่นอนที่สุดนะครับ  บทบาทของความเป็นแม่มีความสำคัญมาก  แล้วเราก็ต้องการที่จะให้หญิงไทยในยุคปัจจุบันสามารถที่จะมีความก้าวหน้าในอาชีพการงานต่าง ๆ ได้  พร้อม ๆ กับการที่ยังสามารถทำหน้าที่แม่ได้เป็นอย่างดี  ซึ่งตรงนี้ทางรัฐบาลเองก็มีแนวทางในการที่จะช่วยส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความจำเป็น  เช่น 

เรื่องของศูนย์เด็กเล็กนะครับ  จะเป็นในสถานประกอบการก็ดี  หรือว่าในชุมชนก็ดี  รวมไปถึงการเดินหน้าในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติ  หรือปัญหาอีกปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน  ก็คือความรุนแรงในครอบครัวนะครับ  โดยขณะนี้เราก็มีกฎหมายที่เป็นเครื่องไม้เครื่องมือดีอยู่พอสมควรนะครับ  แต่การที่จะต้องมีหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ  เป็นงานที่จะต้องทำร่วมกันต่อไป  และผมก็ได้ฝากเอาไว้ครับว่า  ในแง่ของการส่งเสริมสถานภาพของสตรีนั้น  สำคัญที่สุดในขณะนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของการที่จะต้องไปแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย กฎระเบียบอะไร  แต่เป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมทัศนคติที่ถูกต้อง  โดยเฉพาะผู้ชายเองก็ต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องต่อสตรี  ในแง่ของบทบาทและสถานภาพในสังคม  และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับวันสตรีไทยจะมีตลอดทั้งสัปดาห์  คือสัปดาห์ถัดไปด้วย  

วันนี้คงจะขอใช้เวลาในช่วงต้นคุยในเรื่องของงานของรัฐบาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของภาวะเศรษฐกิจนะครับ  แต่ว่าในช่วงที่ 2 นั้นจะมีพิธีกรรับเชิญมาคุยส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของงานสวัสดิการชุมชน  ซึ่งผมได้เคยเกริ่นเอาไว้ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว  และเหตุผลที่วันนี้ต้องบันทึกรายการเป็นเทปก็เพราะว่า  ในวันอาทิตย์คือวันนี้ที่ออกอากาศอยู่  ผมเดินทางไปที่จังหวัดสงขลานะครับ  เพื่อไปดูงานของกลุ่มสวัสดิการชุมชน ซึ่งมีความเข้มแข็งอยู่พอสมควร  แต่เดี๋ยวในช่วงหลังจากที่พักกัน  จะมาคุยในเรื่องนี้  

การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณที่ดี

ช่วงต้นนี้ผมขอคุยถึงเรื่องของงานของรัฐบาลในหลาย ๆ เรื่อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือเรื่องของเศรษฐกิจ  ประการแรกคืออยากจะพูดถึงว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีการประมวลข้อมูลหลายอย่าง  ซึ่งก็ทำให้เราเริ่มเห็นสัญญาณที่ดี  ที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ  เริ่มต้นจากการที่มีการไปสำรวจความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงอุตสาหกรรมและแวดวงนักลงทุนก่อน  มีงานสำรวจอยู่ 3 ชิ้นนะครับที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี  งานแรกก็คือเป็นเรื่องของหอการค้าญี่ปุ่นครับ  เขาก็ไปสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของผู้ประกอบการสัญชาติญี่ปุ่นในประเทศไทย  ญี่ปุ่นนั้นเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครับ  สิ่งที่ปรากฏออกมาชัดเจนจากการสำรวจก็คือว่า  ความเชื่อมั่นเกี่ยวกับการประกอบการในครึ่งปีหลังของปี 2552 นี้  เทียบกับครึ่งแรกของปีนี้  ผู้สำรวจส่วนใหญ่นะครับ  มีความเชื่อมั่นว่าจะดีขึ้นเกือบในทุกภาคอุตสาหกรรม  เพราะฉะนั้น อันนี้ก็เป็นสัญญาณที่น่าจะสอดคล้องกับการประมาณการ  และการประเมินตัวเลขทางเศรษฐกิจของรัฐบาล   ที่เชื่อว่าในแต่ละไตรมาสหรือทุก 3 เดือนที่ผ่านไปนี้ครับ  แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังหดตัวอยู่ในช่วงประมาณ 9 เดือนแรกของปีนี้  แต่ว่าจะดีขึ้นโดยลำดับ  และก็ยังจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ใน 3 เดือนสุดท้ายนะครับ  

ดัชนีความเชื่อมั่นเดือนมิถุนายนเริ่มดีขึ้น

ในส่วนที่ 2 ครับ  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเองก็ได้มีการจัดทำผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม  ก็พบเช่นเดียวกันครับว่าตัวเลขในแง่ของความเชื่อมั่นในเรื่องของผู้ประกอบการที่มีต่ออุตสาหกรรม  ดัชนีความเชื่อมั่นก็ดีขึ้นมาในเดือนมิถุนายน  จริงอยู่ครับระดับความเชื่อมั่นอาจจะยังต่ำอยู่  แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่าระดับความเชื่อมั่นนี้ก็สูงสุดในรอบ 17 เดือนนะครับ  เหตุผลที่มีความเชื่อมั่นมากขึ้นนี้ก็เพราะว่าในเรื่องของปริมาณคำสั่งซื้อและยอดขาย  ซึ่งขณะนี้ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นโดยลำดับนะครับ  เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ยืนยันครับว่า  ในหมู่ผู้ประกอบการเองก็มีความเชื่อว่าเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนั้นเริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น  

สุดท้ายนะครับที่เป็นการสำรวจก็เป็นในส่วนของสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย  ที่เรียกว่า CEO Forum อันนี้ก็มีการไปสำรวจในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ จะเป็นชิ้นส่วนรถยนต์  จะเป็นอสังหาริมทรัพย์ อาหารแช่แข็ง  และผู้บริหารระดับสูงในส่วนอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันครับว่า  มองไปข้างหน้าส่วนใหญ่เห็นว่า  เห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแล้ว  และคาดว่าจะเริ่มมีการลงทุนเพิ่มขึ้น  มีการได้ประโยชน์จากการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  ซึ่งก็จะเริ่มต้นจากนี้ไปนะครับ

สถานการณ์การว่างงานเริ่มบรรเทา

นอกจากการสำรวจความคิดเห็นต่าง ๆ แล้วก็มีตัวเลขหลายตัวอีกนะครับที่เกี่ยวข้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ผมคิดว่าเป็นตัวบ่งบอกว่าสถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้นโดยลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นกรณีของดัชนีตลาดหลักทรัพย์  ซึ่งก็ยังอยู่ระดับที่สูงนะครับและเพิ่มขึ้นมาโดยลำดับ  ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของดัชนีการว่างงานครับ ที่ดูว่าปัญหาการว่างงานซึ่งกังวลกันมากเมื่อช่วงต้นปีว่าจะรุนแรงมาก  และก็ดูรุนแรงอยู่ในช่วง 2 – 3 เดือนแรก  ระยะหลังนั้นตัวเลขจากการสำรวจเรื่องของการว่างงานนั้น  สถานการณ์ก็เริ่มบรรเทาลงมาเช่นเดียวกันนะครับ  

และตัวเลขสุดท้ายที่อยากจะเรียนคือว่าในการประชุม ครม.เศรษฐกิจในวันพุธที่ผ่านมา  กระทรวงการคลังก็ได้รายงานครับว่า  การจัดเก็บรายได้ขณะนี้จากเดิมซึ่งคาดการณ์ไว้เมื่อก่อนหน้านี้  ว่าจะเก็บได้ต่ำกว่าเป้าเกือบ 300,000 ล้านนี้  บัดนี้คิดว่าจะต่ำกว่าเป้าเพียงประมาณ 200,000 ล้านนะครับ  ก็คือว่าจากในช่วงประมาณเดือน – 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้มีความวิตกกังวลกันค่อนข้างมากเกี่ยวกับการจัดเก็บรายได้  บัดนี้จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่ดีขึ้น  อากรขาเข้าที่ดีขึ้น  แล้วก็ภาษีตัวอื่น ๆ ด้วย  ก็บ่งบอกว่าสถานการณ์นั้นอาจจะไม่เลวร้ายเหมือนอย่างที่หลายฝ่ายกังวลกัน  เพราะฉะนั้นนี่คือภาพรวมที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นการยืนยันนะครับว่า  ขณะนี้เราเริ่มมองเห็นสัญญาณที่ดีในทางเศรษฐกิจ  แต่อย่างไรก็ตามนะครับ  รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ  และเดินหน้าในการที่จะให้เกิดความมั่นใจว่าการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจนั้นเดินไปได้ตามแผนนะครับ

ออกระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส

วันอังคาร (28 ก.ค.) คณะรัฐมนตรีก็ได้มีการจัดระเบียบต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง สามารถที่จะดำเนินการในการที่จะให้เงินลงไปถึงมือประชาชนได้เร็วขึ้น  เพราะฉะนั้นมีการลดเวลาที่ทำให้การจัดซื้อจัดจ้าง  และการที่เงินในโครงการต่าง ๆ จะลงไปสามารถทำได้เร็วขึ้นประมาณ 1 เดือน  โดยไม่ให้กระทบกับความโปร่งใสครับ คือขั้นตอนการตรวจสอบการอุทธรณ์อะไรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อจัดจ้างยังมีอยู่ครบถ้วน แต่ร่นเวลาเข้ามาเพื่อประโยชน์ให้การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลซึ่งเป็นมาตรการสำคัญ  สามารถลงไปสู่ภาคเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

พร้อม ๆ กันไปเราก็ทราบดีครับว่าปัญหาของอุตสาหกรรม  ปัญหาของธุรกิจต่าง ๆ ก็สมควรจะได้รับการแก้ไขไป  เพราะฉะนั้นการแก้ไขในทุกภาคส่วนก็เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง  ภาคธุรกิจอย่างเช่น อัญมณี  ซึ่งก็ได้เรียกร้องในเรื่องของการยกเว้นภาษีในส่วนที่เกี่ยวข้องกับวัตถุดิบ  ภาษีมูลค่าเพิ่มต่าง ๆ หลังจากได้ปรึกษาหารือต่าง ๆ กันแล้ว คณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว  ซึ่งอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเชื่อครับว่า  จะสามารถส่งเสริมให้ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในเรื่องของอุตสาหกรรมนี้ได้  อย่างนี้เป็นต้น 

รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร 

ในส่วนของภาคการเกษตรนะครับ  การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาง  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลำไย  ก็ได้มีการอนุมัติงบประมาณไป  อนุมัติสินเชื่อไป  และเท่าที่ตรวจสอบดูขณะนี้  แนวโน้มราคาก็เริ่มกระเตื้องขึ้นมา  อย่างนี้เป็นต้นนะครับ  แล้วก็ในส่วนของการเดินหน้าต่อไปในอนาคต  ระบบการประกันราคาข้าว  คณะกรรมการข้าวก็ได้มีการประชุมกันแล้วนะครับ  ราคาประกันสำหรับข้าวขาวก็จะอยู่ที่ 10,000 บาท  และในขั้นตอนจากนี้ไปก็จะเริ่มเป็นการไปจดทะเบียนเกษตรกร  ว่าเกษตรกรทั้งหลายอยู่ที่ไหน  ปลูกข้าวในข้าวนาปีปริมาณเท่าไร  และสำหรับรายละเอียดราคาของข้าวประเภทอื่น ๆ ก็ดี  ร่วมทั้งปริมาณก็จะมีการเร่งรัดให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว  แต่ว่าโครงการนี้อย่างที่เคยพูดมาหลายครั้งนะครับ จะเป็นครั้งแรกที่ทำให้เกษตรกรทุกคนได้ประโยชน์จากการแทรกแซงในเรื่องของราคาพืชผลทางการเกษตรของรัฐบาล  แล้วก็ได้ดำเนินการไปแล้วในส่วนของข้าวโพด  และมันสำปะหลังนะครับ  และต่อจากนี้ไปในเรื่องของข้าวก็จะดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันนะครับ  นี่คืองานสำคัญทางด้านเศรษฐกิจที่ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง

ปรับปรุงเว็บไซต์เพิ่มช่องทางการตลาดสินค้าโอท็อป

ผมก็เลยถือโอกาสเรียนเพิ่มเติมครับว่า  มาตรการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชุมชน  ก็ยังมีเรื่องที่มีความวิตกกังวลกันอยู่หลายเรื่อง  โครงการชุมชนพอเพียงนะครับผมก็เรียนว่าเมื่อมีการร้องเรียนมาว่ามีความไม่โปร่งใส  ก็ขอยืนยันว่ารัฐบาลจะเดินหน้าในการตรวจสอบให้โครงการต่าง ๆ นั้นอยู่บนเจตนารมณ์ของโครงการอย่างแท้จริง  และมีความโปร่งใส  ส่วนโครงการอื่น ๆ ที่ผมได้มีโอกาสร่วมประชุมแล้วก็ทำให้มีความคืบหน้ามากขึ้นนะครับ  ก็คือโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อป  ซึ่งหลายคนก็มีความวิตกกังวลกันว่าโครงการนี้เมื่อเริ่มต้นขึ้นมา  ซึ่งก็ทำให้เกิดอุตสาหกรรมหรือวิสาหกิจชุมชนขึ้นในหลายพื้นที่ทีเดียว ก็ไปได้ดี  แต่ว่าหลายแห่งยังประสบกับปัญหา  

สัปดาห์ที่ผ่านมามีการจัดสมัชชาโอท็อปหรือ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อมาทบทวนประมวลดู และดูว่ามีอะไรบ้างที่จะสามารถทำงานเดินต่อไปได้  เพื่อให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ  ก็ได้มีโอกาสพบกับผู้ประกอบการจากทุกภาค  มีการสรุปปัญหามา  งานที่จะต้องทำต่อไปนี้ครับคือการทำให้เป็นระบบมากขึ้นครับ  เริ่มตั้งแต่ว่าผลิตภัณฑ์ใดจะมาใช้ชื่อโอท็อปก็ควรจะต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน  ที่เป็นตัวบ่งบอกว่าสามารถจะมาอยู่ร่วมในโครงการนี้เพราะว่าเป็นเรื่องของเอกลักษณ์  ของชุมชนนั้น ๆ หรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ นะครับที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของโครงการนี้  ไปจนถึงเรื่องของการจัดให้ดาว จัดคุณภาพอะไรต่าง ๆ ก็ต้องเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน โปร่งใส  ที่สำคัญก็คือว่าการต่อยอดจากนี้ไปจะเป็นเรื่องของ 1. การคุ้มครองสิทธิทางปัญญา 2. คือการพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ผ่านโครงการที่จะให้ความรู้เพิ่มเติม  หรือที่เรียกว่า Knowledge base  ก็จะทำตรงนี้ต่อไป และที่สำคัญที่สุดครับคือเรื่องการตลาด ซึ่งรัฐบาลก็จะมีการปรับปรุงเว็บไซต์เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในเรื่องของการตลาดของสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ 

และที่เขาขอผมเป็นพิเศษคือว่าในรายการทุกอาทิตย์เป็นไปได้ไหมว่าเอาผลิตภัณฑ์ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือโอท็อปมาให้ท่านผู้ชม ผู้ฟังที่ติดตามรายการอยู่นี้  ได้มีโอกาสติดตามด้วยนะครับ  ก็เลยถือโอกาสครับวันนี้จะเห็นนะครับว่ามีผลิตภัณฑ์ของโอท็อปที่เอามาให้ดูกัน  จากกรุงเทพฯ ครับก็มีหุ่นกระบอกไทย  มีผ้าไหมจากสุรินทร์ มีขนมต่าง ๆ จากสระบุรี มีผลิตภัณฑ์สปาจากลำพูน  อันนี้ก็มีทั้งแฟ้มจากกลุ่มจักสานที่มาจากจังหวัดนครปฐม  ถ้าผมจำไม่ผิด ขอโทษครับจากสุราษฎร์ธานีนะครับ  อันนี้ครบทุกภาคเลยนะครับ  ทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง ภาคอีสาน  และทุกสัปดาห์นะครับผมจะเปิดโอกาสให้มีการนำเอาสินค้าโอท็อปหรือหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ มาแสดงอยู่ในรายการนี้นะครับ  ซึ่งก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งนะครับที่จะช่วยเผยแพร่ และเราจะอาศัยโอกาสของการประชุมระหว่างประเทศด้วยครับ  ก็เรียกร้องกันมากว่าในส่วนของอาเซียนที่ภูเก็ตที่จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคม  ก็จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการที่จะมาเผยแพร่ให้กับพี่น้องประชาชน  ซึ่งจะเป็นช่องทางในการที่จะเดินหน้าในโครงการนี้  

นอกจากนั้นครับมีการสอบถามมาด้วยครับว่า  โครงการของกองทุนหมู่บ้านซึ่งต้องยอมรับว่าระยะหลังก็มีข้อจำกัดมากขึ้น  เพราะว่าในหลายพื้นที่คือเงินทุนไม่พอบ้าง  กู้ไปแล้วยังมีปัญหาว่าเป็นการกู้ระยะเวลาสั้น ๆ 1 ปีบ้าง  ขณะนี้ผมได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประเมินเรื่องราวต่าง ๆ มาแล้วนะครับ  และจะมีการปรับและเพิ่มเติมเพื่อให้โครงการนี้เดินหน้าต่อให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้ด้วยนะครับ  เพราะฉะนั้น ในแง่ของเศรษฐกิจชุมชนก็เป็นเรื่องที่จะมีการเดินหน้าต่อไป  และจะไปสอดรับกับอีกหลายงานที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าทำในระดับชุมชน  รวมทั้งสวัสดิการชุมชน  ซึ่งจะได้คุยกันในช่วงหลังของรายการด้วย

การประกอบธุรกิจต้องมีธรรมาภิบาลเป็นภูมิคุ้มกัน

นอกเหนือจากงานทางด้านเศรษฐกิจนะครับ  อีกเรื่องสำคัญในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือได้มีการจัดงานที่เรียกว่าสมัชชาคุณธรรม  ตลาดนัดคุณธรรม อันนี้ก็เป็นงานนโยบายทางด้านสังคมที่มีความสำคัญ  ปัจจุบันเรามีหน่วยงานองค์กรที่เรียกว่าศูนย์คุณธรรม  ที่จะทำการเผยแพร่ในเรื่องของค่านิยมที่ดี  และในการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าธรรมาภิบาล คุณธรรม จริยธรรม  ในองค์กรต่าง ๆ ทุกภาคส่วนของสังคม  ปีนี้ก็มีการตั้งหัวข้อของการจัดประชุมสัมมนาไว้ว่า  “ฝ่าวิกฤตด้วยธุรกิจคุณธรรม”  อันนี้ก็เป็นส่วนสำคัญที่ชี้ให้เห็นครับว่า  ความยั่งยืนการทำงานของภาคธุรกิจ ภาคเอกชนนั้นจะต้องมีธรรมาภิบาลเข้าไปประกอบ  ไปกำกับอยู่ด้วย และเป็นสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้จากวิกฤตทุกครั้งครับว่า  ที่จริงแล้วถ้าหากว่าการประกอบธุรกิจนั้นสามารถที่จะมีธรรมาภิบาลได้ก็จะเป็นภูมิคุ้มกันอย่างดี  

ในสัปดาห์นี้ผมเองยังมีโอกาสได้พบกับกลุ่มเยาวชนครับ  ซึ่งน่าประทับใจมากก็คือกลุ่มเด็ก ๆ เยาวชนของเราซึ่งตอนหลังนี้ก็มักจะถูกมองว่าเป็นปัญหาของสังคม  กลับปรากฏว่ามีกลุ่มเยาวชนทั่วประเทศนะครับ  ที่ไปทำงานทางด้านคุณธรรม จริยธรรม ไปรวมกลุ่มกันออกค่ายบ้าง  เพื่อเผยแพร่ในเรื่องของหลักธรรมคำสอนก็มี  ไปรณรงค์ในเรื่องของการไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ รักนวลสงวนตัว  ไปทำงานในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรักสัตว์ อนุรักษ์สัตว์ก็มี รวมไปจนถึงการที่ใช้เวลาว่างในการที่จะไปเยี่ยมเยียนดูแลผู้สูงอายุในชุมชน  ซึ่งอาจจะไม่มีลูกหลานดูแลอยู่  อย่างนี้เป็นต้น  ผมก็เปิดโอกาสให้มาพบที่ทำเนียบฯ และให้กำลังใจ  และก็คิดว่าจะมีการขยายผลงานเหล่านี้ไปได้อีกนะครับ  ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการที่มาแสดงในตลาดนัดคุณธรรมเช่นเดียวกัน    

เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะเรียนนะครับว่า  งานทางด้านเศรษฐกิจ สังคม รัฐบาลเดินหน้าอย่างต่อเนื่องนะครับ  และผมเองนั้นทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่  เพื่อที่จะให้ภาวะต่าง ๆ กลับคืนสู่ความเป็นปกติ  ในแง่ของเศรษฐกิจก็คือกลับมาขยายตัวเป็นบวก  แล้วก็เร่งแก้ไขปัญหาทางด้านสังคม  ซึ่งยืดเยื้อเรื้อรังมา  รวมไปถึงปัญหาที่เป็นข้อกังวลใจของประชาชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง นะครับ  เรื่องยาเสพติด เรื่องเกม เรื่องอะไรต่าง ๆ นั้น ก็จะมีการเดินหน้า  ทั้งรณรงค์และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดมากขึ้น  และหาเครื่องไม้เครื่องมือใหม่ ๆ เข้ามาจัดการกับปัญหานี้อย่างต่อเนื่องต่อไปนะครับ  เดี๋ยวพักกันสักครู่นะครับ  วันนี้มีพิธีกรพิเศษมาพูดคุยในเรื่องของสวัสดิการชุมชนด้วย  ตลอดจนอาจจะได้พูดคุยกันถึงในเรื่องของประเด็นปัญหาซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมค่อนข้างมาก  จะเป็นเรื่องของปัญหาเกี่ยวข้องกับการทำงานของตำรวจในคดีความต่าง ๆ รวมไปจนถึงเรื่องของการถวายฎีกาด้วยครับ

ช่วงที่ 2

ผู้ดำเนินรายการ  (นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง)  สวัสดีครับ  ต้องขอบพระคุณนะครับที่ให้เกียรติผมมาถามท่านนายกฯ วันนี้  มาแอบฟังท่านนายกฯ พูดอยู่คนเดียวสัก 20 กว่านาที  ทำให้ผมนั่งคิดว่าทำไมไม่ให้ผู้นำฝ่ายค้านมีโอกาสได้พูดบ้าง   เพราะตอนเป็นฝ่ายค้านก็เห็นเรียกร้องว่าควรจะมีเวลาเท่า ๆ กัน 

นายกรัฐมนตรี  ที่จริงผมทำหนังสือขอในฐานะผู้นำฝ่ายค้านตอนนั้นรู้สึกจะขอครึ่งหนึ่ง  ไม่ได้ขอเท่ากัน เพราะทราบดีว่าฝ่ายบริหารอาจจะมีเรื่องที่ต้องรายงานให้พี่น้องประชาชนทราบมากกว่า  ผมได้บอกไปแล้วว่าถ้ามีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร  คือผมอยากให้เป็นระบบว่าหัวหน้ารัฐบาล  และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญ  เป็นตำแหน่งที่โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง  มีสถานะตามรัฐธรรมนูญ  ก็ยินดีที่จะให้เวลาของสื่อของรัฐ  แต่บังเอิญก็อยู่ในภาวะไม่ค่อยปกติเท่าไหร่  เพราะว่าทางพรรคฝ่ายค้านเขาตัดสินใจเองว่าขณะนี้เขาไม่ประสงค์ที่จะมีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ผู้ดำเนินรายการ  ตกลงท่านนายกฯ ยังยืนยัน 

นายกรัฐมนตรี  ผมยืนยันครับ  เพราะว่าผมเคยพูดไว้ว่าถ้ามีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็ควรที่จะได้มีโอกาสสื่อสารกับพี่น้องประชาชน  

ผู้ดำเนินรายการ   ท่านนายกฯ บอกว่า 7 เดือนผ่านมาแล้ว  ยังไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน  ทำให้ผมนั่งคิดดูอยู่เหมือนกันว่าท่านนายกฯ เข้ามากับรัฐบาลนี้เข้ามาได้ 7 เดือน  ก็ประสบวิกฤตต่าง ๆ เยอะแยะเลย  ตั้งแต่วิกฤตแรก การเมืองนั้นผู้คนแตกแยกชัดเจนมาก ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์  เศรษฐกิจโลกมีปัญหา  เราถูกสะเก็ดระเบิดไปด้วย  ขณะเดียวกันปัญหาทางสังคม  เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ก็มากมาย  ท่านนายกฯ  คิดว่ารัฐบาลนี้โชคดีหรือโชคร้าย

นายกรัฐมนตรี   ผมไม่เคยคิดมองในมุมว่าเป็นโชค  ผมถือว่าปัญหาเรื่องวิกฤตต่าง ๆ  เป็นเรื่องซึ่งเกิดขึ้นได้ และผมมองในมุมว่าเราต้องทำอะไรมากกว่า

ผู้ดำเนินรายการ  แต่มันเกิดขึ้นซ้อนๆ กัน 3 อย่างพร้อม ๆ กัน และเกิดขึ้นในขณะที่ก่อนเข้ามา

นายกรัฐมนตรี   ผมคิดว่าอย่าว่าแต่รัฐบาลเลยนะครับ  คนไทยทุกคนถ้าเลือกได้  ก็คงไม่อยากจะต้องให้บ้านเมืองอยู่ในสภาพที่ต้องเผชิญกับวิกฤตเหล่านี้  แต่บางเรื่องเราช่วยไม่ได้  เช่น  เรื่องเศรษฐกิจ  ถ้าจะช่วยได้ต้องบอกว่าเราอาจจะต้องติดต่อค้าขายกับโลกน้อยลง  ซึ่งผมคิดว่าคงไม่ใช่ความปรารถนาของคนส่วนใหญ่  เพราะจริงๆ เศรษฐกิจที่เติบโตขยายตัว คนมีรายได้มีโอกาสกันมามาก  ก็มาจากการค้าระหว่างประเทศเยอะ  เมื่อตอนดี ๆ เรารับ  ตอนที่มันไม่ดี  เราก็คงต้องยอมรับผลกระทบกันบ้าง  รัฐบาลก็เร่งแก้ไขไป  แต่ว่าเรื่องของไข้หวัดใหญ่ก็เหมือนกัน  ก็เป็นเรื่องซึ่งเวลานี้อยากจะบอกว่าทั่วโลกก็กังวลกันมาก  รัฐบาลไทยเอง  ผมยังยืนยันนะครับว่าเราติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด  ตอนนี้จุดหลักจะอยู่ที่เรื่องระบบการกระจายยา  และติดตามว่าเชื้อตัวนี้ไปมีผลกระทบ มีการเปลี่ยนแปลงอะไรหรือไม่  สำหรับที่จะต้องป้องกันไว้  เผื่อมันมีระลอก 2 ระลอก 3  เท่าที่ผมตามขณะนี้  สถานการณ์ในกรุงเทพฯ  น่าจะเริ่มเบาลง  ยังไม่ชัดเจนขนาดนั้น  แต่อย่างน้อยไม่ใช่ขาขึ้น  แต่ในหลายพื้นที่ในต่างจังหวัดจะเริ่มออกไป  เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากเรื่องยาแล้ว  ระบบ อสม. ต้องช่วยดูในส่วนของภาคชนบท  ส่วนภาคในเมือง ถ้าระบบการกระจายยาเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็คงจะลดความเสียหายได้  

ผมเรียนอย่างนี้นิดหนึ่งนะครับ  ผมไม่ค่อยสบายใจ  มีคนชอบไปพูดว่าเรามีปัญหามากที่สุดในโลกอะไรต่าง ๆ เหล่านี้  ที่จริงไม่ใช่ล่ะครับ  จริงๆ อันหนึ่งก็ลำบาก  เพราะว่าระบบการเปรียบเทียบตัวเลข องค์การอนามัยโลก (WHO) เขาเลิกให้รายงานไปแล้ว  เพราะว่าหลายประเทศขณะนี้เขาถือว่าเหมือนกับโรคปกติธรรมดา  และตัวเลขจะไปขึ้นอยู่กับระบบการรายงาน  บางประเทศก็รายงานถี่  รายงานบ่อย  ตัวเลขก็จะขึ้นอยู่ตลอดเวลา บางประเทศผมสังเกตดูว่าถึงจุดหนึ่ง  มีตัวเลขก็หยุดนิ่งอยู่เฉย ๆ  ซึ่งคงไม่ใช่ว่าปัญหาไม่มี  แต่ว่าตอนนี้การติดเชื้อและการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นมาก  ที่ผมเห็นชัดคือชิลี บราซิล ออสเตรเลีย แคนาดา และอังกฤษเอง  ถึงขั้นบอกว่าบางวันอาจจะต้องเสียชีวิตกันเป็นร้อยคน  ซึ่งผมหวังว่าจะไม่เป็นอย่างนั้น  และยังไม่อยากจะเชื่อเท่าไหร่

ผู้ดำเนินรายการ  เรื่องไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่  ถ้าเราให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการลุกขึ้นมา ชุมชนลุกขึ้นมาดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น  และอาจจะมี อสม. ของชุมชนก็ดี หรือสถาบันการศึกษาลุกขึ้นมามากขึ้นจะดีไหมครับ

นายกรัฐมนตรี  ดีครับ  จริง ๆ แล้วเราส่งเสริมทุกองค์กร  และความรับผิดชอบขององค์กรจะเป็นโรงเรียน สถานประกอบการ ถ้าจัดรณรงค์ในเรื่องของการล้างมือ  และถ้าไปในที่เสี่ยง  ก็ใส่หน้ากากอนามัย ทำความสะอาด กินร้อน ช้อนกลาง  ล้างมือ  ก็เป็นเรื่องที่เราอยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำอยู่แล้ว 

ผู้ดำเนินรายการ ที่เราชอบกินส้มตำจานเดียวกัน  คนละช้อน คนละอัน และนั่งกินกันไปกินกันมา

นายกรัฐมนตรี  คืออยากจะส่งเสริมนะครับ  เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะไข้หวัดใหญ่  ต่อไปถ้าเราฝึกฝนให้เป็นนิสัย  เรื่องกินร้อน ช้อนกลาง  ล้างมือ และที่สำคัญคือว่าเวลาตัวเองเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม  คือไม่ใช่ว่าป่วยแล้วก็ยังไปโรงเรียน ป่วยแล้วก็ยังไปทำงาน  อันนี้เป็นตัวปัญหา

ผู้ดำเนินรายการ   แต่วิกฤตที่ผมพูดอย่างน้อย 3 อย่าง  ถ้าไม่ดี  จะทำให้นายกรัฐมนตรีกับรัฐบาลนี้ทำงานได้คือรุกไปข้างหน้า  แต่เพราะมีเลยทำให้พะว้าพะวังที่จะมาแก้ไขปัญหาภายใน

นายกรัฐมนตรี  คือจริง ๆ วิกฤตที่ยังไม่ได้พูดเรื่องความขัดแย้ง  อันนั้นพูดตรง ๆ เลยเป็นเรื่องของเราจริง ๆ ไข้หวัดก็ดี  เศรษฐกิจก็ดี  เราพูดได้เลยว่าเริ่มต้นมันมาจากข้างนอก  และกระจายไป  แต่เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องของเรา  และสิ่งที่ผมพยายามทำในช่วงครึ่งปีกว่า ๆ ก็พยายามทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด  พยายามให้เกิดการกระทบกระทั่งน้อยที่สุด  พยายามขีดวงไม่ให้ความขัดแย้งลามไปในจุดที่ไม่ควรลามไป  ซึ่งอาจจะต้องคุยกันสักนิดหนึ่งเรื่องของปัญหาการถวายฎีกา  แต่อาจารย์ถามว่าเป็นอย่างนี้แล้วมันทำให้รัฐบาลทำงานยากแค่ไหน  ผมก็ต้องบอกนะครับว่าคือปัญหาจะต้องมีตลอดเวลา  แต่ผมก็ยอมรับนะครับว่าความขัดแย้งทางการเมือง หรืออย่างไข้หวัด  บางครั้งทำให้แผนงานของเรากระทบ  ผมเห็นชัดเจนเลยคุยกับผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ผมจะคุยอยู่เป็นประจำ  เขาบอกกำลังจะดีอยู่แล้วมันเกิดเรื่องนี้อีก  กำลังจะดีอยู่แล้วทำไมมันเกิดเรื่องนี้อีก  ผมก็อยากจะวิงวอนครับ  ที่ควบคุมไม่ได้ไม่เป็นไร อย่างที่ว่าเกิดปัญหาไข้หวัดมาจากข้างนอก  ไม่เป็นไร  แต่พวกเรากันเอง  ตอนนี้ผมเห็นว่าในชาวง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมามีคณะต่าง ๆ เดินทางมาประชุม แข่งขันกีฬา อะไรต่าง ๆ ความเชื่อมั่นเริ่มมี  ยิ่งประชุมอาเซียนเรียบร้อย  ผมไปจีนมาได้รับการสนองตอบจากจีนเป็นอย่างดีที่นักท่องเที่ยวเข้ามา  อย่าให้มีเหตุการณ์อะไรที่มาทำให้สะดุดอีก 

ผู้ดำเนินรายการ  เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วถามเลยนะครับว่าเรื่องถวายฎีกา อธิการบดี 26 สถาบันได้มีการประชุมกัน  แล้วมีมติออกมาว่าจะขอให้ทางราชเลขาธิการยับยั้งฎีกาที่บรรดากลุ่มเสื้อแดงจะขอเพื่ออภัยโทษให้คุณทักษิณ  ท่านนายกฯเห็นอย่างไรครับ

นายกรัฐมนตรี  คือโดยปกติเรื่องของการถวายฎีกาจะมีขั้นตอนในเรื่องนี้  และเข้าใจว่าผู้ที่เขามีความเชี่ยวชาญก็ได้พยายามอธิบายมาโดยตลอด  โดยหลักแล้วหากแม้ว่าทางสำนักราชเลขาธิการรับไว้  หมายถึงรับไว้ในทางธุรการ  ก็จะต้องมาถามความเห็นของรัฐบาล   และขณะนี้เราได้รวบรวมข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง  และตอนนี้ก็มีความเห็นของท่านอธิการบดี  ผมเองก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับ  ผมได้พูดกับประชาชนไปบ้าง  แต่ยังไม่ได้พูดละเอียดมากนัก  คือผมพูดมาตั้งแต่ต้นและย้ำตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตเมื่อเดือนเมษายนว่าการเมือง  ผมรู้ดีว่ายังมีความคิดเห็นที่ยังไม่ตรงกันอยู่  ขัดแย้งกันอยู่  แต่ว่าเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง  ไม่พึงที่จะให้ไปกระทบกับสถาบันซึ่งเป็นสถาบันที่หลอมรวมจิตใจของคนทั้งประเทศ   ทีนี้ที่เวลานี้พูดกันเรื่องล่าชื่อถวายฎีกา  ก็ไปทำความเข้าใจกัน  ผมว่ามันคลาดเคลื่อนมาก  ทำนองว่าช่วยกันเซ็นชื่อนะ  แล้วจะมีการขอให้พระราชทานอภัยโทษสำหรับอดีตนายกฯ  

ผมก็อยากจะบอกว่าเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษ  กฎหมายมีอยู่  ลักษณะก็หมายความว่าคือคดีตัดสินแล้ว  คน ๆ นั้นก็รับโทษ เดือดร้อน  พูดง่าย ๆ คือว่าพึ่งพระบารมีในแง่ของการให้พระองค์ท่านมีพระมหากรุณาธิคุณทรงเมตตาที่จะพระราชทานอภัยโทษให้  หลักของมัน  พูดง่าย ๆ ก็เหมือนกับว่าคนทำผิด  ผิดไปแล้ว  และจะต้องถูกลงโทษ  แล้วก็เดือดร้อน และก็ขอ เพราะฉะนั้น ปกติอาจารย์จะเห็นว่าคนขอคือใคร คือเจ้าตัว  คือครอบครัวที่เขาเดือดร้อน  แต่ขณะนี้ที่เป็นอยู่  เจ้าตัวครอบครัวไม่ขอ  อยู่ดี ๆ ไปบอกว่าให้คนอื่นที่ชอบตัวเอง รักตัวเอง หรืออะไรก็แล้วแต่  มาเข้าชื่อเยอะ ๆ แล้วขอ  ที่สำคัญคือว่าคำที่ขอ  ไม่ได้เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษ  เหมือนกับโต้แย้งศาล  คล้าย ๆ ว่าศาลตัดสินไม่ถูกหรือว่าอย่างนั้นอย่างนี้  ซึ่งอันนี้ไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์

ผู้ดำเนินรายการ  ถ้าเขาบอกว่าเขามีสิทธิ์  เพราะคนตั้ง 4 ล้านกว่าคนเข้าชื่อกันจำนวนมากเลย

นายกรัฐมนตรี   เรื่องของการตัดสิน ศาลก็ตัดสินในพระปรมาภิไธยเป็น 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย มีกระบวนการที่ทุกฝ่ายยอมรับ  คงไม่สามารถจะไปเกี่ยวกับว่ามีคนมาก หรือมีคนน้อยที่ชอบ  ไม่ชอบ  คนที่ถูกตัดสิน ทีนี้ผมถามอาจารย์ว่าถ้าเกิดจ