ข่าว

ถึงบ้านปลอดภัยไร้อุบัติเหตุบนท้องถนน

ถึงบ้านปลอดภัยไร้อุบัติเหตุบนท้องถนน

04 พ.ค. 2559

ถึงบ้านปลอดภัยไร้อุบัติเหตุบนท้องถนน : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง-วันวิสา โรจน์แสงรัตน์ ภาพ-อนันต์ จันทรสูตร์

             จากสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนพบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตด้วยกรณีนี้เป็นอันดับ 3 ของโลกเมื่อช่วงปี 2011-2013 และยิ่งเลวร้ายขึ้นอีกเพราะล่าสุดก้าวขึ้นสู่อันดับ 2 ซึ่งเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์เกิดจากปัญหาเมาแล้วขับ แม้ว่าจะมีการรณรงค์ในเรื่องนี้อย่างจริงจังด้วยงบประมาณค่อนข้างสูงในแต่ละปี โดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญที่มีวันหยุดยาวอย่างปีใหม่ และสงกรานต์ แต่ตัวเลขความเสียหายกลับสวนทาง คือนอกจากจะไม่มีแววลดลงแล้วยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย จากปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้เอง ก่อเกิดเป็นแรงบันดาลใจให้สาวรุ่นใหม่ “สิ” สิรโสมย์ บริสุทธิ์สุวรรณ์ ชักชวนเพื่อนๆ ร่วมลงขันทำธุรกิจใหม่เอาใจนักดื่มให้สามารถกลับถึงบ้านได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังช่วงลดปริมาณการเกิดเหตุไม่คาดคิดบนท้องถนน ในชื่อ “ยู ดริ๊งก์ ไอ ไดรฟ์”

             เจ้าของธุรกิจใหม่วัย 26 ปี บอกว่า ความคิดนี้เริ่มต้นขึ้นขณะที่เรียนปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์เพื่อธุรกิจ หลักสูตรภาษาอังกฤษ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจบอาจารย์ให้นักศึกษาทุกคนทำโปรเจกท์เรื่องอะไรก็ได้ที่สนใจ เลยมองไปที่ปัญหาสังคมเรื่องการเมาแล้วขับ ทุกปีเมืองไทยมีการรณรงค์เรื่องนี้เยอะมาก ที่เห็นบ่อยๆ ก็อย่างเมาไม่ขับกลับแท็กซี่ แต่ถึงอย่างนั้นตัวเลขการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ลดลงเลย

             “พอลงมือทำวิจัยก็ค้นพบว่า ที่จริงแล้วคนไม่ได้อยากเมาแล้วขับ แต่นิสัยคนไทยไม่ได้วางแผนล่วงหน้าว่าวันนี้จะไปไหนบ้าง บางทีขับรถไปทำงานแล้วไปเจอเพื่อนก็ตั้งใจจะดื่มแค่นิดหน่อยแต่ติดลม ดื่มเรื่อยๆ จนขับรถไม่ไหว แต่ทุกคนรักรถไม่มีใครอยากทิ้งรถไว้ จนท้ายที่สุดไม่มีทางเลือกก็ต้องฝืนขับรถกลับบ้าน อุบัติเหตุจึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ พอมองเห็นปัญหาตรงนั้นเลยมาคิดว่าถ้าเขาขับเองไม่ได้ เราสามารถส่งคนอื่นไปขับแทนเขาได้ไหม พอเริ่มเซอร์เวย์อย่างจริงจังพบว่ามีความต้องการประเภทนี้อยู่ในตลาด เลยคิดต่อไปว่าถ้าเราทำแบบนี้นักดื่มเขายินดีจะใช้บริการไหม และเขาอยากจะจ่ายที่ราคาเท่าไหร่” สาวสวยเล่าอย่างออกรส

             หลังจากปิ๊งไอเดียนี้ จึงนำไปปรึกษากับอาจารย์ผู้สอนว่ามีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร อาจารย์ให้ความเห็นว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจและมีความเป็นไปได้เพราะในหลายประเทศก็มีธุรกิจแบบนี้ ที่ได้รับความนิยมมากต้องยกให้ที่เกาหลีใต้ ในแต่ละคืนมีคนใช้มากกว่า 2 แสนคน คือเป็นนิสัยของคนที่นั่นเลยว่าถ้าออกไปดื่มแล้วขับรถไปด้วยขากลับต้องเรียกใช้บริการคนขับรถ แต่ที่เกาหลีใต้ยังไม่ทำแบบจริงจังมากนัก เป็นแค่การหารายได้เสริมด้วยการแจกใบปลิว หรือนามบัตรเล็กๆ ที่มีชื่อพร้อมเบอร์โทรศัพท์ตามหน้าสถานบันเทิงแล้วสแตนด์บายอยู่แถวนั้น ใครเมาจนขับไม่ไหวก็เรียกใช้บริการได้ ซึ่งตัวเองก็เคยทดลองใช้มาบ้างเมื่อตอนไปเที่ยวเกาหลีกับเพื่อน

             “ที่สิเคยไปเห็นที่เกาหลีไม่ได้ทำจริงจังมากนัก ใครที่ขับรถเป็นแล้วว่างอยากมีรายได้เสริมก็มาแจกชื่อ แจกเบอร์โทรศัพท์ ไม่ได้เป็นรูปแบบบริษัทที่มียูนิฟอร์ม ไม่มีประกัน ไม่มีการคัดเลือกคน หรือเทรนด์คนเลย แต่ก็มีคนใช้บริการกันเยอะมาก เหมือนเป็นเรื่องปกติของเขาเลยว่าถ้าออกไปเที่ยวแล้วดื่มต้องเรียกให้คนขับรถที่ไม่ได้ดื่มมาขับรถไปส่งให้ที่บ้าน ซึ่งมันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าช่วยลดปริมาณอุบัติเหตุลงได้จริงๆ” บอสสาว ยู ดริ๊งก์ ไอ ไดรฟ์ ย้อนเล่าถึงที่มาก่อนลงมือลุยธุรกิจ

             เมื่อมองเห็นช่องทางว่ามีความเป็นไปได้สูงหากจะเปิดเป็นธุรกิจ สาวมั่น “สิ” สิรโสมย์ เดินหน้าศึกษารูปแบบอย่างจริงจัง บวกกับนำประสบการณ์ของตัวเองและคนใกล้ตัวมาร่วมวิเคราะห์ด้วย ผลที่ได้คือ ถ้าไม่ใช่การเปิดบริการในรูปแบบบริษัท ไม่มีการคัดคน ไม่มีการเทรนด์คนอย่างดี คนต้องเกิดความกลัว และไม่กล้าใช้บริการอย่างแน่นอน

             “ตัวเราเองก็เป็นวัยรุ่นคนหนึ่งที่มีปาร์ตี้ มีงานสังสรรค์กับเพื่อนฝูงอยู่บ่อยๆ ส่วนใหญ่เวลานัดกันเพื่อนผู้หญิงก็มักจะขับรถไป เพราะผู้หญิงจะมีเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าอยู่บนรถหลายคู่ให้เลือกใช้ แต่พอขากลับหลังจากดื่มสังสรรค์ต้องโทรให้คนอื่นมารับ เพราะเราไม่อยากสร้างปัญหาให้สังคม ไม่อยากเป็นภาระสังคม แต่ก็ต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ของตัวเองและของคนอื่นได้ จึงหันมามองว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อไม่สร้างปัญหาให้แก่สังคม” สาวสังคมเผย

             ตีโจทย์ได้เช่นนั้น แต่เมื่อเรียนจบและถึงเวลาต้องทำงานจริงๆ กลับมีคำถามผุดขึ้นจากคนรอบข้างมากมายว่าหากลงทุนทำธุรกิจนี้อย่างจริงจัง จะสามารถไว้ใจคนขับรถของเราได้หรือไม่?? จะปลอดภัยไหม?? ซึ่งตรงนี้เป็นความท้าทายให้ว่าที่นักธุรกิจสาวต้องปิดช่องโหว่เหล่านั้นให้ได้ก่อนจะถึงเวลาเปิดเป็นธุรกิจในรูปแบบบริษัทอย่างจริงจัง

             “ตอนนั้นสิบอกเลยว่า ยังไม่มีคำตอบให้เขามั่นใจได้เลย เราแค่มีการติดต่อลีมูซีนเอ็กซ์เพรส มีการคัดคนและเทรนด์คนอย่างพิถีพิถันมาก มีกระบวนการตั้งแต่สมัครเข้ามามีข้อสอบ มีการสัมภาษณ์ เทรนนิ่งทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้คนที่อยากใช้บริการเกิดความมั่นใจมากพอ เลยมาคิดว่าตัวเราเองเป็นผู้หญิงต่อให้คนขับรถดูน่าไว้ใจใส่สูทผูกเนกไท มีกล้องมีจีพีเอสคอยตามดูเราก็ยังกลัวยังไม่กล้าเปิดใจเหมือนกัน แต่ถ้ามีคนขับรถผู้หญิงสำหรับลูกค้าผู้หญิงล่ะ ตรงจุดนี้เลยที่มันเหมือนปลดล็อกข้อข้องใจ” เจ้าของธุรกิจไขข้อข้องใจ

             เป็นธุรกิจเกี่ยวกับการขับขี่ปลอดภัย การคัดเลือกคนขับรถจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ตรงนีี้ผู้บริหารคนเก่งเน้นย้ำว่า ถึงคุณสมบัติในการคัดเลือกพนักงาน ว่าอย่างแรกที่ต้องมีคือ บุคลิกอบอุ่นและเซอร์วิสมายด์ คำถามที่จะถูกถามทุกครั้งตอนมาสมัคร คือ ถ้าลูกค้าอาเจียนคุณจะทำอย่างไร คนที่มีบุคลิกเซอร์วิสมายด์จะตอบเลยว่า ผมจะเช็ดให้ หาผ้าเย็น เลี้ยวเข้าปั๊ม ฯลฯ จากคำตอบจะรู้ทันทีว่าทัศนคติของเขาเป็นอย่างไร เหมาะสมกับงานหรือไม่ เรื่องที่สองคือเส้นทางต้องเป็นมืออาชีพจริงๆ ต้องสอบผ่านข้อสอบเส้นทางเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงต้องชำนาญเส้นทางมากๆ และต้องมีประสบการณ์ในการขับขี่อย่างน้อย 5 ปี ข้อสุดท้ายคือร่างกายต้องแข็งแรง งานนี้ต้องใช้สายตาเยอะ ต้องใช้สมรรถภาพร่างกายสูงมากในการดูแลผู้อื่น บริษัทจะไม่รับคนที่มีปัญหาด้านสายตา และที่สำคัญคือประวัติอาชญากรรมต้องไม่มีเลย เพราะธุรกิจของเราคือให้บริการลูกค้าที่กิน เที่ยว ดื่ม ซึ่งไม่อยู่ในสภาวะเต็มร้อย ฉะนั้นคนที่บริษัทส่งไปจะต้องไว้ใจได้

             ธุรกิจกำลังดำเนินไปได้ดี จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วมีพาร์ทเนอร์ด้านประกันภัย “ปรางค์” อภินรา ศรีกาญจนา บอสสาวแห่งเอเชียประกันภัย เข้ามาเสริมทัพพร้อมทั้งช่วยดูแลงาน โดยหุ้นส่วนสาวแนะนำวิธีการเรียกใช้บริการ ยู ดริ๊งก์ ไอ ไดรฟ์ ว่ามีวิธีการจอง 3 ช่องทางด้วยกัน ช่องทางแรกคือโทรจองเข้ามาจะมีคอลเซ็นเตอร์รับสาย อีกช่องทางคือจองผ่านไลน์ และวิธีสุดท้ายคือจองผ่านเว็บไซต์ ซึ่งตอนนี้ลูกค้ากว่า 30 เปอร์เซ็นต์ใช้วิธีจองผ่านแอพพลิเคชั่น เพราะช่วงเวลาพีคมากๆ คอลเซ็นเตอร์ที่มีมากถึง 200 สายไม่สามารถบริการทัน

             “เราให้บริการตั้งแต่ 3 ทุ่มถึงตีห้า ตอนนี้มีพนักงานทั้งพาร์ทไทม์และฟูลไทม์ทั้งหมด 70 คน เป็นผู้หญิงประมาณ 20 คน แต่ละคืนจะรับงานราว 2-5 งานขึ้นอยู่กับสภาพการจราจรด้วย ส่วนมากถ้าเป็นลูกค้าใหม่และเป็นลูกค้าผู้หญิง ครั้งแรกจะรีเควสคนขับผู้หญิงเพราะรู้สึกว่ายังไม่มั่นใจ แต่พอหลังจากนั้นส่วนใหญ่จะระบุคนไปเลย เมื่อโทรเข้ามาแล้วพนักงานจะเดินทางไปถึงลูกค้าภายใน 30 นาที ไปถึงรถจะให้น้ำ ผ้าเย็น ปรับเบาะ ปรับกระจก คาดเข็มขัดนิรภัย พร้อมคอนเฟิร์มชื่อลูกค้า และสถานที่ส่ง แล้วจึงขออนุญาตออกเดินทาง ซึ่งขณะขึ้นรถ-ลงรถ พนักงานจะเปิดประตูรถให้ทุกครั้ง” หุ้นส่วนสาวบอกถึงรูปแบบการให้บริการ

             การทำงานกับคนปกติปัญหาก็มักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ยิ่งธุรกิจนี้ต้องทำงานกับคนที่ไม่อยู่ในสภาวะที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ปัญหาต่างๆ จึงเกิดขึ้นให้ผู้บริหารสาวต้องตามแก้ไขกันเสมอ อาทิ บางครั้งโทรมาแล้วบอกสถานที่ผิด หรือบางครั้งตัวลูกค้ากับรถอยู่คนละที่กัน ซึ่งอาจมีปัญหาในการสื่อสาร แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีช่วยได้มาก เพราะตัวแอพพลิเคชั่นจะบันทึกได้ว่าบ้านลูกค้าคนนี้อยู่จุดนี้ ส่วนเรื่องการเก็บฐานข้อมูลลูกค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน พนักงานจะบันทึกไว้ว่าลูกค้าคนนี้ขับรถรุ่นนี้ เพราะหลายครั้งที่ลูกค้าหมดสติอยู่ในร้าน พนักงานไม่สามารถติดต่อได้ แต่จำรถได้จึงพยายามเดินหาจนเจอ ฯลฯ

             สำหรับพื้นที่ให้บริการคือ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ราคาเริ่มต้น 500 บาท ที่ระยะทาง 0-5 กิโลเมตรแรก และทุก 5 กิโลเมตรถัดมาจะเพิ่ม 50 บาท คือบางทีฟังว่าเริ่มต้น 500 ดูแพงแต่ความจริงค่าบริการเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 600-800 บาทเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมากลุ่มลูกค้าจะรู้สึกว่าคุ้มค่า ทั้งยังได้ความสบายใจและความปลอดภัยด้วย

             "มาถึงวันนี้ธุรกิจดำเนินมา 2 ปีครึ่ง มีฐานลูกค้าประมาณ 3 หมื่นคน เฉลี่ยอยู่ที่อายุ 35 ปี โดยลูกค้าร้อยละ 80 กลับมาใช้บริการซ้ำ  จากตัวเลขนี้ต้องเรียกว่าได้รับการตอบรับดีมาก แต่ก็เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เรามีแพลนที่จะขยายตัวมากกว่านี้ อย่างปีนี้จะไม่ได้บริการคนที่ออกไปดื่มเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าลูกค้าต้องการคนขับรถแค่บางวัน ไม่อยากจ้างรายเดือนให้เปลืองค่าใช้จ่าย เราก็จะเข้าไปเสริมตรงนี้ หรืออย่างลูกค้าอยากไปไหว้พระ 9 วัดกับเพื่อน แต่เป็นวันหยุดของคนขับรถ บวกกับที่บ้านมีรถตู้ของตัวเองที่นั่งสบายอยู่แล้ว เขาก็จะโทรมาหาเรา ซึ่งตรงนี้เรามองเห็นความต้องการและเห็นโอกาสในตลาด นั่นเพราะเรามีบุคลากรที่มีคุณภาพที่ลูกค้าไว้วางใจแล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะขยายตลาดไปได้ เพราะเรื่องของความไว้วางใจเราสามารถตอบโจทย์ได้" บอสสาวเผยทิศทางธุรกิจที่กำลังเติบโตไปช้าๆ แต่มั่นคง