
ต่างชาติสังเกตการณ์ประชามติ
ต่างชาติสังเกตการณ์ประชามติ : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น
การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ทันไร ก็เริ่มเกิดความกังขากับกฎกติกาที่ กกต.กำหนดว่า อะไรทำได้-ไม่ได้ โดยหลายคนแสดงความเป็นห่วงถึงความไม่ชัดเจน และเห็นว่าเป็นการปิดกั้นความอิสระในการทำประชามติ จะสร้างความขัดแย้งในสังคมตามมา รวมถึงการไม่ยอมรับผลการทำประชามติในที่สุด
พร้อมไปกับมีการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ “องค์กรต่างชาติ” เข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติในประเทศไทย โดยอ้างว่าเพื่อความโปร่งใสในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เคยมีนักข่าวไปถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหยั่งท่าที ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ผมไม่สนใจ อยากจะมาก็มา แต่ไม่เป็นทางการ ผมไม่ได้ห้ามไปเดินดูตามจุดที่ทำประชามติว่าสุจริตหรือไม่ ผมไปห้ามเข้าไม่ได้ ใครไปใครมา ประเทศไทยห้ามไม่ได้อยู่แล้ว”
ฟังดูแล้ว นายกฯ ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่นักกับการที่ “องค์กรต่างชาติ” จะเข้ามาสังเกตการณ์ในการทำประชามติในครั้งนี้ เห็นได้จากแม้ไม่ปฏิเสธตรงๆ ต่อขอเรียกร้องดังกล่าวแต่ก็ไม่ได้เชิญ “องค์กรต่างชาติ” เข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
ส่วน “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ว่าไม่เห็นด้วยต่อการที่ “องค์กรต่างชาติ” จะเข้ามาสังเกตการณ์ โดยบอกว่าสามารถทำได้แต่ไม่เหมาะสม และเกรงว่าอาจเป็นการเปิดช่องให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นได้
“การทำประชามติ เป็นเพียงการรับฟังความเห็นของประชาชน ไม่ใช่การชิงไหวชิงพริบทางการเมือง จึงยังไม่จำเป็นต้องให้หน่วยงานต่างประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งต่างจากการเลือกตั้งในปีหน้า ที่จะเป็นการใช้สิทธิของประชาชน เพื่อเลือกพรรคการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ จำเป็นจะต้องมีหน่วยงานต่างชาติร่วมสังเกตการณ์ เพื่อจะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกกลุ่มการเมือง”
แต่ที่จริงแล้ว เรื่อง “องค์กรต่างชาติ” เข้ามาสังเกตการณ์การลงประชามติในไทยนั้น ถึงแม้จะไม่มีการเคลื่อนไหวเรียกร้อง ก็เชื่อได้ว่า “องค์กรต่างชาติ” คงเข้ามาแน่ เพราะเห็นได้จากหลายประเทศที่ทุกครั้งหลังจากการปฏิวัติ รัฐประหาร และจะมีการเลือกตั้งขึ้น ซึ่งถือว่ากำลังเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยเต็มรูปแบบ “องค์กรต่างชาติ” ก็จะขอเข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ในอดีต ประเทศไทยหลังจากมีการทำรัฐประหารเมื่อปี 2549 และต่อมาในปี 2550 ประเทศไทยมีการทำประชามติและการเลือกตั้ง ช่วงนั้นก็มีองค์กรต่างชาติเข้ามาขอสังเกตการณ์เช่นกัน โดยที่ทางไทยเราไม่ได้ร้องขอและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ในขณะนั้น ก็ให้อิสระ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตัดสินใจที่จะให้ “องค์กรต่างชาติ” เข้ามา และสิ่งที่ได้รับกลับมา หลังจากที่ “องค์กรต่างชาติ” เข้ามาสังเกตการณ์ ก็คือ คำชมว่า จัดทำประชามติได้ดี
ดังนั้น ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะไปกีดกัน “องค์กรต่างชาติ” ในการเข้ามาสังเกตการณ์เกี่ยวกับการทำประชามติ หากมั่นใจว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้จะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ไม่จำเป็นต้องไปกลัวใคร
ในทางตรงกันข้ามถ้าเรากีดกันไม่ให้องค์กรต่างชาติเข้ามาสังเกตการณ์ อาจทำให้ถูกมองว่า การทำประชามติในครั้งนี้ ไม่โปร่งใสหรือมีการชี้นำครอบงำ จาก “ผู้มีอำนาจ” เพื่อให้ผลประชามติออกมาสมประโยชน์ในทางการเมือง
โดยเฉพาะบรรยากาศการเมืองอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ที่มีกลุ่มคนออกมาเคลื่อนไหวป่วนรายวัน เรียกร้องให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีีการเปิดกว้างในการแสดงความคิดเห็นและมีความอิสระมากขึ้นเกี่ยวกับการทำประชามติ ดังนั้น การให้ “องค์กรต่างชาติ” เข้ามาสังเกตการณ์เกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็น่าจะเป็นทางออกหนึ่งในการที่จะทำให้ผลการทำประชามติในครั้งนี้ เป็นที่ยอมรับมากขึ้น



