
การแพทย์ฉุกเฉินกู้ชีพอันดามัน
การแพทย์ฉุกเฉินกู้ชีพอันดามัน : ปฏิญญา เอี่ยมตาล ทีมข่าวอาชญากรรม
ปัจจุบันการเจ็บป่วยฉุกเฉินทางทะเลในแหล่งท่องเที่ยวภาคใต้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่พิเศษ แวดล้อมไปด้วยทะเลฝั่งอันดามันและเกาะที่อยู่ห่างไกล ยังไม่ได้รับความทั่วถึงเท่าเทียมเรื่องการช่วยเหลือ รักษาพยาบาลในระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อเหตุการณ์ ตั้งแต่การรับรู้ถึงสภาวะการเจ็บป่วยจนกระทั่งผ่านพ้นนาทีวิกฤติไปได้ ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต โดยเฉพาะปัญหา "การจมน้ำและอุบัติเหตุทางทะเล” ระหว่างการเล่นน้ำ การสัญจรเดินเรือและอันตรายจากการดำน้ำด้วยสกูบ้า เป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 2 ของการเสียชีวิตของคนไทย รองจากอุบัติเหตุบนท้องถนน
จากสถิติย้อนหลังในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากการจมน้ำและอุบัติเหตุทางน้ำมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีสถิติการเสียชีวิตสูงถึงปีละ 1,117 คน หรือเท่ากับวันละ 3.2 คน โดยเฉพาะในเพศชายมีอัตราการเสียชีวิตสูงกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า
นอกจากสาเหตุการจมน้ำเสียชีวิตแล้ว จากการติดตามตรวจสอบข้อมูลเฝ้าระวังการบาดเจ็บ (Injury surveillance) รอบ 10 ปีย้อนหลังพบว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากการจราจรทางเรือในทะเลให้บริการนักท่องเที่ยว มีแนวโน้มของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุจากเรือบรรทุกน้ำหนักมากเกินไป สภาพเรือไม่มั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย คนขับเรือขาดความชำนาญ และเดินทางในช่วงที่มีพายุคลื่นลมแรง เป็นต้น
ขณะเดียวกันพบว่า การไม่สวมเสื้อชูชีพ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสียชีวิตจากการจมน้ำ รวมถึงกรณีกระแสน้ำย้อนกลับ (Rip currents) หรือกระแสริป เป็นสาเหตุสำคัญของการจมน้ำบริเวณชายฝั่งทะเล เป็นลักษณะของน้ำที่หาทางออกสู่ทะเลไม่ได้ กลายเป็นคลื่นมวลน้ำขนาดใหญ่พัดเข้าฝั่งแล้วย้อนกลับสู่ทะเล ซึ่งกระแสน้ำย้อนกลับนี้ทำให้คนไทยเข้าใจผิดมาตลอดว่า เป็นกระแสน้ำที่ดึงคนลงไปใต้น้ำ แต่ความจริงไม่ใช่ โดยผู้ประสบเหตุส่วนใหญ่ มักพยายามว่ายต้านน้ำจนหมดแรง ไม่สามารถลอยตัวต่อไปได้ ทำให้จมน้ำเสียชีวิตเพราะความไม่รู้ ไม่เข้าใจธรรมชาติ โดยเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยมากตามชายหาดหลายพื้นที่ในไทย เช่น หาดแม่รำพึง จ.ระยอง หาดทรายขาว เกาะช้าง จ.ตราด และหาดกะรน, กะตะ จ.ภูเก็ต เป็นต้น
ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องรณรงค์สร้างองค์ความรู้ ฝึกทักษะประสบการณ์ระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน ที่บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงได้อย่างทัดเทียม ทั้งในภาวะปกติและเหตุสาธารณภัยด้วยการจัดการอย่างมีส่วนร่วมทั้งผู้ประสบเหตุและผู้ให้การช่วยเหลือ ต้องมีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ ทักษะและเทคนิควิธีการที่ถูกต้อง หากทำโดยปราศจากความรู้ อาจส่งผลกระทบถึงความไม่ปลอดภัยของผู้ประสบเหตุ นำไปสู่การเสียชีวิตได้ในที่สุดโดยเฉพาะกรณีการจมน้ำและอุบัติเหตุทางทะเล
สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เป็นหน่วยงานสำคัญ มีบทบาทหน้าที่พันธกิจในการพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีมาตรฐานทั่วถึง ทัดเทียม พัฒนาภาคีเครือข่ายให้มีความเข้มแข็งและบริหารกิจการที่ดีอย่างมีส่วนร่วม พัฒนาการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความพร้อมรับภาวะสาธารณภัยฉุกเฉินทางน้ำและทะเล กู้ชีพกู้ชีวิตช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ผู้ประสบภัยทางทะเลจากปัญหาต่างๆ ข้างต้น โดยร่วมมือกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล จัดอบรมเชิงปฏิบัติการบุคลากรการแพทย์ฉุกเฉิน การกู้ชีพและช่วยชีวิตทางทะเล หลักสูตรการกู้ชีพและช่วยชีวิตทางน้ำทางทะเล (Maritime and Aquatic Life Saving) พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ฉุกเฉินภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการบริการทางน้ำในเขตบริการสุขภาพที่ 12
ทั้งนี้ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ฉุกเฉินทั้งหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล นักวิชาการสาธารณสุข พร้อมด้วยคนขับเรือและผู้ประกอบการบริการเรือเกาะหลีเป๊ะ รวม 66 คน จาก 7 จังหวัด ได้แก่ สตูล ยะลา ปัตตานี นราธิวาส พัทลุง สงขลา และตรัง บูรณาการทำงานร่วมกันกู้ชีพ กู้ชีวิตผู้ป่วยผู้บาดเจ็บฉุกเฉินจากการจมน้ำทะเล บริเวณหน้าหาดอันดามัน เกาะหลีเป๊ะ เมื่อวันที่ 25-29 เมษายน ที่ผ่านมา มุ่งหวังลดการสูญเสีย ติวเข้มฝึกฝนเรียนรู้ทฤษฎีและปฏิบัติ เน้นช่วยเหลือภาวะจมน้ำ การร้องขอความช่วยเหลือ ขั้นตอนวิธีการการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยทางน้ำ การนำส่งทางเรือ การเปิดทางเดินหายใจและการช่วยหายใจโดยใช้เครื่องเออีดี โดยมีครูฝึกจากกองทัพเรือภาคที่ 2 จำลองสถานการณ์เสมือนจริงมีผลประเมินการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ
“ร.อ.สมัคร ใจแสน” หัวหน้าห้องเวชศาสตร์ใต้น้ำ รพ.ฐานทัพเรือสงขลา กองทัพเรือภาคที่ 2 หัวหน้าชุดครูฝึก อธิบายว่า การฝึกจะเริ่มจากตัวผู้ช่วยเหลือก่อน ตั้งแต่การลอยตัวให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ฝึกหลักการว่ายน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด รู้หลักการช่วยเหลือที่ถูกต้อง เราต้องประเมินก่อนเข้าไปให้การช่วยเหลือโดยประเมินจากสถานการณ์ ทรัพยากรและประเมินจำนวนผู้ประสบภัย
การฝึกมี 4 ฐานคือ 1.การช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้วยการยื่น โยนเชือกอุปกรณ์ให้จับ การลากพาด้วยอุปกรณ์ การใช้ Rescue Tube การแก้การกอดรัด 2.การเคลื่อนย้ายด้วยวิธีการพยุงเดิน อุ้มกอดหน้า การแบกทาบหลัง การพลิกผู้ป่วยในน้ำ การนำขึ้นเรือเล็กด้วยท่ามือเปล่าและ Long Spinal Board ฯลฯ 3.ฐานประเมินผู้ป่วยตรวจการไหลเวียนเลือด การตอบสนอง จัดท่าพักฟื้นและปฐมพยาบาล 4.การกู้ชีพขั้นพื้นฐานเปิดทางเดินหายใจ ช่วยหายใจ กดหน้าอกร่วมกับการใช้เครื่อง เออีดี และการร้องขอส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลใกล้ที่สุด
ด้าน นพ.อนุชา เศรษฐเสถียร เลขาธิการ สพฉ. กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้นอกจากเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินแล้วยังเป็นการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวทะเลคลายร้อนระยะนี้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินจมน้ำหรือประสบภัยต่างๆ หน่วยกู้ชีพการแพทย์ฉุกเฉินสามารถเข้าช่วยเหลือได้ทันที
“นอกจากการช่วยเหลือแล้ว ในส่วนของนักท่องเที่ยวเองก็มีส่วนป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายและการสูญเสียได้เช่นกัน ด้วยการดูแลตัวเอง ไม่ออกไปว่ายน้ำคนเดียว ต้องว่ายเป็นกลุ่มหรือมีผู้อื่นรู้ว่า เรากำลังเล่นน้ำอยู่ที่ใด ที่สำคัญไม่ควรว่ายน้ำออกไปไกลฝั่ง และไม่ลงเล่นน้ำในเวลากลางคืน ไม่กระโดดน้ำในบริเวณน้ำตื้น น้ำขุ่น หรือไม่ทราบสภาพใต้น้ำ หรือเล่นน้ำขณะที่เกิดฝนฟ้าคะนอง" นพ.อนุชา กล่าวและว่า ที่สำคัญ ห้ามลงเล่นน้ำเมื่อดื่มสุราหรืออยู่ในลักษณะมึนเมา อดหลับอดนอน อ่อนเพลียหรือเมายา ควรเตรียมชุดว่ายน้ำที่เหมาะสมสำหรับลงเล่นน้ำ และสิ่งสำคัญคือ เตรียมอุปกรณ์ช่วยชีวิตให้พร้อมเสมอ เช่น ห่วง ชูชีพ เชือก ฯลฯ ต้องขึ้นจากน้ำทันที หากเห็นน้ำขุ่นแดงไหลผ่านและวิ่งหนีขึ้นที่สูง เมื่อเห็นน้ำลดลงอย่างรวดเร็ว
“นภารัตน์ บุญทิพย์" พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สตูล หนึ่งในผู้ร่วมฝึก เล่าว่า มาฝึกครั้งแรกจากที่ว่ายน้ำไม่เป็นเลย รู้สึกกลัว แต่สุดท้ายด้วยความสามารถของครูฝึกและความกล้าของตัวเองทำให้ลอยตัว ว่ายน้ำได้ และเมื่อเกิดเหตุการณ์จริงมั่นใจว่า จะสามารถเข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุได้อย่างปลอดภัย โดยจะนำความรู้ที่ได้จากการฝึกไปถ่ายทอดให้คนอื่นโดยเฉพาะกู้ชีพในพื้นที่เสี่ยง จ.สตูล ส่วนสิ่งที่ยังขาดแคลนต้องการสนับสนุนจากภาครัฐขณะนี้คือ อุปกรณ์เครื่องมือในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (เออีดี) ที่มีไม่เพียงพอ การช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินทางน้ำได้รับการพัฒนาตั้งแต่ปี 2553 จนปัจจุบันมีเรือกู้ชีพทั่วประเทศทั้งหมด 160 ลำ โดย จ.สตูล เป็นพื้นที่ที่ออกปฏิบัติการช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินทางทะเลมากที่สุดในภาคใต้ โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2557-มี.ค.2559) ออกปฏิบัติการกู้ชีพทางน้ำช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุแล้วถึง 272 ครั้ง
ขณะที่ “พงษ์ธร แก้วผนึก” นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ รพ.ส่งเสริมสุขภาพ ต.เกาะหลีเป๊ะ กล่าวว่า มีเจ้าหน้าที่กู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉินจำนวน 5 คน เป็นนักวิชาการสาธารณสุข 2 คน พยาบาล 2 คน และผู้ช่วยพยาบาล 1 คน รองรับประชากรในเกาะประมาณ 5,000 คน และนักท่องเที่ยวแต่ละปีจำนวนมาก ยังขาดแคลนบุคลากรอุปกรณ์เครื่องมือและการสนับสนุนค่าใช้จ่ายออกปฏิบัติการจากหน่วยงานรัฐรวมถึงเรือสปีดโบ๊ทเพื่อส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังเสร็จสิ้นการอบรม สพฉ.ได้มอบเครื่องฟื้นคืนคลื่นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (เออีดี) ให้แก่ รพ.สต.หลีเป๊ะ เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยฉุกเฉินหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ในพื้นที่เกาะหลีเป๊ะและพื้นที่ห่างไกล พร้อมนำร่อง จ.สตูล เป็นพื้นที่ต้นแบบการช่วยเหลือผู้จมน้ำและผู้ประสบภัยทางทะเล เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของผู้ป่วยฉุกเฉินมากขึ้น
ขณะที่อีกมุมมองหนึ่งของ “2 นักท่องเที่ยวชาวเนเธอร์แลนด์” บอกว่า ประเทศของเขาสอนว่ายน้ำและการปฐมพยาบาลตั้งแต่เด็ก ประชากรส่วนใหญ่ว่ายน้ำเป็น เมื่ออยู่ในน้ำหรือไปท่องเที่ยวทางทะเล ไม่ได้รู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ประกอบกับทะเลค่อนข้างสงบ นักท่องเที่ยวปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดไม่ออกไปไกลจากขอบเขตที่กำหนดและไม่เล่นน้ำขณะที่มีกระแสลมแรง
ด้าน “ณิชา ตรูวิเชียร" นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวเกาะหลีเป๊ะ กล่าวว่า ไม่เคยเห็นการฝึกแบบนี้มาก่อน อยากให้มีการฝึกในหลายๆ ที่ และให้มีเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉิน หน่วยกู้ชีพประจำการทุกจุดท่องเที่ยว เพื่อความอุ่นใจของประชาชน เมื่อเกิดเหตุอย่างน้อยก็มีคนให้การช่วยเหลือที่ถูกวิธี
สพฉ.แนะ 5 ห่วงโซ่รอดชีวิตเมื่อจมน้ำ
1.เรียนรู้หลักการว่ายน้ำ ทักษะเอาชีวิตรอดที่ถูกต้อง
2.รู้จักอาการคับขัน โบกมือ ตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ
3.ฝึกลอยตัวนอนหงายในน้ำเพื่อเอาชีวิตรอด มีสติ ไม่ตกใจ
4.รู้การช่วยเหลือโดยไม่ลงน้ำ ยื่น โยนอุปกรณ์ให้ผู้ประสบภัยจับ เกาะ 5.รู้การฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน แจ้ง 1669 ช่วยเหลือทางการแพทย์
10 หลักการกู้ชีพตามห่วงโซ่การรอดชีวิต
1.ตรวจความปลอดภัยก่อนเข้าช่วยเหลือผู้หมดสติป้องกันเหตุเกิดซ้ำ
2.ปลุกเรียกด้วยเสียงที่ดังพร้อมกับตบที่ไหล่ทั้ง 2 ข้าง
3.โทรแจ้งขอความช่วยเหลือที่สายด่วน 1669
4.ประเมินผู้ป่วยว่าหมดสติและหายใจหรือไม่
5.กรณีไม่หายใจ ให้จัดนอนหงายวางสันมือข้างหนึ่งตรงครึ่งล่างกระดูกหน้าอก ประสานมือข้างหนึ่งทับไว้ กดด้วยความลึก 5 ซม. อัตราเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที
6.เปิดเครื่องเออีดี
7.ติดแผ่นนำไฟฟ้าใต้กระดูกไหปลาร้าขวาและชายโครงซ้าย
8.ปฏิบัติตามเครื่องเออีดีแนะนำ
9.กดหน้าอก หรือซีพีอาร์ ต่อเนื่องจนกว่าทีมกู้ชีพจะมาถึง
10.ส่งต่อผู้ป่วยให้ทีมกู้ชีพนำส่งโรงพยาบาล



