
ทลายเครือข่าย"แก๊งคอลเซ็นเตอร์"กดเงินเหยื่อ
สตม.ร่วมดีเอสไอ แกะรอยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวัน ก่อนบุกรวบคาอพาร์ตเมนต์ย่านรามคำแหง 2 แหล่งกบดานหลังตระเวนกดเงินเหยื่อในพื้นจังหวัดภาคกลาง มูลค่าความเสียหาย 400 ล้านบาท คาดไม่เกิน 1 เดือน รวบจับตัวการใหญ่
เมื่อเวลา 21.30 น.วันที่ 1 สิงหาคม พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ ผบช.สตม.และพ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมเครือข่ายแก๊งโอนเงินผ่านเอทีเอ็มข้ามชาติชาวไต้หวัน ได้แก่ นายซุน เหิง ชวน อายุ 40 ปี นายหู ชิน ฟา อายุ 49 ปี นายชาง ชุง เยา อายุ 33 ปี น.ส.วู ชิน ยู อายุ 35 ปี และ น.ส.ลี ซู เฟน อายุ 29 ปี ทั้งหมดสัญชาติไต้หวัน พร้อมของกลาง บัตรเอทีเอ็มธนาคารในประเทศจีน และไต้หวัน จำนวน 155 ใบ เงินสด 3 แสนบาท โทรศัพท์มือถือ 12 เครื่อง โดยจับกุมได้ที่ห้องเลขที่ 14104 อาคาร 14 และห้องเลขที่ 15438 อาคาร 15 นัมเบอร์วัน อพาร์ตเมนต์ ถ.รามคำแหง 2 แขวงดอกไม้ เขตประเวศ
การจับกุมครั้งนี้เป็นการขยายผลจากคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตำรวจท่องเที่ยวและกองปราบปรามติดตามจับกุมแก๊งหลอกโอนเงินผ่านตู้เอทีเอ็มชาวไต้หวัน จำนวน 103 คน ซึ่งไปตั้งฐานคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับชุดสืบสวน กก.1 ศสส.สตม. สืบทราบว่ายังมีสมาชิกเครือข่ายชาวไต้หวันที่มีนายซุน เหิง ชวน เป็นหัวหน้า พร้อมกับพวกชาวไต้หวันอีกจำนวนหนึ่งทำหน้าที่กดเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายชาวจีน และไต้หวัน จึงสะกดรอยติดตามพฤติกรรมพบว่า ผู้ต้องหากลุ่มนี้จะตระเวนกดเงินจากตู้เอทีเอ็มในหลายพื้นที่ทั้งกรุงเทพฯ พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ชลบุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น หลังจากนั้นจะกลับมาพักที่นัมเบอร์วันอพาร์ตเมนต์ จึงได้ร่วมกันเข้าตรวจค้นจับกุมดังกล่าว
พล.ต.ท.ชัชวาลย์ กล่าวว่า จากการสืบสวนทราบว่าผู้ต้องหากลุ่มนี้เป็นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ซึ่งทำหน้าที่ตระเวนกดเงินตามตู้เอทีเอ็มต่างๆ โดยมีนายซุง เหิง ชวน เป็นหัวหน้าคอยสั่งการผู้ต้องหาที่เหลือ ทั้งนี้จากการตรวจสอบข้อมูลบัญชีธนาคารต่างๆ พบว่ามีหลักร้อยบัญชี บางบัญชีมีการถอนเงินไปแล้วกว่า 4 ล้านบาท คาดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นมูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท ทั้งนี้ในเบื้องต้นทาง สตม.จะทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของผู้ต้องหาทั้งหมดก่อน จากนั้นจะสอบสวนขยายผลในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนต่อไป
พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ร่วมกันติดตามพฤติกรรมกลุ่มเครือข่ายนี้มานานกว่า 20 วัน จากการตรวจสอบและประสานข้อมูลกับหลายประเทศแถบเอเชีย โดยเฉพาะจีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ ซึ่งได้รับความเสียหายจากแก๊งลักษณะนี้ เชื่อว่าเครือข่ายนี้ยังมีอีกจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่รวบรวมได้ขณะนี้สามารถสาวไปถึงตัวการใหญ่ของเครือข่ายนี้ได้แล้ว 1 ราย คาดว่าภายใน 1 เดือนจะรวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับได้



