
ส่งเสริมผ้าไทยสู่เวทีโลก
04 พ.ค. 2559
ส่งเสริมผ้าไทยสู่เวทีโลก : เรื่อง...รพินทร์ ศรีวิไล
วัฒนธรรมและภูมิปัญญาของชาวไทยมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นไม่แพ้ชาติไหนๆ หากสร้างสรรค์และได้รับการสนับสนุนที่ดีก็สามารถเผยแพร่สู่สายตาชาวโลกได้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม จึงจับมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดงาน “ส่งเสริมการออกแบบเครื่องแต่งกายด้วยอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย ก้าวไกลสู่อาเซียน” เพื่อสร้างอัตลักษณ์ไทยผ่านการออกแบบเครื่องแต่งกายโดยใช้ผ้าไทยเป็นตัวนำ อีกทั้งยังเป็นการช่วยสร้างคน สร้างสังคม และสร้างรายได้สู่ชุมชน โดยจัดการเสวนากับกูรูด้านแฟชั่น พูดคุยเรื่องแฟชั่นอัตลักษณ์ไทย ที่ห้องอิินฟินิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิวเพาเวอร์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้
พูดคุยเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน” โดย 2 ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทย สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ ภัณฑารักษ์ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเจ้าของแบรนด์ โจ แบ็ค ร่วมด้วย ปราชญ์ นิยมค้า นักออกแบบแบรนด์ แมน คราฟท์
สุทธิรัตน์ แก้วอาภรณ์ เผยถึงการได้ทำหน้าที่เป็นภัณฑารักษ์ของพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ว่า ครั้งเมื่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร ทรงเห็นว่า ชาวบ้านสวมใส่เสื้อผ้าพื้นเมืองที่มีความสวยงามและเป็นสิ่งที่ทำขึ้นเองภายในหมู่บ้าน จึงต้องการส่งเสริมการทอผ้าของชาวบ้าน ภายใต้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ นำผลิตภัณฑ์มาจัดแสดงและจำหน่ายในพิพิธภัณฑ์ และจากการที่ตัวเองได้คลุกคลีกับผ้าไทยมาสู่การต่อยอดทำกระเป๋าแบรนด์ โจ แบ็ค นำเอาผ้าไทยมาประยุกต์ในผลงาน การทำในแต่ละคอลเลกชั่นจะต้องเริ่มออกแบบลายผ้าตั้งแต่บนกี่ทอผ้า ทั้งเรื่องลวดลายและสีสัน ผ้าไทยโบราณนั้นประกอบไปด้วยลวดลายกว่าสิบลาย เวลานำมานุ่งจะเป็นการโชว์ลวดลายทั้งผืน แต่บางครั้งผู้นุ่งอาจจะถูกมองว่าเชย จึงดึงนำเอาลวดลายโบราณมาแค่ลายเดียว ที่ดูเรียบง่ายมาอยู่บนเครื่องใช้ เพื่อให้ดูมีความทันสมัย
“ลูกค้าที่มาอุดหนุนเป็นคนไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ การจะทำให้คนซื้อสินค้าไทยในราคาใกล้เคียงกับแบรนด์เนมต่างชาติ ต้องสร้างความน่าเชื่อถือและความศรัทธาให้สินค้า การทำสินค้าในแต่ละคอลเลกชั่นต้องลงพื้นที่ไปศึกษาหาข้อมูล ถ่ายภาพกรรมวิธีแต่ละขั้นตอนกว่าจะมาเป็นผ้าแต่ละผืน แล้วนำสิ่งที่ได้ทั้งหมดมาจัดทำเป็นข้อมูลประกอบผลิตภัณฑ์ แนบวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านลงไป ทำให้สินค้าเกิดคุณค่าและมีมูลค่า” กูรูด้านผ้าไทยกล่าว
ด้าน ปราชญ์ นิยมค้า เล่าว่า หลงใหลในงานหัตถกรรมท้องถิ่นของภูมิปัญญาการย้อมครามและการทอผ้าฝ้าย จังหวัดสกลนคร นำความรู้ความสามารถด้านการออกแบบมาต่อยอดจนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์จากผืนผ้า มีเอกลักษณ์คือ ผ้าทอมือย้อมสีธรรมชาติ ที่มีสีสันร่วมสมัยละมุนละไม เย็นสบายตา โดยสีที่ใช้ทำมาจากพืชท้องถิ่น อีกทั้งจะทดลองการสกัดสี การย้อมสี ด้วยรูปแบบต่างๆ อยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะค้นหาสีใหม่ๆ การได้ลงมือย้อมสีเองจะทำให้เราได้ค้นพบสิ่งที่เป็นตัวตนก่อให้เกิดเอกลักษณ์ของตัวสินค้า
ปราชญ์ ได้ให้แนวคิดสำหรับผู้ที่ต้องการจะริเริ่มทำธุรกิจเกี่ยวกับผืนผ้าของไทยว่า ให้ไปดูในท้องถิ่นของตัวเองว่ามีทักษะในการทำอะไร นำทักษะนั้นต่อยอดเพราะชาวบ้านมีความชำนาญอยู่แล้ว เราต้องดึงเอาจุดที่เขาชำนาญอยู่แล้วมาผสมกับความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ ร่วมด้วยรสนิยมของกลุ่มลูกค้า ให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ หรือถ้าหากเป็นคนในกรุงเทพฯ ที่อยากจะทำผ้าทอมือหรือแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือก็อยากให้ดูว่าตัวเองชอบอะไรเป็นหลัก เพราะกรุงเทพฯ ไม่ค่อยมีที่ทอผ้าพื้นเมือง อาจจะไปตามหน่วยงานราชการหลายหน่วยงานที่ให้ข้อมูลได้ เช่น กรมหม่อนไหมที่ดูแลเรื่องผ้าไหม เทคนิคการทอ การย้อม หรือสถาบันสิ่งทอที่ดูแลเกี่ยวกับเส้นใย อยากให้ไปฟังสัมมนา อบรม เพื่อได้รู้ความเป็นไปได้ในการลงมือทำ เพราะบางทีความชอบกับความเป็นไปได้อาจจะสวนทางกัน
----------------------
(ส่งเสริมผ้าไทยสู่เวทีโลก : เรื่อง...รพินทร์ ศรีวิไล)



