ข่าว

จับตา 4 อุตฯเป้าหมายขับเคลื่อนศก.

จับตา 4 อุตฯเป้าหมายขับเคลื่อนศก.

04 พ.ค. 2559

จับตา 4 อุตฯเป้าหมายขับเคลื่อนศก. มูลค่าลงทุนตั้ง-ขยายโรงงานพุ่งกว่า 2 แสนล้าน

 
                    กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง ซึ่งเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก และจะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจของไทยในอนาคต แนวทางการจัดตั้งโรงงานใน 4 กลุ่ม S-Curve ที่น่าจับตา ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพ อิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมระบุว่า การจดประกอบและขยายโรงงานกลุ่มดังกล่าวมีตัวเลขมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 2 แสนล้านบาท
 
                    นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และรองโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปี 2558 กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต หรือ S-Curve ต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 2 รูปแบบด้วยกัน คือ 1.การต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 
 
                    2.การพัฒนา 5 อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวกรมโรงงานอุตสาหกรรมมีบทบาทในการช่วยส่งเสริมการจัดตั้งโรงงานตลอดจนการอำนวยความสะดวก รวมถึงให้คำปรึกษาในการจัดตั้งและขยายโรงงานดังกล่าวให้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
 
                    ทั้งนี้ จากสถิติการจดประกอบกิจการและการขยายโรงงานเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2557–26 เมษายน 2559 พบว่า 4 ประเภทอุตสาหกรรมดังกล่าว มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่าลงทุนกว่า 245,383.34 ล้านบาท ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร มีจำนวนโรงงานที่จดประกอบและขยาย จำนวน 985 โรงงาน มีการใช้แรงงานจำนวนมาก มีมูลค่าการลงทุนปี 2557-2559 กว่า 117,019.46 ล้านบาท และมีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูงโดยกลุ่มจังหวัดที่มีขยายตัว อาทิ สมุทรสาคร ปทุมธานี และกรุงเทพฯ
 
                    2.อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ มีจำนวนโรงงานที่จดประกอบและขยาย จำนวน 307 โรงงาน ถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศไทยกว่า 40 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีมูลค่าถึง 5.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ โดยกลุ่มจังหวัดที่มีขยายตัว อาทิ สมุทรปราการ พระนครศรีอยุธยา สมุทรสาคร 3.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ มีจำนวนโรงงานที่จดประกอบและขยาย จำนวน 275 โรงงาน โดยกลุ่มจังหวัดที่มีขยายตัว อาทิ ชลบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ และ 4.อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ มีจำนวนโรงงานที่จดประกอบและขยาย จำนวน 52 โรงงาน โดยจังหวัดที่มีการเติบโต อาทิ อ่างทอง นครสวรรค์ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น
 
                    อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลประชากรศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวนรวม 20 จังหวัด มีกลุ่มผู้ใช้แรงงานจำนวนมากที่สุด มีจำนวนแรงงาน 321,855 ราย โดยปี 2557-2559 มีโรงงานจำพวกที่ 2 และ 3 จดประกอบกิจการจำนวน 1,698 โรงงาน โดยจังหวัดที่มีการจดประกอบกิจการเพิ่มขึ้น 5 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา อุบลราชธานี ขอนแก่น อุดรธานี กาฬสินธุ์ ตามลำดับ และมีกลุ่มประเภทโรงงานอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูงในพื้นที่ดังกล่าว ได้แก่ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และแปรรูปอาหาร
 
                    "รัฐบาลมีนโยบายให้การพิจารณาอนุญาตโรงงานทุกประเภท รวมถึงโรงงานกลุ่ม S-Curve มีความสะดวก โดยที่ผ่านมามีการปรับปรุงขั้นตอนการอนุญาตเพื่อลดระยะเวลาในการออกใบอนุญาต จากเดิม 90 วัน เป็น 30 วัน พร้อมทั้งให้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการ และมีนำระบบไอทีในการบริหารจัดการ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศกรณีมีปัญหาการขออนุญาตต่างๆ" นายพสุกล่าว
 
                    ด้าน นายพรเทพ ศักดิ์สุจริต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุดรมาสเตอร์เทค จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นชิ้นส่วนสำคัญในระบบเซ็นเซอร์เบรกในรถยนต์และผลิตแผงวงจรชนิดยืดหยุ่น ที่มีการขยายตัวทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และยังเป็นผู้วิจัยและพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศภายใต้ตราสินค้าของบริษัทด้วยระบบการบริหารงานอย่างมืออาชีพ โดยในปี 2558 การผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ มีประมาณ 4,316,971 ชิ้นต่อเดือน และชิ้นส่วนออโตโมทีฟพาร์ท มีการผลิตประมาณ 4,282,120 ชิ้นต่อเดือน 
 
                    สำหรับสินค้าที่บริษัทผลิตจะส่งไปยังบริษัท เม็กเท็ค แมนูแฟ็คเจอริ่ง คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด และมีการส่งออกไปยังต่างประเทศ อาทิ เยอรมนี เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา บราซิล จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่น เป็นต้น เพื่อนำชิ้นส่วนในระบบเซ็นเซอร์เบรกรถยนต์ไปประกอบในแบรนด์รถยนต์ค่ายต่างๆ เช่น โฟล์คสวาเกน วอลโว่ คอนติเนนทอล เดมเลอร์ เบนซ์ เป็นต้น และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ส่งชิ้นส่วนผู้ผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ให้บริษัทรายใหญ่ในประเทศไทย อาทิ ซีเกท และนิเด็ค เป็นต้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายในปี 2560 
 
                    “ในอนาคตบริษัทจะมีผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองและมีการผลิตชิ้นส่วนที่ใช้ในการทำจอแอลอีดี และหลอดไฟแอลอีดี ด้วยตัวเอง พร้อมนำระบบออโตเมชั่นมาใช้ในกระบวนการผลิตมากขึ้นเพื่อลดค่าใช้จ่าย และจะมีการเพิ่มจำนวนลูกค้าจากเดิม” นายพรเทพกล่าว