
เงินทอง-จัดสรรเงินแบบหมุนตามโลก
สารภาพตามตรงว่า แม้ว่าจะมีความ อยาก ชมภาพยนตร์เรื่อง หนีตาม..กาลิเลโอ มากแค่ไหน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังหาโอกาสไปทำตามใจปรารถนาไม่ได้ ด้วยข้ออ้างเดิมๆ ที่ว่า ไม่มีเวลาว่าง !!
อย่าเพิ่งสงสัยว่า ภาพยนตร์ที่ว่าด้วยทฤษฎีแห่งความสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ ที่มีสองสาวหน้าใสอย่าง “ต่าย" ชุติมา และ “เต้ย" จรินทร์พร เป็นนักแสดงนำ เกี่ยวข้องกับการจัดสรรเงินๆ ทองๆ ได้อย่างไร
ก็แค่นึกครึ้มๆ ถึงกฎของโลกที่ว่า “โลกหมุนรอบตัวเอง” แล้วก็ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า โลกในศตวรรษที่ 21 น่าจะหมุนด้วยอัตราเร่งที่เร็วกว่าโลกในปลายศตวรรษที่ 16 ในสมัยของกาลิเลโอ
เช่นเดียวกับความกว้างใหญ่ไพศาล หรือการค้นหาดินแดนลึกลับ ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจในยุคนี้ พ.ศ.นี้ ที่โลกเหมือนจะมีขนาดเล็กลง แคบลง และไร้ซึ่งสิ่งบดบัง เมื่อมนุษย์สามารถค้นพบได้แทบทุกซอกหลืบ
และไม่ว่าจะเป็นกฎแห่งแรงดึงดูดของโลก หรือข้อพิสูจน์ที่ว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาล ก็ดูเหมือนจะถูกลบเลือนไปด้วยอัตราเร่งแห่งการใช้ชีวิตบนข้อมูลข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อโลกดูเหมือนจะหมุนเร็วขึ้น ด้วยพายุแห่งการเปลี่ยนแปลง แน่นอนว่า หลักคิดของการจัดการชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรเงินทอง ก็ต้องผันแปรตามไปด้วย
หลายคนอาจจะคิดว่า การเลือกหนทางบริหารเงินที่หนักแน่น มั่นคง และไม่ออกนอกเส้นทาง ก็สามารถทำให้เดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้เช่นกัน แต่ก็ต้องยอมรับว่า ความหนักแน่นที่ว่านั้น อาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดเท่ากับการจัดสรรหรือปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของโลก
ว่าแล้วก็ลองจัดสรรเงินแบบหมุนตามโลก (ที่หมุนเร็วขึ้น) กันดู
การเสวนา "ถอดรหัสกองทุนท็อป สตาร์ น่าลงทุนในไตรมาส 3" ของบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป ดูเหมือนจะตอบโจทย์การ “หมุนตามโลก” ได้เป็นอย่างดี เพราะยึดแนวคิดการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลง
“ศุภมาส พยัคฆพันธ์” นักวิเคราะห์กองทุนรวม บล.ฟิลลิป ฉายภาพให้เห็นถึงความเป็นไปในไตรมาสที่ 3 ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายนว่า เชื่อว่าตลาดหุ้นจะเข้าสู่การปรับฐาน หลังจากมีการเก็งกำไรผลประกอบการของบริษัทในสหรัฐ และมีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะยังไม่ชัดเจน
ดังนั้น จึงแนะนำให้ลดการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ได้แก่ หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ โดยหันไปเพิ่มน้ำหนักในตราสารหนี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะตราสารหนี้ต่างประเทศในตลาดเกิดใหม่ให้ผลตอบแทนดีกว่าในประเทศ
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำให้ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงลงเหลือ 30% จากเดือนก่อนที่ 50% และให้เพิ่มตราสารหนี้เป็น 50% จากเดิม 35% และเพิ่มกองทุนรวมตลาดเงินเป็น 20% จากเดิม 15%
ส่วนนักลงทุนที่ระดับความเสี่ยงปานกลางให้ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงเหลือ 45% จากเดือนก่อนที่ 65% โดยให้เพิ่มตราสารหนี้เป็น 40% จากเดิม 25% และเพิ่มกองทุนตราสารตลาดเงินเป็น 15% จากเดิม 10% และนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง ให้ลดพอร์ตสินทรัพย์เสี่ยงเหลือ 60% จากเดือนก่อน 80% และเพิ่มตราสารหนี้เป็น 30% จากเดิม 15% และเพิ่มกองทุนตราสารตลาดเงินเป็น 10% จากเดิม 5%
ขณะที่ “ไฮไลท์” เดือนสิงหาคมนั้น เธอบอกว่า กองทุนที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะ 6-12 เดือน ได้แก่ กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย เกรทเทอร์ ไชน่า ซึ่งลงทุนในหุ้นจีน ไต้หวันและฮ่องกง ขณะที่ กองทุนเปิดอเบอร์ดีน เอเชีย แปซิฟิก เอคควิตี้ ซึ่งลงทุนหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียทั้งหมด ยกเว้นญี่ปุ่นและสามารถเน้นลงทุนในจีนและอินเดียได้ เป็นกองทุนที่เหมาะกับการลงทุนระยะ 1 ปีขึ้นไป รวมทั้งกองทุนเปิดพรีมาเวสท์-อลิอันซ์ จีไอบริค สตาร์ ฟันด์ ที่ควรรอจังหวะเข้าทยอยสะสมในช่วงปรับฐาน
ปิดท้ายที่คำแนะนำสำหรับคนสนใจเรื่อง “น้ำมัน” กับ “ทองคำ” ซึ่ง “ศุภมาส” บอกว่า ให้เลือกกองทุนที่มีการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน และให้รอซื้อกองทุนน้ำมันเมื่อราคาน้ำมันลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วน “ทองคำ” แม้ว่าช่วงที่เหลืออยู่ของปีนี้ มีโอกาสที่จะขึ้นไปแตะระดับ 1,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่แนะนำให้รอจังหวะซื้อเมื่อราคาต่ำกว่า 900 ดอลลาร์ต่อออนซ์
เอาเป็นว่า ไม่ต้องทุรนทุรายหมุนให้ทันโลก (การเงิน) แค่อย่าหยุดนิ่ง พินิจ พิเคราะห์ จะหมุนด้วยอัตราต่ำกว่าก็ไม่เป็นไร แต่อย่าหยุดหมุน !!
ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]



