ข่าว

ต่อยอด “ผู้นำพลังปัญญา” มอบทุนหมุนเวียนส่งเสริมศักยภาพ

ต่อยอด “ผู้นำพลังปัญญา” มอบทุนหมุนเวียนส่งเสริมศักยภาพ

01 พ.ค. 2559

สร้างการเรียนรู้ สู่งานพัฒนาที่เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนของสังคม

จากความใฝ่รู้และเห็นคุณค่าต่อการพัฒนาท้องถิ่นให้เกิดความยั่งยืน ทำให้วันนี้ชาวบ้านกว่าหลายร้อยคนจากภาคเหนือและภาคอีสานที่เข้าร่วมโครงการพลังปัญญาตั้งแต่ปี 2557 สามารถสอบผ่านกลายเป็น“ผู้นำพลังปัญญาต้นแบบ” ที่สามารถลุกขึ้นมาขับเคลื่อนการพัฒนาและสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนของตนเองได้

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โครงการพลังปัญญา โดย มูลนิธิมั่นพัฒนา มอบทุนหมุนเวียนพลังปัญญา จำนวน 41ทุน ให้แก่กลุ่มผู้นำชุมชนภาคเหนือและอีสานรุ่น 1 ที่เข้ารับการอบรมและสอบผ่านหลักสูตรผู้นำพลังปัญญา ซึ่งมีความตั้งใจจะนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปพัฒนาต่อยอดเป็นโครงการที่สร้างประโยชน์ให้กับชุมชนและท้องถิ่นของตนเองต่อไป

ดร.เฉลิมพล เกิดมณี หัวหน้าโครงการพลังปัญญา กล่าวว่า โครงการที่ได้รับการสนับสนุนนั้นต้องผ่านเกณฑ์การคัดเลือก มีเหตุผลในการคิดทำโครงการ มีความเป็นได้ของความสำเร็จ และจะต้องอยู่ใน 4หมวดหลัก ได้แก่ โรงเรียนพลังปัญญา (ส่งเสริมและสร้างการเรียนรู้สร้างความเข้มแข็งทางปัญญา) นวัตกรรมการเกษตรมูลค่าสูง (นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้) ตลาดธรรมชาติ (ต่อยอดสินค้า และพัฒนาการตลาด) ท่องเที่ยวเชิงเกษตร (การสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนและเชื่อมโยงเครือข่าย)

“ทุนที่ทางโครงการมอบให้แก่ชาวบ้านนั้นเป็นเสมือนเครื่องมือในการเรียนรู้การบริหารจัดการ และการจัดการทางการเงิน เนื่องจากกลุ่มผู้นำที่รับเงินทุนนั้นไปจะต้องนำเงินไปบริหารจัดการให้โครงการประสบความสำเร็จ เกิดความงอกเงยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของโครงการเงินทุนเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่หรือเกิดการเพิ่มพูนขึ้น โดยทางโครงการพลังปัญญาจะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับชาวบ้าน เพื่อคอยเติมเต็มในสิ่งที่ชาวบ้านอาจยังมองไม่เห็น เช่น การวิจัยพัฒนาชุมชนและผลิตภัณฑ์  การพัฒนามาตรฐาน และการตลาด เป็นต้น”

ความสำเร็จของโครงการจะถูกประเมินทั้งในเชิงปริมาณตามตัวชี้วัดที่โครงการได้ตั้งเป้าหมายไว้ ในด้านคุณภาพจะมีการวัดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น การมีใจแบ่งปัน การมีความคิดสร้างสรรค์ การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการยอมรับจากชุมชนในลักษณะของการเป็นผู้นำตามธรรมชาติ นอกจากนั้นยังมีการใช้ดัชนีวัดความสุขของชุมชนควบคู่กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเกื้อกูลปัจจัย 4 สามารถใช้หนี้สิน การส่งเสริมการลงทุนที่เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม การสร้างเครือข่ายเติบโตร่วมกัน การแบ่งปันร่วมมืออย่างยุติธรรม  การให้ปัญญาขยายผลสู่ชุมชนและสังคม และการพัฒนาระบบที่มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น เป็นต้น โดยการประเมินจะทำเป็นระยะทั้งก่อน ระหว่าง และหลังจากจบโครงการภายใต้ทีมงานที่ปรึกษา และการมีส่วนร่วมในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอำเภอวังชิ้น

ภัทชา ตนะทิพย์ วัย 52 ปี จากอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการด้านการเงิน ทำให้เธอสามารถต่อยอดงานเกษตรผสมผสานที่ทำอยู่ พัฒนาผลิตภัณฑ์หลายชนิด และทำการตลาดโดยอาศัยการคิด วางแผน และบริหารจัดการอย่างมีเหตุผลก่อนลงมือทำ รวมทั้งแบ่งปันความรู้ให้กับผู้ที่สนใจผ่านศูนย์เรียนรู้เกษตรผสมผสานของเธอเอง

ในการอบรมพลังปัญญา ระยะที่สอง ภัทชาชักชวนชาวอำเภอวังชิ้นเข้าอบรมพร้อมกัน 12 คน และร่วมกันเสนอโครงการ “แลยมชมแอ่งวังชิ้น” มุ่งเพื่อพัฒนาคนด้วยการจัดตั้งกลุ่มบริหารจัดการร่วมกัน และพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

“วังชิ้นมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง แต่คนแวะมาแล้วก็กลับ ที่พัก ร้านอาหาร ต่างคนต่างทำ ถ้าเราพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวและมีรีสอร์ท ร้านอาหาร การเดินทางสะดวกสบายในพื้นที่มีเส้นทางจักรยานและไกด์ท้องถิ่น จะช่วยสร้างงานทำให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างกว้างขวางที่สุด” ภัทชา เล่าแนวคิด

เริ่มต้นจากการจัดทีมหลักประกอบด้วย 12 คนที่ร่วมการอบรม แต่ละคนมาจากต่างตำบล ทุกคนจะกลับไปสื่อสารกับผู้ประกอบการและเกษตรกรในพื้นที่ของตนเพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือ รวมทั้งหวังว่าจะสามารถประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยสนับสนุนงบประมาณได้อีกทางหนึ่ง

 

ปูทาง “วังชิ้น” รับชุมชนผู้สูงอายุ

เมื่อย้ายมารับตำแหน่งที่จังหวัดแพร่ ในปี2554 พ.ต.ท.ธนันท์เศรษฐ อาจโพธิ์สร้างบ้านในพื้นที่บ้านนาปลากั้ง ตำบลนาพูน อำเภอวังชิ้น ตั้งใจว่าหลังเกษียณในอีก 2 ปีข้างหน้า เขาและภรรยาจะใช้ชีวิตที่นี่ แต่เมื่อทั้งสองเป็นคนต่างถิ่น การทำความรู้จักและสร้างความไว้วางใจให้กับชุมชนเป็นสิ่งจำเป็น พ.ต.ท.ธนันท์เศรษฐ เลือกที่จะเดินเข้าหาเพื่อนบ้านเพื่อขอความรู้เรื่องการเพาะปลูกต้นส้มและมะนาว ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของพื้นที่นี้

“ได้รู้เรื่องต้นไม้แล้ว ยังได้รับรู้ปัญหาเรื่องหนี้สินของเกษตรกรปีไหนพืชผลให้ราคาดีก็มีความสุขกัน ปีไหนราคาตกก็หงอยและเริ่มเป็นหนี้ วนเวียนอยู่แบบนี้” เขาจึงพยายามหาทางช่วยเหลือ โดยการหาความรู้เพื่อพัฒนาผลผลิตรวมทั้งมองหาพืชชนิดอื่นปลูกเสริม แทนที่จะพึ่งพาพืชเชิงเดี่ยวซึ่งมีความเสี่ยงสูง

เมื่อมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการพลังปัญญา พ.ต.ท.ธนันท์เศรษฐ์ และเพื่อนบ้าน จึงเสนอโครงการระบบใหม่สวนม่อนแก้ว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างต้นแบบการทำเกษตรแนวใหม่ในกลุ่มเพื่อนบ้าน20 ครัวเรือน และหวังว่ากลุ่มของเขาจะสามารถผลิตส้มปลอดสารเคมีให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับพ่อค้าคนกลาง และสร้างผลิตภัณฑ์ให้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักรวมทั้งเพิ่มชนิดของผลผลิตให้มีความหลากหลายโดยหวังว่า โครงการจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างชุมชนพึ่งตนเองในอนาคต

“คนรุ่นใหม่ไปทำงานข้างนอก เกษตรกรมีแต่คนรุ่นผม เลยคิดว่าเราน่าจะรวมตัวกันให้เข้มแข็ง วันข้างหน้าจะได้มีรายได้ มีกิจกรรมร่วมกัน และสามารถดูแลกันเองได้ด้วย” พ.ต.ท.ธนันท์เศรษฐ์ตั้งความหวัง

 

สร้างทายาทนักพัฒนารุ่นใหม่

ทองดี โพธิยอง ชาวตำบลดอนแก้ว อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ขึ้นชื่อว่าเป็น “แม่หญิงนักพัฒนา” เธอเป็นเกษตรกรที่สร้างคุณประโยชน์ให้ชุมชนและขยายถึงระดับอำเภอและจังหวัดตลอด30ปี ทองดีเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง ตัวเธอเองผ่านการอบรมดูงานนับครั้งไม่ถ้วน

กระนั้น ในมุมมองของทองดี “พลังปัญญา” เป็นโครงการที่มีความแตกต่างจากหลักสูตรการฝึกอบรมอื่นๆ ที่เธอเคยได้เข้าร่วมตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา

“ส่วนใหญ่ที่เคยเข้าอบรม ถ้าไม่เน้นสร้างอาชีพ ก็นั่งฟังบรรยายใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่โครงการพลังปัญญาน่าสนใจที่เน้นการสร้างคนให้คิดอย่างมีเหตุผล สอนให้คิดนอกกรอบ พึ่งพาตัวเองให้ได้แล้วแบ่งปันคนอื่นๆ วิธีอบรมก็ดี เป็นการดึงความรู้ในตัวแต่ละคนออกมาให้ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ของคนอื่นมาเติมในส่วนที่เราขาด ความรู้ของเราก็เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ด้วย”

ทองดี เสนอโครงการสร้างคนด้วยพลังปัญญา เธอตั้งใจจะนำความรู้และวิธีการที่ได้จากการอบรมไปขยายผลเพื่อสร้างแกนนำรุ่นใหม่ที่มีวิธีคิดและมุมมองที่สามารถวิเคราะห์ปัญหา สาเหตุ และแนวทางในการแก้ไขปัญหา และสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง

ตัวอย่างผู้เข้าร่วมโครงการพลังปัญญา รวมทั้งโครงการย่อยที่แต่ละกลุ่มนำเสนอ สะท้อนความหลากหลายแตกต่างกันตามบริบทของแต่ละชุมชนท้องถิ่นแต่ด้วยวิธีคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ เพื่อการดำเนินชีวิต ตลอดจนการสร้างครอบครัวและชุมชนให้มีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป