ข่าว

โรดริโก ดูเตร์เต:นักบุญหรือคนบาป

โรดริโก ดูเตร์เต:นักบุญหรือคนบาป
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

โรดริโก ดูเตร์เต:นักบุญหรือคนบาป : เปิดโลกวันอาทิตย์ โดยบุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์

             ถ้าถามใจประชาคมโลกก็อาจจะเห็นคล้อยตามประธานาธิบดีเบนิโญ “นอย นอย“ อะาคีโนที่ 3 แห่งแดนตากาล็อกฟิลิปปินส์ ที่ว่าเผด็จการอาจกลับมาครองประเทศนี้ และคงจะเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ของประเทศอีกครั้ง ถึงจะไม่ให้รายละเอียดว่าหมายถึงใคร แต่ก็รู้กันไปทั่วว่า กำลังพาดพิงถึงถ้า โรดริโก ดูเตร์เต ที่มีโอกาสเข้าใกล้เส้นชัยเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 9 พฤษภาคม เช่นเดียวกับพาดพิงถึงเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ หรือ ”บอง บอง” ลูกชายเพียงคนเดียวของอดีตประธานาธิบดีมาร์กอส ถ้าชนะเลือกตั้งได้เป็นรองประธานาธิบดี

             แต่ถ้าถามใจชาวตากาล็อกก็คงตอบว่า ดูเตร์เตกำลังเป็น “โดนัลด์ ทรัมป์แห่งฟิลิปปินส์” เพราะถึงวินาทีนี้แล้ว ก็คงรั้งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ ไม่มีใครสามารถสกัดกั้นไม่ให้อดีตนายกเทศมนตรี 7 สมัยแห่งเมืองดาเวาบนเกาะมินดาเนา ทางภาคใต้ของประเทศ ก้าวสู่ทำเนียบมาลากันยังได้แล้ว

             จากผลการสำรวจคะแนนนิยมของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งมีกว่า 100 คน แต่ที่ดังๆ พอจะถือว่าเป็นตัวเต็งมีอยู่ 5 คน จัดทำโดยสถาบันวิจัยโซเชียล เวเธอร์ สเตชันส์ (เอสดับเบิลยูเอส) ปรากฏว่าดูเตร์เตวัย 71 ปี ได้คะแนนนิยมนำลิ่วเพิ่มขึ้นเป็น 33 เปอร์เซ็นต์ จาก 27 เปอร์เซ็นต์ ในเดือนมีนาคม ทิ้งห่างอดีตส.ว.เกรซ โป ที่ได้คะแนนนิยมเป็นอันดับ 2 ถึงเกือบสิบจุด คะแนนนิยมของปู่ดูเตร์เตมาจากชนชั้นกลางและพวกเศรษฐีมีเงิน ซึ่งต่างกลัวเรื่องอาชญากรรมเป็นที่สุด

             อันที่จริงคำเตือนของประธานาธิบดีนอย นอย ก็ไม่อาจมองข้ามได้ แม้ผู้สันทัดกรณีหลายคนจะโต้ว่า ถ้า นอย นอย เป็นประธานาธิบดีที่เอาการเอางาน ไม่เฉื่อยแฉะ หรือมีแต่ข่าวเรื่องเปลี่ยนคู่ควงที่เป็นสาวระดับนางงามไปกินข้าวอยู่บ่อยๆ โดยรายล่าสุดลือกันว่าเป็นถึงระดับนางงามจักรวาลเหมือนที่ทำอยู่เช่นเกือบตลอดช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ชาวตากาล็อกก็คงไม่หันไปคลั่งไคล้นักการเมืองระดับท้องถิ่นจากภาคใต้ของประเทศ ผู้ทำตัวเป็นนักเลงโต โผงผาง กล้าได้กล้าเสีย ชอบใช้กำลังในการแก้ปัญหาจนได้ฉายาว่า “จ่าแฮร์รี่” พระเอกในภาพยนตร์เรื่อง "มือปราบปืนโหด” นำแสดงโดย คลินต์ อีสต์วู้ด

             จากผลงานการปราบปรามเหล่ามารร้ายและแก๊งอันธพาลกวนเมืองในเมืองดาเวาแบบไม่เห็นกฎหมายอยู่ในสายตา ทำให้เหล่าทรชนถูกกลุ่มมือมืดตั้งศาลเตี้ยแล้วปลิดชีพสังหารอย่างเลือดเย็นถึงกว่า 1,700 คน ตลอดช่วง 22 ปี ที่จ่าแฮร์รี่ปืนโหดบริหารเมืองดาเวา โดยดูเตร์เตทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ ไม่เข้าไปขัดขวางแต่อย่างใด กระทั่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติถึงกับประณามกลางที่ประชุมโลกว่าเป็นฆาตกรสังหารหมู่ ถึงจะยังพูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็น "นักบุญหรือคนบาป” กันแน่ แต่ชาวตากาล็อกไม่ใช่น้อยให้ความเห็นว่า ถ้าได้นักเลงโตที่พูดจริงทำจริงอย่างดูเตร์เตมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ เชื่อว่าฟิลิปปินส์คงจะพัฒนาขึ้นอีกมาก ในเมื่อเห็นผลงานกับตาว่า สามารถปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเมืองดาเวาจากบ้านป่าเมืองเถื่อนเต็มไปด้วยเหล่าทรชนเหมือนเมืองก็อตแธม ในเรื่องแบทแมน จนกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจ  แถมยังคว้ารางวัลเกียรติยศมากมายหลายรางวัลทั้งระดับในประเทศและระดับโลก จากผลการสำรวจของ Numbeo.com เมื่อปลายเดือนเมษายนปีที่แล้ว เมืองดาเวา รั้งอันดับ 9 เมืองที่ปลอดภัยมากที่สุดในโลก อีกหนึ่งเดือนต่อมา ได้ขยับมาเป็นอันดับ 5 พอถึงกลางปีที่แล้ว เมืองนี้ก็รั้งอันดับ 4

             ดูเตร์เตเองก็รู้ใจชาวฟิลิปปินส์ดี การหาเสียงซึ่งเต็มไปด้วยคำสบถสาบาน คำหยาบและการให้สัญญาแบบลูกทุ่ง จึงเน้นไปที่เรื่องหวือหวาต่างๆ อาทิ การให้สัญญาว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่ย้ายเข้าไปอยู่ที่ทำเนียบมาลากันยัง จะเดินหน้าปราบเหล่าทรชนที่ตั้งเป้าว่าจะต้องกำจัดมากถึง 1 แสนคน ระหว่างหาเสียงที่สโมสรธุรกิจมากาตี ดูเตร์เตถึงกับพูดว่า ยุคสมัยที่ตนเองเป็นประธานาธิบดี "จะเป็นยุคนองเลือดยุคหนึ่ง” ส่วนทหารและตำรวจที่ได้รับคำสั่งให้ไปกำจัดมารร้ายเหล่านั้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกลงโทษในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะตัวเองมีแผนรองรับไว้แล้ว โดยเตรียมการจะเซ็นคำสั่งอภัยโทษให้ “ผมจะนั่งเซ็นคำสั่งอภัยโทษให้ทหารและตำรวจวันละพันคน” และคนสุดท้ายที่จะเซ็นคำสั่งอภัยโทษก็คือตัวเองที่ถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกร

             ดูเตร์เตกล้าหาเสียงโผงผางแบบนี้ โดยให้เหตุผลว่า "ในเมื่อต้องการเป็นประธานาธิบดีก็จะต้องไม่มีการโกหกหลอกลวงหรือบิดเบือนความจริงใดๆ ทั้งสิ้น สำหรับผมแล้วมีแต่ความจริงที่จะบอกกับประชาชน”

             ในฐานะที่เป็น "คนใต้” ตัวจริงเสียงจริง เพราะเกิดที่เซบู บนเกาะวิสายาส์ ทางตอนใต้แล้วไปเป็นนายกเทศมนตรีที่เมืองดาเวา บนเกาะมินดาเนา เกาะที่กลุ่มติดอาวุธอาบูไซยาฟพยายามต่อสู้หมายแยกดินแดนมาตลอด ดูเตร์เตจึงเห็นด้วยที่จะแยกมินดาเนาออกเป็นอิสระ ตั้งเป็นสาธารณรัฐ เรียกว่าสาธารณรัฐมินดาเนา รวมทั้งยังฝันไกลถึงขั้นว่า จะเปลี่ยนประเทศจากสาธารณรัฐฟิลิปปินส์เป็นสหพันธรัฐฟิลิปปินส์คล้ายมาเลเซีย ประกอบด้วย 14 รัฐ หรือรัฐบาลท้องถิ่น แต่ละรัฐมีสิทธิในการปกครองตนเอง

             เพื่อปลุกเร้าชาวตากาล็อกให้ฮึกเหิม ดูเตร์เตก็กล้าเล่นกับไฟเลียนแบบโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะตัดความ

             สัมพันธ์กับแดนดินถิ่นอินทรีผยองสหรัฐและคู่หูออสเตรเลีย กรณีเอกอัครราชทูตของ 2 ประเทศกล้าบังอาจวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองที่พูดจาคะนองปาก “ตามประสาผู้ชาย” แซวมิชชันนารีหญิงชาวออสเตรเลียคนหนึ่งที่ถูกข่มขืนและฆ่าทิ้งระหว่างเกิดเหตุจลาจลในคุกเมื่อปี 2532 ว่าเธอเป็นคนสวย และตัวเองหวังจะเป็นแรกในกลุ่มที่ได้ข่มขืนเธอ เป็นเหตุให้กลุ่มนักการทูต โบสถ์คาทอลิก และกลุ่มสิทธิสตรีออกโรงประท้วง สื่อหลายสื่อฟันธงว่าจะทำให้คะแนนตก แต่กลับตรงกันข้าม คะแนนกลับพุ่งขึ้น ทำให้ดูเตร์เต ซึ่งเป็นพ่อม่ายเมียหย่ายิ่งย่ามใจมากขึ้น ในช่วงหลังจึงมักจะหาเสียงด้วยเรื่องในมุ้ง เรื่องใต้สะดือต่างๆ อย่างเรื่องเมียน้อยของตัวเองที่กล้ารับว่ามีไม่ต่ำกว่า 2 คน ส่วนใหญ่เป็นพยาบาล รายหนึ่งมีลูกด้วยกัน

             นักวิจารณ์หลายคนเตือนว่า อย่าคิดว่าดูเตร์เตแค่ขู่เฉยๆ หวังเรียกคะแนนิยม แต่อาจทำจริงเมื่อใดก็ได้ตามประสานักเลงโต เหมือนกับที่เคยหนุนหลังชาวเมืองดาเวาให้เผาธงชาติสิงคโปร์เพื่อประท้วงที่ตัดสินจำคุกสาวใช้ฟิลิปปินส์ที่สังหารเด็กน้อยชาวสิงคโปร์วัย 4 ปี แถมยังยุยงให้บอยคอตสินค้าและการลงทุนจากสิงคโปร์

             นักวิเคราะห์จากสมาคมรัฐศาสตร์ฟิลิปปินส์ (พีพีเอสเอ) ให้ความเห็นว่า มุกตลกหยาบๆ ของดูเตร์เตอาจเป็นเหมือนน้ำจิ้มเพื่อดึงคนฟัง แต่สื่อกลับเลือกมานำมาเป็นประเด็นพาดหัว ทำเป็นมองข้ามสารพัดผลงานของเสือเฒ่าที่เขี้ยวเล็บยังคม ซึ่งประสบความสำเร็จในการต่อสู้กับอาชญากรรมและยาเสพติด

             ด้วยวิธี “ตบหัวแล้วลูบหลัง” อาทิ ใช้กำลังจัดการกับตำรวจที่รีดไถ หลังจากนั้นก็จะให้ทุนตั้งร้านค้าเพื่อไม่ต้องรีดไถอีกต่อไป

             ขณะที่ลดปัญหายาเสพติดด้วยการให้เงินก้นถุง 2,000 เปโซ แก่พ่อค้ายาเสพติดหรือคนเสพยาที่ยอมมอบตัวหวังจะได้เริ่มชีวิตใหม่สนับสนุนสิทธิของกลุ่มความหลากหลายทางเพศ โดยเป็นนักการเมืองเพียงคนเดียวที่ยอมให้เกย์ลงสมัครรับเลือกตั้งในสภาเทศบาลเมืองเช่นเดียวกับมุสลิมและคนพิการ และยังนำร่องตั้งตัวแทนของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นรองนายกเทศมนตรีสนับสนุนการคุมกำเนิด โดยมีลูกไม่เกิน 3 คน นอกจากทำหมันฟรีแล้วยังแจกเงินอีก 5,000 เปโซ ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ ห้ามจำหน่ายสุราตั้งแต่ 13.00-08.00 น. ห้ามจุดประทัด ห้ามทำเหมืองแร่ ฯลฯ

             ทั้งๆ ที่เกลียดการกระทำของคอมมิวนิสต์ที่ใช้อาวุธเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ แต่ยกย่องอุดมการณ์ของกลุ่มกองทัพประชาชนใหม่ (เอ็นพีเอ) ถึงขนาดเคยจ่ายค่ารักษาพยาบาลกว่าแสนเปโซให้แก่พลพรรคเอ็นพีเอคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะเมื่อปี 2547 แล้วหลบไปรักษาตัวที่ศูนย์พยาบาลดาเวา โดยบอกว่าเพื่อเห็นแก่มนุษยธรรม

             ในบทความของนิตยสารไทม์เปิดเผยว่า ดูเตร์เตไม่ชอบรถยนต์ไม่ว่าจะหรูหรือไม่หรู แต่ชอบรถบิ๊กไบค์ คันแรกเป็นเดวิดสันมือสอง ตอนนี้ขี่ยามาฮ่า วีราโก้ ปู่ดูเตร์เตจะขี่บิ๊กไบค์ไปลาดตระเวนตามถนนสายต่างๆ อาทิตย์ละ 2 คืน บางครั้งก็เรียกแท็กซี่มาตรวจ เล่นเอาผู้โดยสารตกอกตกใจไปตามๆ กัน

             จึงไม่สงสัยเลยว่า ผลการสำรวจของนิตยสารรีดเดอร์ไดเจสท์เมื่อปี 2553 ปรากฏว่าดูเตอร์เตเป็นนักการเมืองที่ประชาชนเชื่อถือมากเป็นอันดับ 4 ความที่เป็นคนมากฝีมือ ประธานาธิบดีถึง 4 คนทั้งฟิเดล รามอส, โจเซฟ เอสตราดา, กลอเรีย อาร์โรโย และแม้กระทั่งเบนิโญ อาคีโนที่ 3 เอง ได้เสนอให้เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย แต่เจ้าตัวปฏิเสธทุกครั้ง เช่นเดียวกับที่ปฏิเสธไม่ยอมรับรางวัลที่หลายประเทศพยายามมอบรางวัลเกียรติยศให้ รวมไปถึงรางวัลนายกเทศมนตรีโลกเมื่อเดือนเมษายน 2557 โดยให้เหตุผล "แค่ทำตามหน้าที่ที่ประชาชนมุ่งหวังให้ตัวเองทำ”

             แม้จะมีภาพลักษณ์ภายนอกเหมือนนักเลงลูกทุ่ง แต่ดูเตร์เตก็มีมุมอ่อนโยนน่ารักไม่ใช่น้อย อาทิ ชอบเข้าครัว เป็นพ่อครัวฝีมือดีคนหนึ่ง โดยเฉพาะไก่ย่างและปลาย่างสูตรพื้นเมือง หรือถึงจะแก่ปูนนี้แต่ก็ยังติดผ้าห่มเน่าๆ ที่แม่ให้ตั้งแต่เด็ก เวลานอนต้องห่มผ้าผืนนี้ไม่เช่นนั้นนอนไม่หลับ ใครเอาทิ้งเป็นโกรธกันจนตาย เคยมีเจ้าหน้าที่อินโดนีเซียคนหนึ่งหยิบไปทิ้งเพราะคิดว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว ดูเตร์เตซึ่งเดินทางไปร่วมประชุมการค้า โกรธจนขู่จะกลับบ้านที่ดาเวาหากไม่รีบนำผ้าห่มเน่าๆ มาคืนทันที

             นอกจากนี้ยังเป็นหนอนหนังสือแท้จริง อ่านทุกประเภท รวมไปถึงประวัติศาสตร์ของมินดาเนาและฟิลิปปินส์ เศรษฐกิจ ความมั่นคงทางอาหารและการเมือง ที่ขาดไม่ได้คือ ชีวประวัติของมหาบุรุษโลกอย่างนโปเลียน โบนาปาร์ต หรือลี กวน ยิว และบารัก โอบามา ส่วนนวนิยายก็เป็นแฟนตัวยงของนักเขียนชื่อดัง โดยเฉพาะโรเบิรต์ ลัดลัม ผู้แต่งเรื่อง "กูชื่อเจสัน บอร์น” ที่ฮอลลีวู้ดนำไปดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์ไตรภาค อีกคนหนึ่งก็คือซิดนีย์ เชลดอน นักเขียนแนวสืบสวน สยองขวัญและระทึกขวัญ อย่างหนังสือดังเรื่อง เลือดสีน้ำเงิน จอมบงการ ฯลฯ

             เฉกเดียวกับชาวฟิลิปปินส์ทั่วไปที่มีดนตรีอยู่ในหัวใจ ดูเตร์เตจึงชอบฟังเพลง เพลงโปรดเป็นเพลงคลาสสิกของเซบู ด้วยความที่เป็นแฟนเพลงของซูร์บัน นักร้องชาวเซบู ถึงขนาดขออนุญาตนำเพลงของซูร์บันมาเปิดก่อนจะเริ่มหาเสียง นอกจากนี้ยังชอบเพลง “แม็คอาเธอร์'ส ปาร์ค” ฉบับต้นฉบับของริชาร์ด แฮร์ริส และเพลง “ยู เรส มี อัพ” ของโยส โกรแบน

             และแม้จะมองเหมือนนักเลงหัวไม้ แต่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีอารมณ์อ่อนไหว ถือว่าลูกผู้ชายก็ร้องไห้เป็น เป็นหนึ่งในนายกเทศมนตรีคนแรกที่รีบให้ความช่วยเหลือชาวเมืองทัคโลบัน ที่ราบเป็นหน้ากลองจากมหาไซโคลนไห่เยี่ยน ชาวเมืองตายมากถึง 1 หมื่นคน เริ่มจากบริจาคเงินสด 7 ล้านเปโซทันที พร้อมกับบินไปเมืองทัคโลบันด้วยตัวเองพร้อมทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากดาเวา ทั้งหมอ พยาบาล และหน่วยค้นหาและช่วยเหลือ ระหว่างนั้นถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อพบภาพความเสียหาย

             และนี่คือตัวตนแท้จริงของเต็งหนึ่งประธานาธิบดีในอนาคตของชาวฟิลิปปินส์ ที่โหยหาผู้นำที่แข็งแกร่งมานาน ส่วนเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีเป็นเรื่องรองลงมา

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง