ข่าว

เชิญอาจารย์มช.เข้าค่ายทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์

เชิญอาจารย์มช.เข้าค่ายทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

เรียกตัวอาจารย์คณะสังคม เข้าพบ เพื่อให้ข้อมูลแก่ทางราชการ หลังทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ประตูท่าแพ โฆษกคสช.ระบุใช้ม.116 มาตรการตัดไฟต้นลม

             จากรณีที่ กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 33 ได้มีหนังสือถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขอเชิญ น.ส.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มาพบเจ้าหน้าที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยมณฑลทหารบกที่ 33 เพื่อให้ข้อมูลเป็นประโยชน์แก่ทางราชการ ณ กองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ ต.วัดเกตุ อ.เมือง เชียงใหม่

             เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายชำนาญ จันทร์เรือง นักวิชาการอิสระ ด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวว่า ทราบเรื่องที่ทางกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ส่งหนังสือเชิญ อาจารย์ปิ่นแก้ว เข้าพบแล้ว เชื่อว่ามาจาก เมื่อวันที่ 27 เมษายน อาจารย์ปิ่นแก้ว พร้อมด้วยประชาชน นักศึกษา นักกิจกรรม นักวิชาการ ได้เดินทางไปรวมตัวกันที่บริเวณลานเอนกประสงค์ประตูท่าแพประมาณ 10 คน โดยทุกคนใส่เสื้อสีขาว ยืนอยู่ในบริเวณดังกล่าว เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อให้ปล่อยประชาชนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้าย การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยไม่มีเงื่อนไข  โดยทำกิจกรรมในบริเวณดังกล่าวเพียงครู่เดียวก็สลายตัวกลับ หลังจากนั้นจึงทราบข่าวว่ามีการส่งหนังสือถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเชิญ อาจารย์ปิ่นแก้ว เข้าไปให้ข้อมูลที่ค่ายกาวิละ ซึ่งปกติการส่งหนังสือเชิญเข้าพบ จะส่งไปถึงตัวบุคคล โดยไม่ผ่านต้นสังกัด ครั้งนี้ส่งหนังสือผ่านไปยังอธิการบดี จึงเชื่อว่าจะเป็นการส่งสัญญาณปรามนักวิชาการที่กำลังจะออกมาเคลื่อนไหวหลังจากนี้ไปในตัวหรือไม่

             อย่างไรก็ตาม การรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น อยากให้มีช่องทางในการแสดงวามคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย ไม่ใช่ปิดกั้นห้ามแสดงความคิดเห็น ซึ่งแต่ละคนมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไป การที่ได้แสดงออกอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยทำให้รัฐธรรมนูญมีความสมบูรณ์มากขึ้น

             สำหรับในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Pinkaew Laungaramsri” ของ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ได้มีการโพสต์ช้อความว่า “ได้รับเกียรติเชิญเข้าค่ายทหาร อังคารหน้า จดหมายบอกว่าเชิญไปให้ข้อมูลแต่อ้างคำสั่ง คสช 3/2558 ยังสงสัยอยู่ว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ต่อทางราชการเสรีภาพในการแสดงออกสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานหรือวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ทหารพึงมี?”  พร้อมภาพหนังสือเชิญเข้าพบของกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ทำงานถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อให้เข้าพบเวลา 09.00 น.ในวันที่ 3 พ.ค.59  ที่กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ พร้อมกันในเฟซบุ๊กดังกล่าวยังได้มีการโพสต์เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2559 เวลา 18.51 น. ข้อความ “เสรีภาพ เสรีภาพ เสรีภาพ ปล่อยประชาชน NOW!” พร้อมมีรูปภาพ กลุ่มประชาชนใส่เสื้อสีขาวยืนเรียงกันที่ประตูท่าแพ


โฆษกคสช.ระบุใช้ม.116 มาตรการตัดไฟต้นลม

             พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรองข่าววันเสาร์ ทาง102เอฟเอ็ม สำนักข่าวเนชั่น ยืนยันการจับกุม และดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ว่า เป็นไปตามขอบเขตของกฎหมาย ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มที่เป็นขั้วตรงข้ามของรัฐบาล คสช. ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกจับกุมนั้นตนไม่ทราบว่าจะอยู่ในขั้วสีใดสีหนึ่งหรือไม่ แต่ทราบว่าบุคคลผู้ว่าจ้างนั้น เป็นตัวแทนจากกลุ่มสี ขณะที่ผู้ที่ถูกว่าจ้างนั้น อาจเป็นผู้ทำงานปกติเท่านั้น ส่วนที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีกับผู้ที่โพสต์ข้อความในเชิงล้อเลียนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ควรใช้กฎหมายหมิ่นประมาทดำเนินการมากกว่าการใช้บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งอยู่ในหมวดความมั่นคง นั้น ตนขอชี้แจงว่า เจ้าหน้าที่พบพฤติกรรมของผู้ที่ถูกกล่าวหา ซึ่งเข้าข่ายกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 จึงต้องใช้มาตรการดังกล่าวดำเนินการ และหากปล่อยไปโดยไม่ดำเนินการอาจจะนำไปสู่การแสดงออกที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตามความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นผ่านสังคมออนไลน์ ยังถือว่า เป็นไปในระดับที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินไว้ และรับมือได้ ส่วนการเคลื่อนไหวดังกล่าวจะขยับไปสู่การเล่นเกมใต้ดินหรือไม่นั้น ตนยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ทราบแต่เพียงว่ากลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านนั้นไม่เคยหยุดต่อต้าน นับตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 เป็นต้นมา

             “การแสดงความเห็นต่างๆ ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หากไม่มีลักษณะสื่อสารให้เกิดความเข้าใจผิดแล้ว คสช. ไม่ได้ห้าม แต่กรณีที่ใครจะแสดงความเห็นอะไร ควรระวังด้วยว่าต้องไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือกระทบ พาดพิงองค์กรใด หรือบุคคลใดให้เกิดความเสียหาย ซึ่งสิ่งที่มีการเคลื่อนไหวที่ถูกดำเนินคดีนั้น คือการกระทำที่พาดพิงไปยังบุคคลในรัฐบาล ให้ไม่มีความน่าเชื่อถือ จึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการกระทำแบบนั้นไม่เหมาะสม” พ.อ.วิธัย กล่าว

             พ.อ.วิธัย กล่าวด้วยว่า สำหรับการแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการติดแฮชแท็ค โพสต์อย่างไร ไม่ให้ถูกจับนั้น ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการล้อเลียน   โดยตนมองว่า ประเด็นการติดแฮชแท็คนั้นไม่ชัดเจน ว่าเจ้าหน้าที่จะทำอะไรหรือไม่ แต่ส่วนตัวมองว่าการแสดงความเห็น หรือ ติดแฮชแท็คนั้นทำได้ แต่หากจะผิดต้องขึ้นอยู่กับเนื้อหามากกว่า ส่วนทิศทางของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตนมองว่าแนวทางจะไม่ต่างจากเดิมที่ได้ดำเนินการมาแล้ว และสถานการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นยังไม่ถือว่าเกินระดับความคาดหมาย

 

"สมชัย”เตรียมพบอียูจันทร์นี้

            นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการกรองข่าววันเสาร์ ทาง102 เอฟเอ็ม สำนักข่าวเนชั่น ถึงหลักเกณฑ์และแนวทางการแสดงความเห็น และการจัดกิจกรรมในช่วงการรณรงค์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า โดยหลักเกณฑ์แล้ว การแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่บนเงื่อนไข 3 ข้อ คือ 1.ไม่พูดเท็จ 2.ไม่หยาบคาย ก้าวร้าว รุนแรง และ 3.ไม่ปลุกระดมที่นำไปสู่ความวุ่นวางทางการเมือง ขณะที่การทำกิจกรรม เช่น การชูธงเขียว, รณรงค์ให้ไปออกเสียงรับรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นกิจกรรมที่เข้าข่ายปลุกระดมได้ จึงไม่ควรทำ หากเป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำกิจกรรมชูธงเขียน ตนฐานะ กกต. สามารถให้ใบแดงได้ทันที ดังนั้นประชาชนทั่วไปที่อยากแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ กกต. ถือว่าเป็นสิทธิ และเสรีภาพขั้นพื้นฐานส่วนบุคคลที่ทำได้ แต่ต้องไม่ใช่การแสดงความเห็นที่ชักจูงให้บุคคลอื่นไปออกเสียงว่ารับ หรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่การจัดเวทีเพื่อแสดงความเห็นนั้นหากมีลักษณะที่เป็นการอภิปรายทางวิชาการ ซึ่งไม่ใช่จัดเวทีให้ผู้ที่มีความเห็นที่ต่างกันคนละขั้วมาอภิปรายแข่งขันกัน สามารถทำได้ แต่ต้องมีองค์กร หรือสถาบันใด สถาบันหนึ่งร่วมดำเนินการด้วย คือ 1.ราชการ 2.สถาบันวิชาการ ซึ่งสังกัดหน่วยงานรัฐ หรือ เป็นของเอกชนก็ได้ และ 3.องค์กรสื่อมวลชนที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อเป็นหลักประกันว่าการจัดเวทีอภิปรายทางวิชาการนั้นผ่านการคัดกรองบุคคลที่เข้าร่วมเวที และทำเนื้อหาให้ได้อย่างมีคุณภาพ ทั้งนี้การจัดเวทีอภิปรายวิชาการดังกล่าว ไม่ต้องขออนุญาตจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

            ผู้สื่อข่าวถามถึงความชัดเจนต่อแนวทางที่องค์กรต่างชาติจะเข้าสังเกตการณ์การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นายสมชัย กล่าวว่า ในการเลือกตั้งทั้งในอดีต จนถึงปัจจุบัน กกต. มีแนวทางและออกระเบียบรองรับให้มีผู้เข้ามาสังเกตการณ์ได้ โดยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กกต. มีงบประมาณเพื่อรองรับกิจกรรมดังกล่าวไว้แล้ว โดยอยู่ในส่วนที่รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณจำนวน 2,900 ล้านบาทเพื่อทำประชามติด้วย สำหรับรายละเอียดของการใช้งบประมาณส่วนที่เตรียมไว้ คือ การจัดประชุมหรือสัมมนาเพื่อชี้แจงรายละเอียดของกระบวนการออกเสียงประชามติ และสาระของร่างรัฐธรรมนูญ จัดการอำนวยความสะดวกในการเข้าสังเกตการณ์ จัดผู้แปลภาษาไว้ระหว่างการลงพื้นที่ เป็นต้น แต่ในแนวทางปฏิบัติ กกต. ไม่สามารถส่งจดหมายเวียนไปทุกๆ องค์กรต่างชาติได้ แต่องค์กรใด หรือเครือข่ายใดที่ต้องการเข้าสังเกตการณ์สามารถแจ้งความจำนงมายัง กกต. ได้ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีองค์กรหรือเครือข่ายต่างชาติใดแจ้งความประสงค์ ทั้งนี้ในวันที่ 2 พ.ค. นี้ ตนได้รับเชิญจากสหภาพยูโรป (อียู) ให้ชี้แจงต่อกระบวนการออกเสียงประชามติด้วย

            “เราไม่ปิดกั้น องค์กรต่างชาติที่จะเข้าสังเกตการณ์ประชามติ เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด เราทำอย่างโปร่งใส แต่การสังเกตการณ์ดังกล่าวต้องไม่ใช่การแทรกแซงภายใน ซึ่งหมายถึงการบอกว่า การทำประชามติของไทยไม่ดีอย่างไร แล้วต้องปรับปรุงอย่างไร” นายสมชัย กล่าว

 

 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง