
ญาติเตรียมฝังศพ"อาคีโน"เคียงข้างสามี
ฟิลิปปินส์เศร้า"คอราซอน อาคีโน" อดีตผู้นำถึงแก่อสัญกรรม จากอาการหัวใจล้มเหลว หลังป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ รวมอายุ 76 ปี ครอบครัวเตรียมจัดพิธีฝังศพเคียงข้างสามี มะกันยกย่องเป็นผู้นำประชาธิปไตยกลับสู่ฟิลิปปินส์
(1ส.ค.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมว่า อดีตประธานาธิบดีคอราซอน อาคีโน ของฟิลิปปินส์ ได้ถึงแก่อสัญกรรม ด้วยวัย 76 ปี หลังจากป่วยเป็นโรคมะเร็งลำไส้มานานกว่า 1 ปี และปฏิเสธการรักษาพยาบาลก่อนหน้าที่จะเสียชีวิตไม่นาน
วุฒิสมาชิกเบนิกโน อาคีโน จูเนียร์ บุตรชายของนางอาคีโน กล่าวว่า มารดาจากไปอย่างสงบ ด้วยหัวใจล้มเหลว เมื่อเวลา 03.18 น. วันที่ 1 สิงหาคม ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง มารดาของตนต้องการให้ลูกๆ และครอบครัว ขอบคุณชาวฟิลิปปินส์ทุกคน ที่พร้อมใจกันสวดมนต์ให้เธอ และยังได้ส่งความรัก ความปรารถนาดีมาอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้านี้ ชาวฟิลิปปินส์พากันนำริบบิ้นสีเหลืองผูกไว้ตามเสาไฟฟ้า ต้นไม้ รั้วและอาคารต่างๆทั่วกรุงมะนิลา เมืองหลวง ฟิลิปปินส์ เพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีคอราซอน อาคีโน สัญลักษณ์แห่งประชาธิปไตยของประเทศ ที่กำลังป่วยจากโรคมะเร็ง ขณะที่โบสถ์หลายแห่งทั่วประเทศได้สวดมิซซากันทุกวัน เพื่อขอพรให้อดีตผู้นำของพวกเขาหายจากอาการป่วย โดยนางอาคีโน ผู้นำปฏิวัติพลังประชา ชนแบบไม่มีการนองเลือดเมื่อปี 2529 ในการโค่นล้มเผด็จการ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ต่อสู้กับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มานานกว่าปี เธอถูกนำตัวเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในย่านมากาติของกรุงมะนิลา ตั้งแต่ปลายเดือนที่แล้ว หลังจากที่อาการแย่ลง
นายเบนิโญ อาคีโน จูเนียร์ วุฒิสมาชิกบุตรชายนางอาคีโน เปิดเผยว่า ครอบครัวจะฝังศพของมารดาไว้เคียงข้างบิดาผู้ล่วงลับที่สุสานในกรุงมะนิลา โดยจะจัดพิธีศพเป็นการภายใน ไม่ได้จัดพิธีศพอย่างเป็นทางการตามที่นางอาร์โรโยเสนอก่อนหน้านี้ พร้อมกล่าวว่า ยังไม่มีเจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีติดต่อมาเรื่องพิธีศพแต่อย่างใด
ครอบครัวเผยอีกว่า จะนำศพของนางอาคีโนไปไว้ที่โรงเรียนคาทอลิกแหน่งหนึ่งในกรุงมะนิลา โดยจะเปิดให้ประชาชนได้เคารพศพ และจะมีพิธีสวดทุกวันจนถึงวันพุธก่อนจะทำพิธีฝัง ขณะที่สถานที่ราชการ และสำนักงานต่างๆ ได้ลดธงลงครึ่งเสาทั่วประเทศ และประชาชนได้พากันไปวางดอกไม้ที่หน้าบ้านของนางอาคีโนในย่านคิวซอน ชานกรุงมะนิลา ส่วนทหารได้ยิงสลุดเพื่อเป็นเกียรติแก่อดีตประธานาธิบดีผู้ล่วงลับ นอกจากนี้ยังมีตกแต่งโคมไฟตามถนน ประตู รถยนต์ และอาคารต่างๆ ทั่วฟิลิปปินส์ด้วยริบบิ้นสีเหลือง ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์การต่อสู้ของนางอาคีโน ขณะที่ประชาชนในกรุงมะนิลาได้พากันจุดเทียนไว้อาลัยนางอาคีโนตามโบสถ์ต่างๆ ที่จัดพิธีสวดส่งวิญญาณให้เธอด้วย
ด้านประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนสหรัฐอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ได้ประกาศให้ทั้งประเทศไว้อาลัยอย่างเป็นทางการต่อการจากไปของนางอาคีโน ที่ถึงแก่อสัญกรรม โดยนางอาร์โรโย ผู้ซึ่งต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับนางอาคีโนระหว่างการชุมนุมขับไล่อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ก่อนที่เธอจะได้เป็นประธานาธิบดีเมื่อกว่า 8 ปีก่อน กล่าวยกย่องนางอาคีโนด้วยว่า เธอเป็นสมบัติของชาติจากการฟื้นฟูประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมกลับสู่ประเทศ ในช่วงที่ชาติต้องเผชิญกับวิกฤติ
เช่นเดียวกับ นางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐที่แสดงความเสียใจต่อข่าวการอสัญกรรมของนางอาคีโน พร้อมกล่าวยกย่องนางอาคิโนว่าเป็นแรงบันดาลใจผู้ช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตยให้แก่ฟิลิปปินส์
นางฮิลลารีกล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวอาคีโน และชาวฟิลิปปินส์ทุกคน ต่อการอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีอาคีโน และว่า นางอาคีโนเป็นที่รักของคนในประเทศ อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชมของโลกจากการกระทำอันกล้าหาญของเธอภายหลังสามีถูกลอบสังหาร และระหว่างดำรงตำแหน่งผู้นำฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ นางอาคีโนยังเป็นผู้นำประชาธิปไตยกลับสู่ฟิลิปปินส์ที่เคยตกอยู่ภายใต้การปกครองเผด็จการนานหลายปี ด้วยความศรัทธาแรงกล้าที่เธอมีต่อประเทศชาติและประชาชน ด้วยเหตุนี้เธอจึงเป็นแรงบันดาลใจให้ทั้งนางคลินตันเอง รวมทั้งอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน สามีของเธอ
ขณะที่อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา กล่าวว่า วันนี้ประเทศของเราได้สูญเสียผู้เป็นมารดาไปแล้ว
นางอาคีโน เป็นภริยาม่ายของ เบนิกโน "นินอย" อาคีโน ผู้นำฝ่ายค้านที่ถูกลอบสังหารบนลานจอดเครื่องบินที่สนามบินนานาชาติในกรุงมะนิลาเมื่อปี 2526 ขณะเดินทางกลับจากลี้ภัยในสหรัฐ เพื่อท้าทายนายเฟอร์ดินาน มาร์กอส อดีตประธานาธิบดีที่ดำรงตำแหน่งมายาวนานในสมัยนั้น
นางอาคีโนก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ลำดับที่ 11 ปีพ.ศ. 2529 โดยพลังของประชาชน ที่ก่อการปฏิวัติโค่นล้มเผด็จการเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส อดีตผู้นำที่กุมอำนาจมานาน 20 ปี และยังกลายเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกของฟิลิปปินส์ โดยนางอาคีโนอยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศ ปี พ.ศ. 2529-2535
ระหว่างการดำรงตำแหน่ง นางอาคีโนเผชิญกับรัฐประหารถึง 7 ครั้ง จากความพยายามของกองทัพที่ต่อต้านการบริหารประเทศของเธอ แต่ก็ยังสามารถผ่านอำนาจไปยังนายฟิเดล รามอส ในปี พ.ศ. 2535 นอกจากนี้ยังได้ปกป้องประชาธิปไตยของฟิลิปปินส์ และปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง
นางอาคีโนได้รณรงค์ต่อต้านอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา แต่ได้ปรองดองกันในเวลาต่อมา อีกทั้งยังร่วมกันประท้วงต่อต้านประธานาธิบดีกลอเรีย อาร์โรโย ทั้งนี้ นางอาคีโนเคยได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ในปี พ.ศ. 2529 และได้รับรางวัลอีกหลายรางวัล



