ข่าว

‘บิ๊กตู่’ไม่โต้การเมืองบอกไม่มีคำตอบ

‘บิ๊กตู่’ไม่โต้การเมืองบอกไม่มีคำตอบ
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

‘บิ๊กตู่’ไม่โต้การเมืองบอกไม่มีคำตอบ คสช.อุบไต๋งัดหลักฐานเพิ่มมัด‘ทักษิณ’จ้างล็อบบี้ยิสต์ ขณะที่นักวิชาการชี้คำถามพ่วงต้องการเพิ่มอำนาจส.ว.เลือกนายกฯ ‘มีชัย’เผ

            เมื่อเวลา 15.30น.วันที่ 25 เม.ย.2559 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์สั้นๆภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) โดยกล่าวว่า ผลการประชุม นบข.ทางปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ชี้แจงจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ถามผู้สื่อข่าวว่ามีอะไรถามมา “ถ้าถามการเมืองไม่ตอบ ก็ไม่มีงานทำ ถ้าถามการเมืองไม่มีคำตอบ”ก่อนที่พล.อ.ประยุทธ์ จะเดินออกจากวงให้สัมภาษณ์ทันที

            ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีการเปิดเผยเกี่ยวกับข้อมูลล็อบบี้ยิสต์ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า“ไปถามทางอิศราเขาสิ เขามีข้อมูล”ก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าทันที


คสช.อุบไต๋งัดหลักฐานเพิ่มมัด‘ทักษิณ’จ้างล็อบบี้ยิสต์ 
 
            พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณี นายนพดล ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เรียกร้อง คสช.โชว์หลักฐานกล่าวหา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจ้างล็อบบี้ยิสต์ ทำลายความน่าเชื่อถือประเทศไทยว่า ตอนนี้มีข้อมูลบางส่วนส่งมาให้บ้างแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รวบรวมเอกสารไว้แล้ว เพียงแต่ยังไม่เปิดเผยในเวลานี้ ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของนายทักษิณเกี่ยวกับการจ้างล็อบบี้ยิสต์หรือไม่นั้น ตนคิดว่าเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีระบุไปแล้วว่ามีการจ้าง แต่รายละเอียดของเอกสารทาง คสช.ขอสงวนสิทธิ์ไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เข้าทางของคนที่ท้าให้เปิด อย่างไรก็ตามเรื่องเหล่านี้พี่น้องประชาชนสามารถ ตรวจสอบสืบค้นได้ทุกช่องทางการสื่อสาร เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เอกสารลับแต่อย่างใดแต่อย่างใด ซึ่งหลักฐานล็อบบี้ลิสต์นั้นเราต้องการชี้แจงให้ประชาชนเห็นว่าข้อมูลเป็นแบบนั้นแบบนี้ เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจฟังว่าอะไรเป็นประโยชน์ และเป็นสาระหรือไม่
 
            พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวต่อว่า การที่นายทักษิณออกมาวิจารณ์นายกรัฐมนตรีนั้น ขอชี้แจงว่าคสช.มองการแก้ไขปัญหาความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนเป็นเรื่องสำคัญสุด รวมทั้งบรรยากาศความสงบสุขของบ้านเมือง ทั้งนี้ปัญหาทางการเมืองนั้น แม้ว่าจะมีคนสนใจบางกลุ่มบางพวกเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความเร่งด่วนสูงสุด แต่ข้อมูลที่เราได้รับพี่น้องประชาชนพอใจกับบรรยากาศความสงบสุขแบบนี้มากกว่า พร้อมทั้งในเมื่อบ้านเมืองมีความสุขสิ่งดีๆก็จะตามมา เช่น การประสบความสำเร็จในด้านกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศเป็นต้น
 
            เมื่อถามว่าการที่นายกฯพูดถึงการแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเข้าทางฝ่ายนายทักษิณหรือไม่ พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวว่า ตนขอเรียนว่าการที่หัวหน้า คสช.พูดออกมาทุกครั้งล้วนออกมาจากใจของท่านในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยเป็นการชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ ส่วนอีกฝ่ายที่มีความเห็นต่างที่จะโต้แย้งอย่างไรก็เป็นแนวทางของพวกเขา อย่างไรก็ตามคสช.จะต้องรักษาความสงบสุข และสนับสนุนการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล และ คสช. เพื่อวางอนาคตของประเทศชาติ
 
            เมื่อถามว่า เชื่อหรือไม่จะมีการเลือกตั้ง 2560 เพราะร่างรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติ ยังคงมีแนวโน้มไม่สงบ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่เลือกตั้ง 2560 เมื่อถามถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย ยังคงแสดงความคิดเห็นผ่านเฟสบุคต่อเนื่อง พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวว่า เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายดำเนินการ

            พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวถึงการออกมาเคลื่อนไหวของ นปช. และ กปปส. ว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายกำลังตรวจสอบว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ผิดกฎหมายอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องเป็นผู้ออกมาชี้แจง ทำความเข้าใจ ขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของ กปปส.นั้น ตนคิดว่าประชาชนร้อยเปอร์เซ็นไม่ต้องการความรุนแรง แต่ต้องการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขมากกว่า
 
            เมื่อถามว่าจะจับตากลุ่ม กปปส.เป็นพิเศษ หรือไม่ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า เราดำเนินการเท่าเทียมกันตามกรอบกฎหมายทุกกลุ่มทุกฝ่าย หากว่าอะไรที่นำไปสู่ความไม่สงบเราจะต้องเข้าไประงับยับยั้งทันที ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีการปฏิบัติสองมาตรฐาน อย่างไรก็ตามตอนนี้เมื่อมีกฎหมายประชามติแล้ว ประกาศ หรือคำสั่ง คสช.นั้น ตนขอชี้แจงว่าคสช.จะพิจารณาในภาพรวม แต่จะให้ใช้กฎหมายปกติเป็นหลักก่อน

            พ.อ.ปิยพงศ์ กล่าวอีกว่า หลังจากที่มีการประกาศใช้ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการลงประชามติ ให้ประชาชนได้ศึกษาว่าทำอะไรได้ หรือ ทำอะไรไม่ได้ จะได้ไม่มีข้อกังขา ผู้ที่ต้องชี้แจงได้ชัดเจนที่สุดคือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง( กกต. )จะได้รับรู้รับทราบร่วมกันต่อไปจะได้ไม่กังวล การทำอะไรจะได้อยู่ในกรอบกฎหมาย เป็นเรื่องที่ทุกคนคงจะได้สบายใจ

 

นักวิชาการชี้คำถามพ่วงต้องการเพิ่มอำนาจส.ว.เลือกนายกฯ

            เมื่อเวลา 13.00 น. ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีจัดงานเสวนา “คำถามพ่วงท้ายมีนัยอย่างไร” ซึ่งจัดโดยหลักสูตรการเมืองและการจัดการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล, ศูนย์ศักษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาฯ และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน

            นายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า การที่มีคำถามพ่วงนั้น มีอยู่ 4 ประเด็นคือ 1.มีการพูดคุยกันว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังไม่ตอบโจทย์ตามข้อเสนอแนะของแม่น้ำ 4 สาย จึงต้องมีการวัดใจกับประชาชน 2.ส่วนผู้ที่เสนอคำถามพ่วงนั้น อาจจะมองว่าโครงสร้างกลไกของร่างรัฐธรรมนูญ ยังไม่มีหลักประกันเพียงพอในการสร้างเสถียรภาพทางอำนาจ 3.อาจจะเกิดจากความเกรงกลัวว่าฝ่ายการเมือง จะเข้ามาคุมกลไกอำนาจได้ หรือกลัวการรื้อโครงสร้างอำนาจต่างๆที่สร้างมาตลอด 2 ปี 4. หรืออาจจะจะเกิดจากคนที่มีอำนาจแล้วไม่อยากลงจากอำนาจ เลยต้องมีคำถามพ่วง

            นายตระกูล กล่าวต่อไปว่าถ้าตนจะพิจารณารับคำถามพ่วงจะพิจารณาจากเหตุผลอะไร ถ้าหากเพื่อการปฏิรูป ตนก็ไม่รู้ว่าจะปฏิรูปเรื่องอะไร มีประเด็นอะไรบ้าง หรือประเด็นปฏิรูปนั้นต้องพ่วงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตนไม่รู้อยู่ดีว่า อะไรคือแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งถ้าคำถามที่เราควรหย่อนบัตรเห็นชอบ ในช่วงเวลาระหว่างนี้ เราจะได้เห็นชาติไหมว่า ยุทธศาสตร์ชาติจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้ามีก็พอที่จะเป็นยข้อมูลให้ตัดสินใจ แต่ขณะนี้ยังไม่มี นอกจากนี้

            “ประเด็นต่อมาคือ ผลของการทำประชามติ ถ้าไม่รับทั้งสอง หรืออาจจะรับแค่คำถามพ่วง ปัญหาก็จะตามมาคือจะต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเราไม่รู้ประเด็นว่าจะต้องพบกับอะไร หรือจะหยิบรัฐธรรมนูญไหนฉบับไหนมาปรับปรุง หรือจะให้เลือกตั้งก่อนแล้วค่อยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งก็จะมีปัญหาเรื่องของความชอบธรรมต่อ มาตรา 35 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวด้วย เพราะถ้าประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนุญ ก็กลายเป็นว่าประชาชนไม่รับกรอบรับธรรมนูญตามมาตรา 35 ใช่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ร่างรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่ผ่าน” นายตระกูลกล่าว

            ด้านอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มคำถามพ่วงควบคู่กับการทำประชามตินั้น ส่วนตัวคิดว่าเรื่อนี้มีนัยยะสำคัญที่สุดคือ จะทำให้ประชาชนชนผู้ใช้สิทธิ์สามารถลงมติตามที่ใจตัวเองต้องการได้หรือไม่ ซึ่งคำถามพ่วงนั้นจะส่งผลต่อพฤติกรรมการลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์ด้วย ถ้าลงประชามติแค่ร่างรัฐธรรมนูญประชาชนก็คิดแบบหนึ่ง พอมีคำถามพ่วงประกอบก็จะทำให้ประชาชนคิดไปอีกแบบหนึ่ง ซึ่งอีกประเด็นที่น่าสนใจคือตัวผู้มาใช้สิทธิ์นั้นมีความเข้าใจในคำถามพ่วงมาน้อยเพียงไหน ทั้งนี้ยังมีประเด็นเพิ่มเติมอีกว่าถ้าคำถามพ่วงผ่าน แต่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คำถามนี้จะมีผลผูกมัดต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปหรือไม่

            ขณะที่นายไพโรจน์ พลเพชร อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย กล่าวว่า การจะดูว่าคำถามพ่วงต้องการอะไรกันแน่ จะต้องวิเคราะห์โครงสร้างร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก่อน ซึ่งในบทเฉพาะกาลได้ระบุทำนองว่าจำเป็นจะต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่าน และเขาก็ได้ออกแบบการดำเนินงานจะต้องโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ ที่ได้วางโครงสร้างเป็นแผน 20 ปี ให้รัฐบาลใหม่วางนโยบายสอดคล้องกับแผนนี้ ซึ่งจะให้คณะกรรมการยุทธศษสตร์ชาติช่วยดูแลส่วนนี้ด้วย แต่ลำพังแค่คณะกรรมการชุดเดียวคงไม่พอ จึงต้องให้ ส.ว. ช่วยกำกับเรื่องปฏิรูปประเทศด้วย อีกทั้งในโครงสร้างปกติตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ ส.ว. ก็มีอำนาจมากพออยู่แล้ว ซึ่งสิ่งที่เขาต้องการอีกก็คือการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย

            ทั้งนี้นายไพโรจน์ กล่าวอีกคำถามดังกล่าวมาจาก สนช. ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คสช. ซึ่งองค์ประกอบที่ไปด้วยกัน อีกทั้งมนช่วง 5 ปีแรก คสช. ก็มีสิทธิเลือก ส.ว. ซึ่งเท่ากับว่า คสช. เองเป็นผู้สถามปณาอำนาจให้ ส.ว. เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า อำนาจที่อยากให้มีเพิ่มเติมก็คือการร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี และต้องการควยบคุมนายกฯด้วย โดย 250 เสียง ถือว่าแข่งแกร่งมากเมื่อเทียบกับเสียงจากพรรคที่ได้คะแนนสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแปรในการเลือกนายกฯ ได้เลย สามารถกล่าวได้ว่า นี่คือช่วงเปลี่ยนผ่านที่ต้องการคงอำนาจให้ทหาร ซึ่งอาจจะดีก็ได้ตนไม่ทราบ แต่เขาออกแบบอย่างนี้ ว่าใครเป็นผู้มีอำนาจที่แท้จริง

            “ถึงที่สุดแล้วคือการเพิ่มอำนาจและสร้างความชอบธรรมให้ คสช. อยู่กับเราไปอีก 5 ปี แต่เป็นในรูปแบบอื่น โดยเฉพาะในโครงสน้างรูปแบบ ส.ว. ด้วยเหตุนี้คำถุามนี้จึงมีนัยยะสำคัญต่อการเมืองอนาคต”อดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมายกล่าว

            ส่วนนางเบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว นักวิชาการจากสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติวิธีศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถ้าคำถามพ่วงผ่านประชามติ เป็นที่ชัดเจนว่าเราจะไม่ได้ นายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรที่พรรคการเมืองจะรวมตัวกันคานเสียงของ ส.ว. ได้ อย่างไรก็ดี ได้มีการระบุเหตุผลว่าสาเหตุที่ต้องมีคำถามพ่วงก็เพราะต้องทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งออกแบบโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจุบัน ซึ่งจะมีผลผูกพันธ์ไปอีก 20 ปี ถึงแม้ว่าเราจะมีการเลือกตั้งอีกกี่ครั้งก็ตาม

            “คำถามพ่วงมีเป้าหมายเพื่ออะไรนั้น เราคงต้องย้อนถามว่า ถ้าเราจะปฏิรูปประเทศ เราต้องการอะไร เรากลัวอะไร เราจะปฏิรูปอะไร และเราต้องการให้ใครเป็นใหญในประเทศนี้ ซึ่งภาวะขณะนี้เป็นเป็นการชิงพื้นที่ระหว่างนักการเมืองที่ถูกชี้ว่าเป็นคนไม่ดี กับ ‘คนดี’ ซึ่งเราเองก็ควรมีสิทธิที่จะบอกได้ว่า เราต้องการคนดีอย่างไร และ ‘คนดี’ ก็ต้องได้รับการตรวจสอบ โดย ส.ว. ที่ถูกเลือกขึ้นมา อาจจะเป็นคนดีก็ได้ แต่ใครล่ะจะเป็นผู้ตรวจสอบคนดีเหล่านั้นในกรณีที่เขามีพฤติกรรมไม่ค่อยจะดี แล้วท้ายที่สุดแล้วใครที่จะเป็นใหญ่ในประเทศนี้ ระหว่างประชาชน หรือผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ถ้าเราได้คนที่ไม่ดี แต่ถ้าเรามีสิทธิตั้งคำถาม ประท้วง ถอดถอนได้ จะดีกว่าการที่เราได้ ‘คนดี’ แต่ไม่มีสิทธิ์ตั้ง หรือทักท้วงอะไรเลยหรือไม่”นางเบญจรัตน์ระบุ


'มีชัย'เผยให้สนช.ร่วมแจงร่างรธน.กับกรธ.

            นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าร่วมประชุมว่า การประชุมวันนี้กรธ.จะหารือถึงแนวทางการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยเบื้องต้นจะให้แม่ข่ายอาสาสมัครจากกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงสาธารณสุข มาร่วมดำเนินการ นอกจากนี้ อาจมีการหารือว่าจะให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ร่วมชี้แจงในส่วนของคำถามพ่วงประชามติในเวทีเดียวกันหรือไม่ เพราะมีความกังวลว่า ถ้ากรธ.และสนช.ไปชี้แจงคนละครั้งอาจจะยิ่งทำให้ประชาชนมีความสับสน โดยกรธ.จะอธิบายในส่วนของรายละเอียดร่างรัฐธรรมนูญ ขณะที่สนช.จะอธิบายในเรื่องของคำถามพ่วง จะได้ช่วยกันชี้แจง เพราะถ้าต่างคนต่างไปจะเสียเวลาของชาวบ้านที่ต้องมาฟัง และคนที่ไปพูดเมื่อพูดคนละทีสองทีก็จะกลายเป็นพูดไม่ตรงกันหรือพูดขัดกัน อาจทำให้ชาวบ้านสับสนได้ ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ของกรธ.นั้นตนจะไปด้วยตนเองในบางจุด ซึ่งจะดูเป็นวาระๆไป อาทิ การลงพื้นที่ร่วมกับแม่ข่ายอาสาสมัคร ตนอาจจะต้องไปทำความเข้าใจด้วยตนเอง เป็นต้น
 
            ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลว่าจะเกิดความวุ่นวายในการลงพื้นที่เหมือนเหตุการณ์ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตหรือไม่ นายมีชัยกล่าวว่า เราจะบอกให้ฝ่ายบ้างเมืองรู้ว่าจะไปไหน ทำอะไร ขณะที่พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติก็มีผลบังคับใช้แล้ว ถ้ามีการขัดขวางการทำงานของกรธ.ก็ต้องว่ากันตามกฎหมาย แต่ถ้าหากมีความวุ่นวายเกิดขึ้นก็ไม่เป็นไร เราจะพยายามพูดเพื่อให้เขาได้สติ ส่วนกรณีที่มีกลุ่มต่างๆ ออกมาแสดงความเห็นทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญในขณะนี้นั้น ตนยังไม่มีความเห็น เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ที่จะพิจารณา ไม่ใช่เรื่องของกรธ.

            “หากมองในแง่ของบางพรรคหรือบางคนที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจตามอำเภอใจ หรือใช้เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง รัฐธรรมนูญนี้ก็คงยากที่เขาจะยอมรับได้ แต่ถ้าหากมองในแง่ที่ว่าประชาชนได้อะไรจากรัฐธรรมนูญนี้คือ มีกฎกติกาที่ถาวร การศึกษาที่ได้รับการพัฒนาให้ทัดเทียมกัน มีการใช้กฎหมายอย่างเท่ากัน ไม่ใช่ว่าตารางมีไว้ขังคนจน คนรวยไม่ถูกขัง และการปฏิรูปจะเดินหน้าสู่จุดหมายที่ดีขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจะต้องพิจารณาว่า จะเห็นแก่พรรคการเมืองหรือเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนที่จะได้มีความทัดเทียมกัน”นายมีชัยกล่าว
 
            นายมีชัย กล่าวต่อว่า สำหรับนักวิชาการที่ติติงร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าอ่านดีๆ จะพบว่าไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า เพราะรัฐธรรมนูญเขียนสำหรับคนทั้งประเทศ ถ้าทำใจกว้างๆ และเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศเป็นหลักก็คงจะไปกันได้ ทั้งนี้ มั่นใจว่ากรธ.จะสามารถอธิบายให้ประชาชนเข้าใจได้ แต่อาจมีข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับเครือข่ายของพรรคการเมืองตรงที่ เราจะลงไปให้ถึงรากหญ้าได้ด้วยตัวเองนั้นอาจทำได้ลำบาก แต่เราก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่ มีกำลังเท่าไหร่เราก็ต้องว่ากันไป สำหรับกรณีที่ขณะนี้ยังไม่มีการลงประชามติ แต่มีการเสนอว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับอื่นมาใช้นั้น อาจเป็นเพราะเป็นไปถามคาดคั้นเขามาก ๆ เขาก็เลยตอบ ทั้งที่จริงแล้วผลจะเป็นอย่างไรยังไม่มีใครรู้เลย ขณะนี้เราคิดเพียงว่าทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ ปัญหาที่เรากำลังแก้เป็นปัญหาที่มีมาจริงเราเลยต้องแก้ไข ส่วนจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับบางประเทศนั้นเราคงจะไปลอกเขามาหมดไม่ได้ เพราะปัญหาแต่ละประเทศมีไม่เหมือนกัน เราดูปัญหาจากในอดีตแล้วเขียนกลไกไว้เพื่อแก้ปัญหา

 

สปท.ชง3ข้อแก้ปัญหาความเหลื่อมลํ้า
                          

            นพ.อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) แถลงเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งรัดการปฏิรูปการจัดการที่ดินเชิงระบบ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม หยุดปัญหาหาข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน และระหว่างประชาชนกับเอกชนที่รุนแรงและเรื้อรัง เช่น กรณีชาวเล หาดราไวย์ ที่มีปัญหาถูกขับไล่ออกจากพื้นที่เดิม โดยการอ้างเอกสิทธิ์ของเอกชนว่า ขอเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเหล่านี้ใน 3 ประการคือ 1.ให้รัฐบาลตั้งกลไกกลางทำหน้าที่พิสูจน์การออกเอกสารสิทธิ์กรณีขัดแย้งที่เอกชนถืออยู่ในมือทุกแปลง เนื่องจากชาวเล ชาวบ้าน และสังคม ไม่เชื่อเอกสารออกมาโดยชอบ โดยเฉพาะพื้นที่พิพาทที่เป็นที่ดินริมทะเล เนื่องจากเชื่อว่าเป็นที่ของสาธารณะ    
                  
            2.ให้รัฐบาลพิจารณาออกนโยบาย เขตพื้นที่พิเศษทางวัฒนธรรม เพื่อดูแลช่วยเหลือ ให้ชาวเลและชาวไทยพื้นถิ่นดั้งเดิมตามชายฝั่ง และในเกาะต่าง ๆ มีที่อยู่อาศัย รวมทั้งที่ทำกิน โดยไม่ต้องให้กรรมสิทธิ์บุคคล และ 3.ในระยะสั้น ควรสั่งการให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองทุกฝ่ายใช้หลักรัฐศาสตร์ในการแก้ปัญหา และให้เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปช่วยเหลือดูและทุกข์สุข ระวังภัยให้กับประชาชน ไม่ทำอะไรที่อาจถูกมองได้ว่าเข้าข้างคนรวย หรือคุกคามชาวบ้าน ซึ่งไม่สอดคล้องกับนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และรัฐบาล ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะพิจารณาในเรื่องนี้ เพราะมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ความเป็นธรรม และคืนความสุขให้กับประชาชน


ตร.เตือนกลุ่มเคลื่อนไหวค้านร่างรัฐธรรมนูญ

            พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงก่อนลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการดูแลความสงบเรียบร้อยทุกช่วงเวลา ส่วนกรณีการดูแลความสงบเรียบร้อยในช่วงก่อนลงประชามตินั้น เมื่อวันที่ 22 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีการผ่านพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2559 ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว จึงขอให้ประชาชนได้ศึกษาข้อมูลพระราชบัญญัติให้ครบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา61 ที่ห้ามการกระทำใด ๆ ที่ก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นการดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใดที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิ์ออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ที่อาจมีโทษจําคุกไม่เกิน 10 ปี หรืออาจถูกศาลอาจสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีอีกด้วย

            นอกจากนี้ยังฝากไปถึงผู้ที่ไปใช้สิทธิ์ ให้ศึกษารายละเอียดของพระราชบัญญัติดังกล่าวให้ดีเพื่อระวังการกระทำบางอย่างที่อาจมีความผิด เช่น การฉีกบัตร หรือเข้าคูหาไปแล้วถ่ายภาพบัตร หรือ การเล่นการพนันต่าง ๆ เป็นต้น เนื่องจากเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้เป็นไปเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างเรียบร้อย หากท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ก็สามารถไปใช้สิทธิ์ออกเสียงได้ตามกฎหมาย พร้อมยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงไม่ว่าเป็นกลุ่มการเมืองฝ่ายใดก็ตามที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำผิด

            พ.ต.อ. กฤษณะ กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบทางการข่าวขณะนี้ยังไม่พบการเคลื่อนไหวที่เป็นนัยยะสำคัญ หรือมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรง ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ได้มีการประเมินสถานการณ์เอาไว้อย่างรอบด้าน รวมไปถึงกรณีที่อาจเกิดการปะทะกันของมวลชน ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดเพื่อรับมือกับทุกเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตามยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย หลังจากนี้ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) จะสรุประเบียบและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายต่อไป



 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง