
"ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์"หนึ่งสตรีไทยที่อยู่กับความสุข
ทุกวันนี้ความสามารถของผู้หญิงไทยไม่ได้เป็นสองรองใคร ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะเห็นผู้หญิงขึ้นมามีบทบาทสำคัญและโดดเด่นเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ยิ่งในวันที่ 1 สิงหาคม ของทุกปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานให้เป็น "วันสตรีไทย" เพื่อยกระดับสถานภาพชีวิตของสตรีไทย ให้ผู้หญิงไทยมีโอกาสแสดงความรู้ ความสามารถในการพัฒนาประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันสังคม และให้สามารถเทียบเท่าสตรีสากลของหลายประเทศที่เจริญแล้ว
และหนึ่งในสตรีไทยที่ทำหน้าที่เผยแพร่ความสามารถ ความรู้ จนเป็นที่ประจักษ์ และคว้ารางวัลสำคัญต่างๆ มาการันตีความเก่งกาจของเธอมาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือ ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ คณบดีเกียรติคุณนานาชาติของคณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต อาจารย์พิเศษคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และ Visiting Professor ด้าน Oriental Medicine ของมหาวิทยาลัยฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology - HIT) ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
เธอผู้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยที่สามารถผลิตยาต้านเอดส์ที่มีคุณภาพดี ลดค่าใช้จ่ายยาต้านเอดส์ของผู้ป่วยเอดส์จากเดือนละ 2-3 หมื่นบาทต่อคนต่อเดือน เหลือเพียง 1,200 บาทต่อคนต่อเดือน และองค์การอนามัยโลกได้ระบุให้ยาสูตรผสมเป็นยาที่อยู่ในคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในการรักษาโรคเอดส์ (WHO’s treatment guideline for HIV/AIDS patients)
แม้ ดร.กฤษณา จะเปิดใจเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านนิตยสารมากมายหลายฉบับ จนวันหนึ่งก็เป็นโอกาสที่ได้เข้าพบ โดยเธอนัดหมายกับเราก่อนเดินทางไปต่างประเทศในวันรุ่งขึ้น ด้วยชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ต่างประเทศประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งต้องไปสอนหนังสือโดยเธอเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยฮาร์บิน พร้อมๆ กับสร้างโรงงานผลิตยาต้านโรคเอดส์ เพื่อจะใช้เป็นที่ฝึกงานของคนแอฟริกันซึ่งโครงการของรัฐบาลจีนที่เข้าไปช่วยเหลือประเทศแอฟริกา โดยทางมหาวิทยาลัยได้แต่งตั้งให้เธอเป็นตัวแทนเพื่อไปช่วยคนแอฟริกัน
ดร.กฤษณามีอะไรเป็นเข็มชี้ทาง ที่บอกให้ดำเนินงานในจุดนี้
(ยิ้ม) ดิฉันเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมี “เข็ม” อะไรอย่างนั้นหรอกค่ะ อาศัยทำงานไปเรื่อยๆ ทำแล้วก็มีความสุข (หัวเราะ) ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือว่าตัวเองเป็นคนทำงานหนัก ทำได้เรื่อยๆ ดิฉันเป็นประเภทที่ไม่ค่อยคิดอะไรมาก สมองอาจจะไม่ค่อยมีคลื่น (หัวเราะ) เลยไม่คิดอะไร พอไม่คิดมากก็ไม่ค่อยมีความทุกข์ ตอนเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็อยากจะไปเรียนต่อเพราะรู้สึกว่ายังเรียนมาไม่เต็มที่ พอเรียนจบปริญญาเอกมา เออ...เราเป็นอาจารย์ได้ เรียนมาตั้งเยอะแล้ว พอเป็นอาจารย์ได้สองปีก็เบื่อ เพราะว่าได้แค่สอนหนังสือ ปิ้งแผ่นใสไปวันๆ เลยทำให้ไม่อยากเป็นแค่นั้น เราอยากจะทำอะไรให้ประเทศชาติมากกว่าที่เป็นอยู่ เลยมาอยู่ที่องค์การเภสัชกรรม ก็ทำยาหาตัวยาใหม่ๆ ทำให้เขาเรื่อย ได้ร้อยกว่าตัว ช่วงนั้นก็มีความสุขดี
มีคนไหนบ้างในโลกที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ดร.กฤษณา
ก็มีมาเรื่อยๆ ล่ะค่ะ คุณยายบ้าง ท่านพุทธทาสบ้าง หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชา ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าต้องเป็นคนใดคนหนึ่ง เวลาใดเวลาหนึ่ง คือไอดอลไม่ใช่จะเป็นแรงบันดาลใจให้เราในทุกๆ โอกาส ขึ้นอยู่กับที่เราต้องการ ณ เวลาใด เช่น เรื่องความเพียรหรือความเรียบง่ายเราก็จะนึกถึงมหาตมะ คานธี หรือดิฉันชื่นชมอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ตรงที่เขาคิดอะไรแบบง่ายๆ ดิฉันมองว่าเขามีความเป็นศิลปินมากกว่านักวิทยาศาสตร์
เดินทางมาแล้วเกือบรอบโลกเห็นถึงความแตกต่างระหว่างคนหรือไม่
เหมือนกันค่ะ ไม่แตกต่าง คนเหมือนกันทั้งหมดเลยค่ะ มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน ความเป็นอยู่อาจจะต่างกัน ความยุ่งยากทางสมองอาจจะต่างกัน ความซับซ้อนในระบบความคิดอาจต่างกัน มีการคิดเอาเปรียบในรูปแบบที่ต่างกัน แต่สุดท้ายก็คนเหมือนๆ กัน
รู้สึกอย่างไรที่เราเกิดในที่ที่หนึ่งแต่กลับต้องไปทำคุณประโยชน์ในสถานที่ต่างออกไป
เขาก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่หรือคะ จะที่ไหนๆ เขาก็เป็นคน และทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตอยู่เท่าเทียมกัน ตอนที่ดิฉันต่อสู้เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาเอดส์ก็เริ่มมาจากที่คิดว่าผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงยา และมองว่าทำไมคนจนเข้าถึงยาไม่ได้ ก็พยายามต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความเท่าเทียมกันแม้จะเล็กน้อยก็ยังดี เพราะเราเห็นความไม่ยุติธรรมทางด้านยาและการเข้าถึงยา เรื่องนี้คำว่าสีผิวหรือชนชาติไม่ควรนำเข้ามาเกี่ยวข้อง เขาเป็นคนเหมือนเราฉะนั้น เวลาที่เราจะช่วยใคร เราไม่ควรจะคิดว่าเขาจะเป็นคนไทยหรือเป็นคนจีน เขาจะเป็นคนเขมรหรือคนลาว ให้คิดว่าเขาเป็นคนเจ็บป่วยและโชคร้ายกว่าเรา ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงยาได้เท่าๆ กัน นอกเหนือไปจากผู้ป่วยคนไทยที่ต้องใช้ยาประมาณหนึ่งแสนคนทั่วทั้งประเทศจะมีสิทธิ์ได้รับยาต้านไวรัสอย่างเท่าเทียมกันแล้ว เรายังเผื่อแผ่ไปถึงเพื่อนบ้าน เช่น เขมร ลาว พม่า เวียดนาม
ตอนนี้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอดส์ในโลกเป็นอย่างไรบ้าง
ไม่ได้ดีขึ้นหรอกค่ะ ซ้ำดูเหมือนว่าจะร้ายแรงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วย พอมียาก็เป็นเรื่องดาบสองคม ผู้คนไม่ค่อยระมัดระวังตัว เลยทำให้มีผู้ติดเชื้อมากขึ้น เมืองไทยเราก็เช่นกัน ปริมาณผู้ติดเชื้อก็ไม่ได้ลดลงเท่าไร ดูเหมือนว่าคนพอรู้ว่ามียาที่ช่วยยืดอายุ ยืดชีวิต ก็เลยคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องดูแลระมัดระวังตัวอย่างแต่ก่อน แต่แท้ที่จริงแล้วยาแค่เพียงช่วยยืดชีวิตเท่านั้น ยังไม่มีทางรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ เอดส์ยังรักษาไม่ได้ และในอนาคตอันใกล้ก็ยังมองไม่เห็นทางที่จะรักษาโรคนี้ได้ เราค้นหาวัคซีนกันมาสามสิบปี ตั้งแต่ค้นพบเชื้อเอชไอวี เรายังทำวิจัยเรื่องวัคซีนต่อเนื่องมาจนถึงบัดนี้ ไวรัสมันฉลาดเปลี่ยนตัวไปเรื่อยๆ เปลี่ยนโครงสร้างภายนอกจนทำให้เราจับไม่ได้ว่าจะเอาแอนตี้บอดี้ (Antibody) แบบไหนดีสำหรับใช้สร้างวัคซีนมาป้องกันได้
ทุกวันนี้ดร.กฤษณากำลังแสวงหาความสำเร็จหรือเปล่า
แล้วคำว่า “ความสำเร็จ” แท้ที่จริงอยู่ตรงไหนล่ะคะ (ยิ้ม) ดิฉันไม่รู้หรอก (หัวเราะ) คือถ้าใครคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความสำเร็จก็ตามใจ เรื่องความสำเร็จมันแล้วแต่เราคิด ส่วนเรื่องเป้าหมายใหญ่ๆ ดิฉันไม่ค่อยคิดถึงมากนัก เพียงอยากทำให้ดีที่สุด คือตัวเองเป็นคนตั้งความหวังแค่สั้นๆ สั้นมาก (หัวเราะ) ถ้าหวังไกลมากจะไม่ได้ ถ้าคิดไปไกลมากก็เหนื่อยใช่ไหมคะ กายไม่เท่าไรหรอกค่ะ แต่ใจนี่สิสำคัญ ส่วนใหญ่เราจะเหนื่อยใจมากกว่าเหนื่อยกาย ตอนที่อยู่เมืองไทยดิฉันเหนื่อยใจมาก เพราะต้องต่อสู้กับคนกันเอง คือคนไทยเราเองนี่แหละค่ะ ตอนนั้นเหนื่อยเป็นพิเศษทั้งๆ ที่กายไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไร แต่พอไปอยู่แอฟริกากายเหนื่อยมาก แต่ใจกลับไม่เหนื่อยเลย ดิฉันเลยไม่รู้สึกเหนื่อย สบายๆ ทำได้เรื่อยๆ
แสดงว่าอยู่ที่แอฟริกามีความสุขมากกว่า
ตั้งแต่ดิฉันไปอยู่ที่แอฟริกาทำให้ค้นพบว่าตัวเองมีความสุขขึ้นเยอะเลย ปกติก็มีความสุขอยู่แล้วนะคะ แต่พอไปอยู่ที่โน่นยิ่งมีความสุขมากขึ้น เขาหาความสุขกันง่ายเพราะเขาไม่มีเรื่องวัตถุกันมาก ไม่ติดวัตถุ คือไม่มีเงินจะไปซื้อหาวัตถุกันอยู่แล้ว ไม่มีทีวี ไม่มีไฟฟ้า มันก็สุขได้แค่นั้น แล้วทำไมเราจะมีความสุขไม่ได้ ทุกวันนี้เราต้องการวัตถุกันมากเกินพอดีหรือเปล่า พอดิฉันนั่งมองชาวแอฟริกันแล้วเหมือนมีสัจธรรมอะไรบางอย่าง เขาหาความสุขกันง่ายมาก ในขณะที่เราหายากเพราะเราไม่พอ อย่างตอนนี้ที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังตกต่ำ แต่ชาวแอฟริกันเขาไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรด้วยเลย เพราะเขาตกต่ำเป็นปกติอยู่แล้ว หรือราคาน้ำมันจะพุ่งไปป็นสี่สิบห้าสิบบาทเขาก็ไม่เดือดร้อนเพราะเขาไม่มีรถ มานั่งคิดดูแล้วมันก็ดีเหมือนกันที่เราได้ไปอยู่ในที่แบบนั้น มันเหมือนอีกโลกหนึ่ง พอเรากลับมาถึงประเทศไทยก็เป็นอีกโลกหนึ่ง ก็คิด เอ...ทำไมมันช่างวัตถุนิยมกันจังเลย
ระหว่าง “ความสำเร็จ” กับ “ความสุข” ดร.กฤษณาให้น้ำหนักอย่างไหนมากกว่ากัน
จริงๆ ดิฉันก็สุขอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วล่ะค่ะ ส่วนเรื่องสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ให้คิดแค่ว่าเราได้ทำแล้ว ก็คงเป็นเรื่องความสุขกระมังคะ ที่ดิฉันจะให้ความสำคัญมากกว่า เพราะความสำเร็จของแต่ละคนก็ตั้งไว้ไม่เหมือนกัน
ถ้าให้แนะนำการหาความสุขในชีวิต ดร.กฤษณาจะแนะนำอย่างไร
นั่งลงคิดสิคะว่าตัวเองยังต้องการอะไรอีก หาให้เจอ คนเราต้องพิจารณาตัวเอง และไม่ใช่ว่าจะพิจารณาแค่สิบปียี่สิบปี เราต้องพิจารณาทุกวัน พิจารณาว่าในแต่ละวันที่ผ่านไป คุ้มค่ากับที่เกิดมาหรือเปล่า บางคนคิดว่าได้ออกไปช็อปปิ้งก็คุ้มค่า ตรงนั้นถือว่าคุณมีความสุขก็ดีไป แต่กับบางคนที่มีทุกอย่างกลับไม่พอใจ ตรงนี้คงต้องหันมาดูแล้วล่ะว่ายังต้องการอะไรอีก ยังมัวหาอะไรก็ไม่รู้ ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องโชคร้ายที่ไม่รู้ว่าตัวเองน่ะโชคดี
เรื่อง : พรชัย นวการพิศุทธิ์



