ข่าว

ตร.จ่อแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย-ข่มขู่กับ'เสก โลโซ'

ตร.จ่อแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย-ข่มขู่กับ'เสก โลโซ'
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ตร.จ่อแจ้งข้อหา “เสก โลโซ” ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นสาหัส หลังแพทย์ประเมินคู่กรณีที่ถูกตื้บอาการหนัก ต้องรักษาตัวกว่า 2 เดือน

             ความคืบหน้ากรณี นางวิภากร ศุขพิมาย หรือ กานต์ อดีตภรรยาของ นายเสกสรร ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ นักร้องร็อกเกอร์ชื่อดัง โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊ก แฉอดีตสามีทำร้ายร่างกายสาวหล่อ น.ส.ชนกชล บุญเพ็ง หรือ บี ลูกน้องคนสนิทต่อหน้า “น้องกวาง” บุตรสาวคนกลาง ทั้งที่พยายามห้ามปรามแต่ไม่เป็นผล ทำให้ได้รับบาดเจ็บกระดูกกรามหัก ซึ่งผู้เสียหายแจ้งความไว้แล้วที่ สน.ลาดพร้าว เหตุเกิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และต่อมาร็อกเกอร์คนดังออกมายอมรับว่าทำร้ายร่างกายคู่กรณีจริง โดยอ้างว่าโมโหที่ถูกด่าถึงบุพการี

             ล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 เมษายน พ.ต.อ.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ ผกก.สน.ลาดพร้าว เปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจรอผลยืนยันการตรวจร่างกายของ น.ส.ชนกชล จากแพทย์ เพื่อนำมาประกอบสำนวน ซึ่งทราบว่าแพทย์ผู้รักษาประเมินให้ผู้ได้รับบาดเจ็บจะต้องรักษาบาดแผลอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 20 วัน คาดว่าจะใช้เวลาในการรักษาอาการไม่ต่ำกว่า 2 เดือน ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จะต้องนำเอกสารการตรวจของแพทย์มาประกอบในการแจ้งข้อหานายเสกสรร เบื้องต้นจะแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บสาหัส และข้อหาข่มขู่ ถ้าหากได้ใบรับรองการตรวจของแพทย์แล้วเจ้าหน้าที่จะดำเนินการออกหมายเรียกให้นายเสกสรรเข้ามาพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อหาและสอบปากคำทันที

             ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 14.10 น. วันเดียวกัน นพ.บุรินทร์ นุชนิยม ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลปิยะเวท นพ.บริพัตร วงศ์ประชุม ศัลยแพทย์ตกแต่งและเสริมสร้าง พร้อมนางวิภากร และ น.ส.วิรังรอง แสงสายทิม หรือ เก๋ น้องสาวของนางวิภากร ผู้อยู่ในเหตุการณ์ขณะนายเสกสรร ทำร้ายร่างกาย น.ส.ชนกชล ได้ร่วมกันแถลงข่าวที่บริเวณชั้น 2 อาคารตรัยยา โรงพยาบาลปิยะเวท

             น.ส.วิรังรอง เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุได้ไปดูหนังกับ น.ส.ชนกชล และน้องกวาง ลูกสาวของนายเสกสรร หนังเลิกตอน 4 ทุ่มครึ่ง จึงพากันไปกินไอติม จนเกือบๆ 5 ทุ่ม จึงพากันเดินออกมา มาเจอนายเสกสรรและผู้ติดตามอีก 3 คน นายเสกสรรก็เดินเข้ามากอดน้องกวาง ก่อนเข้าชกและตบตี น.ส.ชนกชล ไม่ได้พูดอะไรเลย จน น.ส.ชนกชลล้มลงไปกองกับพื้น ผู้ติดตามของนายเสกสรรก็จับตัว น.ส.ชนกชลขึ้นมาให้นายเสกสรรชกอีก ตนจึงเอาโทรศัพท์มาถ่ายรูปไว้ แต่ได้เท่าที่เห็นกัน เพราะผู้ติดตามของนายเสกสรรจะมาแย่งโทรศัพท์ไป จึงรีบเดินไปที่รถเพื่อเอากระเป๋ากับโทรศัพท์เก็บ

             "ขณะกำลังเอากระเป๋ากับโทรศัพท์เก็บในรถ นายเสกสรรก็เดินตามมาที่รถ แล้วจับประตูรถปิดกระแทกใส่แขนเรา ซึ่งเป็นจังหวะที่ น.ส.ชนกชล

             ลุกขึ้นมาได้ และเดินมาขึ้นรถฝั่งตรงข้ามคนขับ ระยะเวลาเกิดเหตุ 3-4 นาที ไม่นานน้องกวางก็เข้ามาห้ามตลอดเวลาว่าพ่ออย่าๆ พร้อมกับร้องไห้ตลอด น้องกวางน่าสงสารมาก พอนายเสกสรรเห็น น.ส.ชนกชลเปิดประตูรถเข้าไปในรถ เขาก็ตามไปถีบ น.ส.ชนกชลอีกด้วย จากนั้นน้องกวางก็ขึ้นรถไปนั่งเบาะหลัง พอปิดประตูรถได้ นายเสกสรรก็ตะโกนมาว่า ถ้าแม่มึงไม่เลี้ยงลูกกูมา กูฆ่ามึงไปนานแล้ว เขาพูดอย่างนี้ 3-4 รอบ ถามว่าเขามีปัญหาอะไรกันมาก่อนมั้ย คือ น.ส.ชนกชลเป็นแฟนคลับพี่กานต์ แฟนคลับฝั่งของพี่กานต์กับพี่เสกจะด่ากันรุนแรงอยู่แล้ว ซึ่ง น.ส.ชนกชลมาปกป้องพี่กานต์ตลอด พี่เสกเขาคงโกรธว่าคนนี้ชอบไปด่า หรือไปเถียงอะไรกับใคร” น.ส.วิรังรอง กล่าว

             ด้านนางวิภากรกล่าวเสริมว่า กรณีที่นายเสกสรรกล่าวอ้างว่า น.ส.ชนกชลไปโพสต์ด่าบุพการี เรื่องนี้ยืนยันได้ว่าไม่จริง

             “เรื่องที่พี่เสกอ้างว่าบีไปด่าพ่อแม่ของพี่เสก เรื่องนี้เรายืนยันได้ว่า บีไม่เคยด่าพ่อแม่ของพี่เสก คนที่บีด่าคือ แฟนคลับกับแฟนคลับด่ากันเอง แล้วที่พี่เสกคิดว่าบีด่าแม่ของเขาให้เขาแคปมาเป็นหลักฐาน คือเขาคิดว่าบีเป็นแอดมินเพจแอนตี้เสกโลโซ ซึ่งจริงๆ คือไม่ใช่ บีไม่ได้เกี่ยวข้อง เขาคิดไปเอง เพราะเพจแอนตี้เสกโลโซเคยด่าแม่เขาทีหนึ่ง อันนี้เราเคยเห็น แต่ตัวบีไม่ได้เป็นแอดมินอยู่แล้ว พี่เสกอาจจะเข้าใจผิด หรืออะไรอันนี้เราไม่ทราบ ส่วนเรื่องที่พี่เสกบอกว่า เคยไปแจ้งความเรื่องเพจแอนตี้ไว้แล้ว อันนี้เราไม่ทราบ เราไม่รู้ไม่ได้ตามข่าว เพราะเขาด่ากราดทุกคนเป็นประจำ ซึ่งก่อนหย่ามีข้อตกลงกันว่าห้ามมาทำร้ายร่างกายกันอีก แต่นี่เขามาทำร้ายบี ก็ถือว่าเขาผิดข้อตกลงในการหย่า หลังจากหย่าก็ต่างคนต่างอยู่ ส่วนที่พี่เสกอ้างว่าบีมีคดีฉ้อโกง เป็นคนไม่ดี คือถ้าเขามีเจ้าทุกข์ก็คงมาดำเนินคดีกับบีเอง นั่นเป็นส่วนของบี แต่ในส่วนที่เรารู้จักบี เขาดีกับเรา ไม่เคยหวังอะไรอยู่แล้ว” นางวิภากรกล่าว

             ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หลังเกิดเหตุได้แจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ น.ส.วิรังรองกล่าวว่า ได้ไปแจ้งความเอาไว้

             “หลังเกิดเหตุเราขับรถไปส่งน้องกวางที่บ้านก่อน เพราะเขาตกใจมาก ก่อนจะพาบีไปโรงพยาบาล พอบีปลอดภัยเรียบร้อยเราก็ไปแจ้งความ ซึ่งเราแจ้งความที่ สน.ลาดพร้าว แจ้งไปตามอาการของบี ส่วนข้อหาต้องเป็นตำรวจตั้ง ซึ่งเราต้องดูผลตรวจอาการของบีก่อน เหตุการณ์นี้เราจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด ซึ่งทางเราแจ้งว่าโดนทำร้ายร่างกาย จิตใจ และข่มขู่ ส่วนที่ทางพี่เสกบอกว่าไม่กังวลกับคดีเท่าไหร่ อันนี้เป็นเรื่องของเขา เพราะเขาไม่กังวลสักคดีอยู่แล้ว ส่วนที่เขาบอกว่าเหมือนตำรวจจับโจร อยากถามกลับว่า แล้วเขาเป็นตำรวจหรือเปล่า เราต้องพิจารณาเอาเองว่าจิตใจเขาเป็นยังไง ทำผิดแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองผิด เพราะฉะนั้นสังคมหรือกฎหมายต้องคิดว่า การที่คนคนหนึ่งพูดแบบนี้แสดงว่าเขาไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ส่วนที่เขาบอกว่า ถ้าเจออีกจะกระทืบอีก เรากลัวมั้ย กลัวสิ ถึงแจ้งข้อหาว่าเขาข่มขู่ มี 3 ข้อที่เราแจ้งไป คือ 1.ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2.ทำร้ายร่างกายให้ได้รับบาดเจ็บและทำร้ายจิตใจ 3.ข่มขู่ ซึ่งทางเราส่งคลิปกล้องวงจรปิดให้ตำรวจอยู่แล้ว” น.ส.วิรังรองกล่าว

             ผู้สื่อข่าวถามถึงสภาพจิตใจน้องกวางเป็นอย่างไรบ้าง น.ส.วิภากรกล่าวว่า ตอนนี้ลูกสาวคงจะรู้สึกไม่ดี

             “น้องกวางเขาคงรู้สึกไม่ดี ตอนนี้เราพยายามจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ ทำให้เขาเป็นปกติที่สุด เขาเป็นเด็กอายุแค่ 15 เราไม่อยากให้เขามาหมกมุ่นกับเรื่องนี้ แค่นี้เขาก็สะเทือนใจแล้ว เขาตะโกนบอก พ่ออย่าทำๆ แล้วร้องไห้ไปด้วยตลอดเวลา คือหนักแล้ว พอเราเจอลูกนอนตื่นขึ้นมาตาบวม มันไม่ใช่แล้ว พี่เสกจะทำร้ายร่างกายใครเขาไม่ควรทำต่อหน้าลูก ซึ่งน้องกวางเจอหลายครั้งแล้ว ทั้งทำร้ายเรา ทำร้ายคนอื่น มันไม่ยุติธรรมกับเด็ก ส่วนตัวกานต์ไม่ค่อยได้คุยกับลูกว่าเขาเข้าใจยังไง แต่เขามีความคิดเป็นผู้ใหญ่กว่าวัย เขาเห็นกับตาเขารู้อยู่แล้วว่าบีเป็นยังไง พ่อเขาทำพฤติกรรมยังไงกับแม่ หรือกับคนอื่นๆ กวางเขาตัดสินใจเองได้ กวางกับบีเขาก็สนิทกัน ส่วนที่พี่เสกบอกว่า ไม่อยากให้กวางอยู่ใกล้บี คือบีเขาไม่ได้อยู่บ้านกานต์ เขาจะมาแค่ทำงาน เขามาดูแลงานในค่ายเพลงเรา ในส่วนของน้องกวางเดี๋ยวกานต์คงพาเขาไปพบจิตแพทย์ เพราะถ้าให้เราเป็นคนพูดกับเขาตรงๆ เราไม่มีจิตวิทยากับเด็ก คงต้องให้หมอเป็นคนช่วยว่าลูกคิดยังไงอยู่ ถามว่าน้องกวางมีอาการซึมเศร้ามั้ย ใช่” นางวิภากร กล่าว

             ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า น.ส.วิรังรองและนางวิภากรเชื่อว่า นายเสกสรรมีอาการไม่ปกติอย่างไรบ้าง โดย น.ส.วิรังรองตอบว่า ไม่รู้ว่าเขาไม่ปกติยังไง เพราะเราไม่ได้เป็นหมอ แต่เขาไม่เหมือนคนเดิมที่เราเคยรู้จัก เรารู้จักตั้งแต่เป็นนักร้องที่ผับ ยังไม่มีชื่อเสียง เขาไม่ได้เป็นแบบนี้ ทุกวันนี้เปลี่ยนไปมาก จนไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร เหมือนเป็นคนที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน

             ด้านนางวิภากรกล่าวเสริมว่า คงไม่ห้ามให้พ่อลูกเจอกัน แต่อาจไม่ให้ลูกไปนอนที่บ้านพ่อ เพราะไม่รู้ว่าอดีตสามีปกติหรือไม่ปกติขนาดไหน วันดีคืนดีเกิดลูกเป็นอะไรขึ้นมาตนจะเสียใจทีหลัง ทางน้องไม่คุยกับพ่อ พ่อไลน์มา แต่น้องไม่คุย ส่วนที่อดีตสามีบอกว่า กวางไลน์ไปถามว่าพ่อโอเคหรือเปล่า จริงๆ คือกวางไม่คุยกับพ่อเลยตั้งแต่วันนั้น ตั้งแต่มีเรื่องนี้อดีตสามีไลน์มา 2 ครั้ง แต่กวางไม่ตอบ ถามว่าอยากให้เรื่องจบยังไง อยู่ที่ตัวนายเสกสรร ถ้าทำตามกฎหมาย ทำตามกติกามารยาท คงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ แต่นายเสกสรรใช้ศาลเตี้ยตัดสินคนอื่นโดยความเข้าใจผิด

             นางวิภากรกล่าวต่อว่า ในความรู้สึกตนคิดว่า คนที่เคยใช้ยาเสพติดมาอย่างมาก และในเวลาที่ยาวนาน อาการที่เขาไปบำบัดแค่ 2 เดือน คงยังไม่ปกติเท่าไหร่

             “คนที่เคยใช้ยาเสพติดอย่างมาก มาเป็นเวลานาน แต่การที่เขาไปบำบัดแค่ 2 เดือน คิดว่ามันยังไม่ใช่ เพราะจริงๆ ต้องรักษาตัว 2-3 ปี เท่าที่เรารู้นะ และต้องไปพบจิตแพทย์ตามเวลานัด และต้องใช้ยาที่หมอสั่งให้ตลอดชีวิต ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนดี ไม่ใช่แบบนี้เลย เขาจะไม่ชอบออกสื่อ ไม่เข้าสังคมแบบนี้ เป็นร็อกสตาร์ นี่เขาเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้า ถามว่าส่วนตัวคิดว่าพี่เสกกลับไปใช้ยาเสพติดอีกมั้ย กานต์ไม่ทราบว่าเขากลับไปใช้หรือเปล่า แต่อาการของเขามีผลกระทบจากยาอยู่แล้ว เพราะเขาใช้มานานและใช้เยอะ คิดว่าภาวะทางอารมณ์ของเขายังไม่ปกติ ต้องรักษา และพบจิตแพทย์” นางวิภากรกล่าว

             ด้านนพ.บริพัตรกล่าวถึงอาการ น.ส.ชนกชล ว่า ได้รับการประสานงานจากโรงพยาบาลข้างนอกให้ช่วยรับคนไข้ในวันที่ 17 เมษายน เบื้องต้นตรวจร่างกายพบว่ากระดูกข้อต่อกรามด้านซ้ายหัก

             “เบื้องต้นในการตรวจร่างกายพบว่า กระดูกข้อต่อกรามด้านซ้ายหัก ได้ผ่าตัดยึดกระดูกฟันล่างและบนให้ติดกัน และพักฟื้น อาการโดยรวมปลอดภัยดี รอให้กระดูกติดให้ดี แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ในวันที่ 20 เมษายน อาการตอนนี้ผู้ป่วยพูดได้ในบางคำที่ไม่ต้องอ้าปาก เพราะเรายึดกระดูกฟันบนกับล่างไว้ นอกจากกรามหัก มีบอบช้ำตามร่างกายเล็กน้อย สามารถกินอาหารอ่อนๆ ได้ โจ๊กหรือนมได้ ต้องรอระยะเวลา และกายภาพบำบัด ให้ใกล้เคียงปกติ สภาพจิตใจคนไข้เท่าที่ประเมิน สื่อสารได้ สีหน้าเงียบขรึม คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา กว่าจะอาการปกติน่าจะใช้เวลา 4-6 สัปดาห์” นพ.บริพัตร กล่าว
 

logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง