
เอาอะไรไปซื้อใจ
ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กระวีกระวาดใช้สื่อของรัฐที่อยู่ในมือทั้งวิทยุ โทรทัศน์ ชี้แจงแถลงไขให้ประชาชนได้รับรู้ และเข้าใจว่า การเข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกานั้นเป็นการก้าวล่วงสถาบัน
เพราะเรื่องนี้ใครต่อใครต่างก็ห่วงว่าจะเกิดผลกระทบตั้งแต่วันแรกที่ แกนนำ นปช.ประกาศจะล่าชื่อแล้ว
ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองก็ออกมาเตือน ออกมาปราม แม้กระทั่ง องคมนตรี ก็ยังอดรนทนไม่ไหว ต้องออกมาพูดจาให้สติ
ที่ผ่านมา รัฐบาล รัฐมนตรี แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรี ก็ทำเพียงแค่ว่า พูดจาไปวันๆ
ไม่ได้เร่งขจัดการกระทำที่ก้าวล่วงสถาบัน เพื่อให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยแต่อย่างใด
จนวันนี้ กลุ่มคนอีกกลุ่มก็เดินรณรงค์ ยกป้ายติดสติกเกอร์ ต่อต้านคัดค้านการเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่หลบหนีโทษจำคุก 2 ปี
ไม่ใช่เพียงแค่ไม่เคยมารับโทษ หากแต่หมิ่นหยามระบบยุติธรรมของบ้านเกิดเมืองนอน แต่กลับให้คนปลุกเร้าชาวบ้านเข้าชื่อเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ
เรื่องอย่างนี้รัฐบาลปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อยาวนาน อ้างแต่ว่าเป็นสิทธิ ทั้งที่กฎหมายก็มีระบุชัดเจนถึงเหตุถึงผลการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา
ทั้งที่รู้ดีว่า นี่มันเกมการเมืองที่ แกนนำ นปช.หยิบยกเอามาเพื่อปลุกระดมผู้คน
ดูง่ายๆ คนในตระกูลชินวัตร ยังไม่มีสักคนที่ไปร่วมลงชื่อ หรือเป็นแกนนำเรียกร้องให้ชาวบ้านมาลงชื่อ
เห็นกันจะจะอย่างนี้ รัฐบาลกลับทำนิ่งเฉย
รอจน องคมนตรี ซึ่งถือเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองออกปาก บอกว่า ที่พากันทำอย่างนั้น เหมือนกับจะล้มราชบัลลังก์
นั่นแหละ ถึงได้งัวเงียเขี่ยขี้ตา ประกาศจะเดินหน้าใช้สื่อของรัฐให้ความรู้ความกระจ่างแก่ชาวบ้าน ที่ยังไม่เข้าอกเข้าใจถึงระเบียบกฎหมายในเรื่องการเข้าชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ
ถึงจะช้า แต่ก็นับว่ายังดีกว่าปล่อยให้บานปลายไปกว่านี้ จนถึงขั้นคนเข้าชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ตีกับคนคัดค้าน
เหมือนก่อนหน้านี้ ที่เสื้อเหลืองตีกับเสื้อแดง หรือ เสื้อแดงตีกับเสื้อน้ำเงินที่พัทยา
หรือว่า นี่คือวิธีการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลชุดนี้
รอให้ผู้ใหญ่ลงมือเอง หรือออกปาก หรือไม่ก็รอให้คนสองกลุ่มถูกปลุกจนสุกงอมแล้วยกพวกตะลุมบอนกัน แล้วค่อยถึงคิวที่รัฐบาลหรือรัฐมนตรีจะออกโรงแก้ปัญหา
ทำงานแบบนี้จะเอาอะไรไปมัดใจชาวบ้านเขา ?



