ข่าว

จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด

จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด : โดย...ศิวะ โลโห

 
                    การบำบัดทางกายภาพโดยเฉพาะการบำบัดด้วยม้าหรือที่คุ้นหูกันว่า “อาชาบำบัด” กำลังเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำบัดรักษาเด็กพิเศษที่มีความผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและข้อต่อ เช่น โรคสมองพิการ รวมทั้งเด็กพิเศษประเภทอื่นๆ ได้แก่ เด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา เด็กออทิสติก และเด็กวัยรุ่นที่มีปัญหาทางภาวะจิตใจและอารมณ์
 
 
จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด
 
 
                    กว่า 10  ปีที่แผนกสัตวบาล กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 2 กรมการสัตว์ทหารบก ค่ายทองทีฆายุ ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งที่นี่เปิดพื้นที่ภายในค่ายให้เป็นโรงเรียนสำหัรบบำบัดเด็กพิเศษ ผู้มีความผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา โดยการนำม้าที่เพาะพันธุ์ไว้สำหรับใช้ในราชการทหาร มาบำบัดรักษาเด็กพิเศษด้วยวิธีอาชาบำบัด ที่กำลังเป็นที่สนใจของกลุ่มผู้ปกครอง ครูในโรงเรียนและเด็กทั่วไป
 
                    พ.ท.สงกรานต์ จันทะปัสสา หัวแผนกสัตวบาล กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 2 กรมการสัตว์ทหารบก เล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 50 เจ้ากรมการสัตว์ทหารบกขณะนั้นให้ไปอบรมโครงการอาชาบำบัดจากโรงเรียนอนุบาลบ้านรักที่กรุงเทพมหานคร หลังจากเข้ารับการอบรมเสร็จก็กลับมาจัดโครงการขึ้น โดยร่วมกับโรงพยาบาลขอนแก่น, โรงพยาบาลศรีนครินทร์, โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์, ศูนย์การศึกษาพิเศษเขตการศึกษา 9 ขอนแก่น, ศูนย์วิจัยออทิสติก มหาวิทยาลัยขอนแก่น และศูนย์บริการบุคคลออทิสติก จ.ขอนแก่น ในการทำกิจกรรมอาชาบำบัด โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือเด็กพิเศษที่ผิดปกติทางระบบการเคลื่อนไหว และเด็กที่มีความบกพร่องด้านสติปัญญา ประกอบด้วย เด็กกล้ามเนื้ออ่อนแรง เด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น เด็กที่พูดไม่ได้ และเด็กที่น้ำลายไหล เมื่อได้ทำอาชาบำบัดแล้วพบว่าอาการดีขึ้น ทำให้ผู้ปกครองยอมรับว่าการทำอาชาบำบัดช่วยบำบัดรักษาเด็กกลุ่มนี้ให้ดีขึ้น
 
 
จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด
 
 
                    “ปัจจุบันผู้บัญชาการทหารบก มีนโยบายและดำริว่าให้ทุกหน่วยที่มีม้าให้ทำโครงการอาชาบำบัด ซึ่งสอดคล้องกับที่ พล.ต.วีระพันธ์ สมัครการ เจ้ากรมการสัตว์ทหารบก  เน้นย้ำว่าให้ทุกหน่วยช่วยกันทำโครงการนี้เต็มที่ โดยหน่วยทำมาแล้ว 16 รุ่น มีเด็กพิเศษที่ผ่านการบำบัดไปแล้วกว่า 700 คน ซึ่งโครงการนี้เราไม่ได้ทำให้เฉพาะเด็กพิเศษที่อยู่ใน จ.ขอนแก่น เพียงอย่างเดียว แต่เราทำกิจกรรมนี้ให้จังหวัดอื่นๆ ด้วย”  พ.ท.สงกรานต์ เล่า
 
                    พ.ท.สงกรานต์ เล่าต่อว่า เด็กพิเศษที่ผู้ปกครองพามาทำกิจกรรมอาชาบำบัดส่วนใหญ่จะชอบเพราะตื่นเต้นที่จะได้ขึ้นไปนั่งบนหลังม้าตัวเป็นๆ ก่อนขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ครูฝึกจะพาเด็กๆ และผู้ปกครองที่มาด้วยวอร์มร่างกายท่าพื้นฐาน จากนั้นจะสร้างความคุ้นเคยด้วยการพาเด็กๆ นั่งบนม้าไม้จำลอง ก่อนที่จะพาขึ้นไปนั่งบนหลังม้าจริงๆ โดยจะมีทหารเป็นครูฝึกและดูแลใกล้ชิด ก่อนหน้านี้มีเด็กคนหนึ่งที่ จ.กาฬสินธุ์ ผู้ปกครองพามาเข้าร่วมกิจกรรมอาชาบำบัด จากเดินไม่ได้ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เมื่อมาทำอาชาบำบัดต่อเนื่องก็ทำให้อาการดีขึ้น สามารถเดินและช่วยเหลือตนเองได้ แม้จะไม่สมบูรณ์นักแต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าเดิมมาก ขณะที่เด็กบางคนที่มีอาการน้ำลายไหล น้ำลายยืดก็พบว่าน้ำลายไหลน้อยลง ส่วนเด็กที่พูดไม่ได้ก็เริ่มพยายามที่จะสื่อสารมากขึ้น สังเกตได้เวลาที่เด็กขึ้นไปนั่งบนหลังม้าจะแสดงอาการดีใจออกมา เวลาที่ครูฝึกให้เขาขึ้นไปนั่งบนหลังม้า ครูฝึกก็จะบอกว่าถ้าเขาไม่คุยกับครู ครูก็จะเอาลงจากหลังม้า ก็ทำให้เขาพยายามสื่อสารกับครูฝึกเพราะไม่อยากลงจากหลังม้า วิธีนี้เป็นการกระตุ้นให้เขาพูด ให้เขาสื่อสารมากขึ้น
 
 
จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด
 
 
                    ขณะที่ อ.ศักดาเดช สิงคิบุตร ครูฝ่ายการศึกษาพิเศษ ศูนย์วิจัยออทิสติก โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า ประโยชน์ของการบำบัดด้วยม้าเป็นวิธีการรักษาแบบธรรมชาติ ด้วยลักษณะการเดินของม้าจะคล้ายคลึงการเดินของมนุษย์ เมื่อเด็กขึ้นไปนั่งบนหลังม้าจะช่วยให้กระดูกสันหลังได้รับการกระตุ้น รวมทั้งกล้ามเนื้อที่เกี่ยวกับกระดูกเชิงกราน นอกจากประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับร่างกายแล้ว การขี่ม้ายังช่วยให้รู้สึกถึงการควบคุมได้ ความรู้สึกถึงการประสบความสำเร็จและเพิ่มความพึงพอใจในตัวเอง เหนืออื่นใดยังช่วยสร้างประสบการณ์ที่สนุกสนาน การสร้างความสัมพันธ์ชนิดพิเศษระหว่างผู้ขี่กับม้า จากการเริ่มต้นที่ผู้ขี่ม้าต้องเรียนรู้เรื่องความสมดุลและความมั่นใจในตนเองขณะที่ได้รับแรงกระตุ้นด้านการบำบัดกล้ามเนื้อ ซึ่งผลที่ได้จากการทำกิจกรรมอาชาบำบัดก็คือบุคลิกภาพ ความเข้มแข็งและพัฒนาการด้านร่างกาย
 
                    “ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าสิ่งที่เป็นความบกพร่องในร่างกายของเด็กออทิสติกก็คือประสาทการรับความรู้สึกของเขา ซึ่งมันมีผลกับการทรงตัว เมื่อขึ้นไปอยู่บนหลังม้าเขาต้องรักษาการทรงตัวให้ได้ มันเป็นการฝึกความแข็งแรงของร่างกาย ด้วยการเกร็งกล้ามเนื้อ การหนีบขา ทุกครั้งที่นั่งบนหลังม้าในขณะที่ม้าเดินเราจะบอกเขาว่าให้กางแขน บังคับม้าเลี้ยวซ้าย-ขวา เขาก็ต้องควบคุมสมาธิ และบังคับม้าผ่านมือทั้งสองข้างของเขาเอง ซึ่งทั้งหมดจะมาจากการทรงตัว การฝึกการควบคุมตนเองบนหลังม้าให้ได้ สิ่งที่ได้คือประสาทสั่งการเขาจะรวดเร็วขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น สมรรถภาพทางร่างกายก็ดีขึ้น อย่างการนั่งเรียนในห้องเรียน เมื่อก่อนเขาจะโค้งตัวนั่งอยู่บนโต๊ะ เลื้อยไปตามโต๊ะ แต่เมื่อมาทำอาชาบำบัดด้วยการนั่งบนหลังม้าอย่างต่อเนื่องก็จะทำให้เขานั่งตัวตรงได้ สมาธิดีขึ้น ประสาทสั่งการเขาก็จะเร็วขึ้น” อ.ศักดาเดช กล่าว
 
 
จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด
 
 
                    โครงการอาชาบำบัดที่แผนกสัตวบาลจัดขึ้นนี้ มีผู้ปกครองที่ทราบข่าวพาบุตรหลานมาเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการบำบัดด้วยวิธีนี้สามารถช่วยให้เด็กพิเศษมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยที่นี่จะเปิดให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานมาเข้ารับการบำบัดด้วยการขี่ม้าทุกวันอังคารและวันพฤหัสบดี ตั้งแต่เวลา 14.00–16.00 น. ส่วนวันเสาร์จะเปิดเวลา 07.00–09.00 น. ผู้ปกครองที่ต้องการพาบุตรหลานเข้ารับการบำบัดรักษาด้วยวิธีอาชาบำบัด สามารถติดต่อได้ที่แผนกสัตวบาล กองการสัตว์และเกษตรกรรมที่ 2 กรมการสัตว์ทหารบกค่ายทองทีฆายุ ตั้งอยู่ที่ ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น
 
 
 
----------------------------
 
(จากสถานเพาะพันธุ์ม้า สู่โรงเรียนอาชาบำบัด : โดย...ศิวะ โลโห)
 
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง