ข่าว

บ้านนี้อบอุ่น ในยุคสังคมใหม่

บ้านนี้อบอุ่น ในยุคสังคมใหม่
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

บ้านนี้อบอุ่น ในยุคสังคมใหม่

 
       ลักษณะชีวิตของครอบครัวไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง จากอดีตอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าในครอบครัวใหญ่ กลายเป็นการแยกตัวเป็นครอบครัวขนาดเล็กในสภาพเศรษฐกิจและแวดล้อมของเมืองใหญ่ พ่อแม่หลายคนทุ่มเทกับงานจนละเลยการสร้างสัมพันธ์ที่ดีของของพ่อ แม่ ลูก เป็นหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาครอบครัวต่างๆ  ลุกลามไปถึงปัญหาสังคมขนาดใหญ่ ทั้งความรุนแรง ยาเสพติด การศึกษา ความยากจน ดังนั้นคำว่า “ครอบครัว” วันนี้จึงไม่ใช่การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันเพียงอย่างเดียว แต่เป็นอีกหน้าที่สำคัญของสมาชิกในการสร้างคนคุณภาพ สร้างวิถีชีวิตที่ดี มีส่วนร่วมพัฒนาสังคม  เศรษฐกิจ ประเทศชาติ อย่างต่อเนื่อง
 
       จากสถานการณ์ข้างต้นทำให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความสำคัญพร้อมส่งเสริมให้ทุกครอบครัวมีแนวทางปฏิบัติสร้างความรักความอบอุ่นให้เกิดขึ้นเป็นพื้นฐานชีวิต โดยใน “วันแห่งครอบครัว” 14 เมษายนของทุกปี  ได้มีการคัดเลือกพร้อมสนับสนุนเหล่าครอบครัวร่มเย็นจากทั่วทุกภูมิภาค เพื่อส่งมอบกำลังใจและเป็นแรงบันดาลใจแก่ครอบครัวอื่นๆ ให้เห็นความสำคัญของบ้านที่อบอุ่น  ซึ่งแต่ละบ้านก็มีวิธีดูแลกันและกันในแบบฉบับของตัวเอง พร้อมแชร์ให้สังคมนำมาปรับใช้ได้อย่างเห็นผลดีเยี่ยม
 
       ในโอกาสนี้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในฐานะพ่องานได้เปิดใจเล่าเรื่องราวการดูแลครอบครัวในแบบของตัวเองผ่านปาฐกถาพิเศษ  โดยเชื่อว่าสังคมที่ดีเริ่มต้นที่ครอบครัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรวย ความจน   แต่เป็นการจัดการในครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ มีต้นแบบ  มีการส่งเสริมกิจกรรมในครอบครัวที่ดี สมาชิกในบ้านก็มีความสุข  ประสบความสำเร็จได้
 
       “บ้านของผมพ่อแม่เป็นข้าราชการครูธรรมดาในต่างจังหวัด   ท่านมีหลักคิดว่า การเรียนลูกที่ดีคือต้องทำให้ลูกได้เห็นเยอะๆ  เด็กจะได้รู้  ได้สงสัย ได้คิด สมองได้พัฒนาเสมอ ท่านจะให้โอกาสพาผมมาที่กรุงเทพฯ บ่อยๆ ให้เราได้เห็นสังคม มีแรงกระตุ้นคิดต่อยอดว่าต้องเรียน  ต้องทำกิจกรรมอะไรเพื่อให้เรียนสู้เด็กในกรุงเทพฯ ให้ได้  คุณพ่อยังสอนเรื่องความกตัญญูรู้คุณ ตอบแทนคน ตอบแทนสังคมให้ผมเห็น  ด้วยการปฏิบัติให้ดูเป็นตัวอย่าง  หลายครั้งในเวลากินข้าวท่านจะใช้เวลาครอบครัวเล่าเรื่องจริงของคนทำดี  และไม่ดีในสังคมว่าเข้าได้ผลกระทบอะไรให้ฟัง อนุญาตให้ผมดูหนัง ละคร  หรือการ์ตูนเกี่ยวกับชาติ การเสียสละ ความยุติธรรม ได้โดยไม่เห็นเป็นเรื่องไร้สาระ  กลายเป็นการปลูกฝังจิตสำนึก สร้างแรงบันดาลใจให้ผมอยากทำงานราชการพัฒนาสังคมอย่างทุกวันนี้  พ่อมาถึงคราวตัวเองมีลูก ผมมีลูกชายตอนนี้อายุ 29 ปีแล้ว  แต่ยังกอดเขาได้ทุกวัน เพราะเราแสดงความรักให้เขาเสมอ  ผมอุ้มและร้องเพลงเดือนเพ็ญให้เขาฟังตอนเขาเด็กๆ ลูกโตมาด้วยความสนิทกับพ่อแม่ สามารถปรึกษาเล่าเรื่องราวต่างๆ  ในชีวิตเขาได้ทุกเรื่อง เราไม่ใช้การตีสั่งสอนแล้ว ไม่ตั้งเป้าหมายให้ชีวิตเขาไม่มีความสุข แต่จะปูพื้นฐานให้เขาเป็นคนดีของสังคม  มีทักษะดูแลตัวเอง ได้ทำอาชีพที่มั่นคงและชื่นชอบ   สำคัญคือต้องปลูกฝังว่ามีปัญหาอะไรให้กล้าคุย  ขอคำแนะนำจากครอบครัวเป็นอันดับแรกเสมอ ทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ที่อยากย้ำให้เห็นว่าครอบครัวเป็นเรื่องของทุกคน  จะดีหรือไม่ดีอยู่ที่การจัดการบริหารในครอบครัวทั้งนั้น ”  รัฐมนตรีเล่าวิธีคิดจากบทบาทลูก-พ่อ ให้รับฟัง
 
       โดยหลักบริหารจัดการครอบครัวที่สำคัญ พล.ต.อ.อดุลย์ แนะนำเพิ่มเติมถึงงานวิจัยพบว่า  เมื่อเด็กมีต้นแบบที่ดีและได้รับการสนับสนุนในสิ่งที่ถูกต้องจะเติบโตมาเป็นคนคุณภาพ  ดังนั้นผู้ปกครองต้องเป็นต้นแบบที่ดีแก่เด็ก  เชื่อว่าทุกคนย่อมมีด้านดีด้านลบในตัวเอง แต่เมื่ออยู่กับลูกเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่ต้องแสดงในด้านดีให้เห็น ในบ้านที่ฐานะยากจนก็มีข้อดีที่เด็กจะมีแรงจูงใจจากวิกฤติในชีวิต  กระตุ้นให้เขาผ่านความยากลำบากมากกว่าคนอ่ื่นๆ สำคัญอยู่ที่พ่อแม่ต้องชี้ทาง  สนับสนุนให้เด็กมีทางออกที่ดี รู้จักทำงานสุจริต ขยัน อดทน อดออม ลูกก็จะกลายเป็นคนคุณภาพของสังคม มีเป้าหมายไม่เฉื่อยชากับชีวิต
 
       ตัวอย่างของครอบครัวอบอุ่นของปีนี้ เริ่มต้นที่บ้านของ สมหมาย  เย็นงาน  ผู้ใหญ่บ้านหญิงแห่ง ต.บางรัดโท จ.สมุทรสาคร   เล่าว่า กิจกรรมหลักของครอบครัวคือการเป็นจิตอาสา ช่วยทำกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และสร้างคนดีให้สังคมด้วย
 
       “ทั้งตัวเองและสามีต่างก็มีหน้าที่การงานเพื่อสังคม ดังนั้นจะพาลูกทั้ง  3 คนมาทำงานด้วยตั้งแต่เด็ก  เวลาลูกเหนื่อยหรือไม่เข้าใจว่าเราจะทำเพื่ออะไร ก็จะคอยชี้ให้เขาเห็นเรื่องความสามัคคี เสียสละ  อดทนรอเห็นผลดีที่ตามมา  และยกตัวอย่างเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ลูกๆ เห็นว่า พระองค์ท่านก็เกิดมาร่ำรวยมีทรัพย์สมบัติมากมาย  ท่านจะอยู่เฉยๆ ก็ได้ แต่ทำไมต้องทรงงานหนักขนาดนี้  ก็เพราะอยากเห็นสังคมที่ดี  ประชาชนทุกคนมีความสุข ถ้าบ้านเรามีกินมีสุขอยู่บ้านเดียว   แต่คนอื่นๆ   ในแวดล้อมรอบตัวเรายังเดือดร้อน  เราจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขจริงๆ ได้อย่างไร   พอลูกเข้าใจเขาก็ยินดีลงพื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อยๆ ครอบครัวเลยชอบที่จะได้อยู่ด้วยกันตลอด  ถึงจะแต่งงานแยกบ้านไปก็ยังกลับมาเจอกันเสมอ”  ผู้ใหญ่บ้านหญิงกล่าว
 
       ด้านครอบครัวนักกีฬาของ ธวัชชัย-ยุพา หมัดหมัน จ.พัทลุง  เชื่อว่ากฎกติกากีฬาจะปลูกฝังให้เด็กมีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี มีวินัยในตัวเอง มีสมาธิใช้ในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตได้ถูกต้อง รวมถึงครอบครัวจะอบอุ่นได้เพราะการสนับสนุน ดูแลกันและกันเสมอ
 
       “ผมกับภรรยา เราเป็นนักกีฬากันมาก่อน เลยรู้ว่ากีฬาช่วยคนได้มากมาย ทั้งเรื่องสุขภาพ  จิตใจ พัฒนาการ การเข้าสังคม มิตรภาพ รู้แพ้รู้ชนะ เสียสละ ความอดทน ดังนั้นลูกทุกคนเราจะพาเขาไปออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก  ให้เขาเลือกเล่นกีฬาอะไรก็ได้ที่ชอบแล้วจะสนับสนุนเต็มที่  เขาจะเรียนรู้เกม รู้กติกาสังคมข้างต้นโดยอัตโนมัติ  เวลาครอบครัวเราคือการพาเขาไปฝึกซ้อม   พาไปดูการแข่งขันกีฬาทุกชนิดที่มีจัดในจังหวัด   หรือเปิดทีวีเชียร์กีฬากันพร้อมหน้า  เป็นช่วงเวลาคุณภาพที่สร้างความอบอุ่นให้ทุกคน” โค้ชเยาวชนจังหวัดพัทลุงเล่าถึงกิจกรรมครอบครัว
 
       ความใส่ใจของพ่อแม่เป็นอีกเรื่องสำคัญที่ทำให้ครอบครัวแข็งแรง  โดยพยาบาลลูก 2 ไพบูลย์ อาจวิชัย วัย 43 ปี จาก จ.มุกดาหาร เปิดเผยว่า  ครอบครัวต้องพร้อมทุ่มเทเวลาให้กันทุกๆ เรื่อง ต้องรับฟังลูกๆ และสามีใครคิดอะไร  ผิดพลาดอะไรต้องบอก ให้อภัยและปรับตัวกัน
 
       “คนหลายคนอยู่ด้วยกันในบ้านย่อมมีเรื่องที่ไม่เข้าใจ ทำผิดกันได้บ้าง แต่บางทีสิ่งที่คนหนึ่งทำผิด  เราก็อาจมีส่วนทำให้เขาผิดด้วย คนในบ้านจึงต้องรู้จักเปิดใจคุยกัน ให้รู้ถึงปัญหาที่แท้จริงและปรับตัวไปพร้อมๆ  กัน เป็นเรื่องที่ต้องคอยบอกให้ลูกกล้าพูดความรู้สึกตรงๆ กับพ่อแม่ได้เสมอ  อีกเรื่องที่สำคัญคือ การปลูกฝังให้เด็กๆ ดูแลตัวเองเป็น รู้คุณค่าของเงิน  รู้จักการทำงาน ที่บ้านจะทำสวนยางพาราด้วย ทุกปิดเทอมจะพาลูกไปทำสวนพร้อมกัน  ลูกสาวช่วยทำงานกับแม่ ลูกชายช่วยทำงานกับพ่อสลับกันไป ไม่ใช่สั่งแล้วให้เขาทำตามลำพังเด็กจะรู้สึกเหมือนโดนใช้งานมากกว่ามาทำกิจกรรมครอบครัว ซึ่งวิธีทำงานด้วยกันพ่อแม่จะได่้ใช้เวลาคุยกันกับลูกเยอะขึ้น  แล้วลูกก็จะรู้จักการทำงานไม่ขี้เกียจ  และเติบโตเป็นคนมีความรับผิดชอบกับทุกเรื่อง” คุณแม่คนเก่งเล่าเทคนิคการดูแลลูกๆ ย่างเข้าวัยหนุ่มสาว
 
       ปิดท้ายที่ ลาเตะ บูเกะยาเอะ คุณตาวัย 75 ปี ชาวนราธิวาส  ร่วมด้วยภรรยาคู่ชีวิต หลานสาว และญาติๆ  ที่เดินทางลงมารับรางวัลครอบครัวดีเด่น  พร้อมหน้า ยิ้มบอกว่า  บ้านเป็นครอบครัวใหญ่ ทุกคนถูกปลูกฝังให้รัก  เกื้อกูลกันตามหลักศาสนา ทำให้สังคมรอบตัวมีความสุข ลูกหลาน ญาติพี่น้องผู้คนรอบข้างมาพบปะ  พูดคุยกันทุกวันไม่มีเหงา
 
       “การพูดคุยด้วยเหตุผล  เป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ เพราะด้วยคนหลากหลายวัยอาศัยอยู่ด้วยกัน ถ้าไม่คุยไม่เปิดใจเลยก็จะไม่เข้าใจใครคิดอะไร  ชอบอะไร นำไปสู่ความห่างเหิน   ซึ่งเวลามีปัญหาจะใช้วิธีเปิดสภานั่งคุยกันทั้งบ้านใครทำอะไร รู้สึกอย่างไรก็พูดตรงๆ  ผิดคือผิด ถูกคือถูก แล้วจะไม่ซ้ำเติมแต่จะช่วยเหลือกันหาทางออกที่ดีที่สุด เพราะความเป็นบ้านที่น่าอยู่เกิดจากรักอย่างเดียวไม่พอเราต้องเข้าใจกันด้วย  คิดเผื่อใจเขาใจเรา จะทำให้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุขทุกคน” หัวหน้าครอบครัวใหญ่กล่าวด้วยความชื่นใจ
 
       ครอบครัวอบอุ่น นับเป็นศาสตร์ศิลป์ กระบวนการ  ที่ฝังอยู่ในธรรมชาติสังคมของทุกคน เมื่อช่วยกันนำมาใช้จนเกิดค่านิยม สังคมสงบสุขก็อยู่ใกล้ตัวเราทุกรุ่นทุกวัยอย่างแน่นอน
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง