ข่าว

ชี้ชะตาเลขาฯ ยูเอ็น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

ชี้ชะตาเลขาฯ ยูเอ็น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

ชี้ชะตาเลขาฯ ยูเอ็น เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย

 
                    นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่มีการเลือกตั้งตำแหน่งเลขาธิการด้วยการหาเสียงสนับสนุนจากประเทศสมาชิกยูเอ็น ที่จะมีการเปิดให้ตัวแทนประเทศสมาชิกรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดขององค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญที่สุดในโลกตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไป
 
                    ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือในการสมัครชิงตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็นครั้งนี้ มีผู้สมัครสุภาพสตรีที่มีผลงานในกิจการระหว่างประเทศ หรือเป็นผู้นำประเทศมาร่วมลงชิงตำแหน่งด้วยกันถึง 4 คน เท่ากับผู้สมัครที่เป็นสุภาพบุรุษ
 
                    ทั้งหมดจะใช้เวทีที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติในการแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามของประเทศสมาชิก และตัวแทนสังคมส่วนต่างๆ ของโลกในโควตา 2 ชั่วโมงเท่ากัน ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกตั้งผู้บริหารยูเอ็นที่โปร่งใสที่สุดในประวัติศาสตร์ยูเอ็น เพื่อหาผู้ที่รับไม้ต่อในการทำงานในตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็นจากนายบัน คีมุน เลขาธิการสหประชาชาติคนปัจจุบัน ชาวเกาหลีใต้ที่จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 1 มกราคม 2560
 
                    ที่ผ่านมาโดยตลอดประวัติศาสตร์ของยูเอ็น ที่ก่อตั้งขึ้นในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงเวลาที่โลกยังเต็มไปด้วยความลำบากยากเข็ญที่เป็นผลจากการใช้อาวุธห้ำหั่นกันของประเทศต่างๆ อำนาจการคัดเลือกเลขาธิการยูเอ็นนั้นอยู่ในมือของสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติประกอบไปด้วยมหาอำนาจที่เป็นฝ่ายชนะสงครามโลกครั้งที่สอง เพียง 5 ประเทศ นั่นคือ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน รัสเซีย และ สหรัฐอเมริกา และตลอด 70 ปีที่ผ่านมานั้น เก้าอี้เลขาฯ ยูเอ็นมีแต่สุภาพบุรุษเป็นผู้ครอบครองมาโดยตลอด ขณะที่การเลือกตั้งครั้งนี้มีความโปร่งใสมากขึ้น และมีสุภาพสตรีที่ลงสมัครชิงตำแหน่ง มีการเปิดตัวกันไปแล้วถึง 4 คน ท่ามกลางกระแสการสนับสนุนให้สุภาพสตรีเข้ามาทำหน้าที่ผู้บริหารสูงสุดแห่งสหประชาชาติ ก็ทำให้โอกาสที่เก้าอี้ตัวนี้จะตกเป็นของ 1 ใน 4 สุภาพสตรี และ 1 ใน 8 ผู้สมัครชิงตำแหน่งนี้ได้ไม่น้อย
 
                    สุภาพสตรีที่ลงสมัครชิงตำแหน่งเลขาฯ ยูเอ็นในครั้งนี้ที่เปิดตัวกันอย่างเป็นทางการแล้ว ได้แก่ นางอิรินา โบโควา ชาวบัลแกเรีย เลขาธิการองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) นางเฮเลน คลาร์ค อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นดีพี) ขณะที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งฝ่ายชายได้แก่ นายอันโตนิโอ กูเตเรส ชาวโปรตุเกส อดีตข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ
 
                    ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่านายเควิน รัดด์ อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียจะลงสมัครชิงตำแหน่งด้วย แต่ในเวลาต่อมาโฆษกส่วนตัวของนายรัดด์ออกมาปฏิเสธข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนี้คนต่อไปจะหมุนเวียนไปให้แก่ผู้สมัครจากประเทศในยุโรปตะวันออก ที่ถือเป็นคำกล่าวที่แสดงถึงการผูกขาดอำนาจการแต่งตั้งเลขาฯ ยูเอ็นของ “ผู้ที่มีอำนาจ” ในองค์กรระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด
 
                    แต่ในอีกทางหนึ่ง นายฟรังซัวส์ เดอลาทร์ ทูตฝรั่งเศสประจำสหประชาชาติ หนึ่งในประเทศมหาอำนาจในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกเลขาธิการสหประชาชาติเป็นแบบเปิดกว้าง เพื่อให้มีการแข่งขันกันได้ นับเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งตนพร้อมที่จะรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้สมัครชิงตำแหน่งแต่ละราย
 
                    อย่างไรก็ตาม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็จะมีการคัดเลือกผู้แทนยังคงมีเวลาคัดเลือกผู้สมัครชิงตำแหน่งเลขาฯ ยูเอ็นโดยจะเริ่มต้นเป็นทางการตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป โดยมีการลงคะแนนเสียงหลายครั้งจนถึงเดือนกันยายน และจะได้ตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาตินำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่แห่งสหประชาชาติหลังจากการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีสมาชิกถาวรและสมาชิกหมุนเวียน 15 ประเทศร่วมประชุมกันในที่สุด
 
                    ขณะที่ นายแมทธิว ไรครอฟท์ ทูตอังกฤษประจำสหประชาชาติในฐานะตัวแทนสหราชอาณาจักรประจำคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า ในเวลานี้คณะมนตรีฯ เริ่มรับฟังวิสัยทัศน์ของผู้เสนอตัวกันแล้วซึ่งถือเป็นขั้นตอนแรกของการคัดเลือกตัวแทนของคณะมนตรีฯ ในการชิงตำแหน่งเลขาฯ ยูเอ็น
 
                    นายแมทธิว กล่าวว่า ถ้าผู้เสนอตัวคนใดไม่มีวิสัยทัศน์ที่น่าประทับใจเพียงพอ หรือไม่สามารถสื่อสารได้อย่างแม่นยำ หรือไม่สามารถแสดงทักษะการเป็นผู้นำ รวมทั้งปัจจัยประกอบอื่นๆ ก็ยากที่จะได้รับการคัดเลือกจากสมาชิกคณะมนตรีฯ ให้เป็นตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งเลขาฯ ยูเอ็นได้
 
                    แต่ทูตประจำคณะมนตรีฯ คนหนึ่งที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ เปิดเผยต่อสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “อาจจะมีเรื่องให้ประหลาดใจ” เพราะในการคัดเลือกของคณะมนตรีฯ จะมีการโต้วาทีแสดงวิสัยทัศน์เหมือนกับการแสดงวิสัยทัศน์ผ่านโทรทัศน์ ที่จะเห็นบุคคลที่มีศักยภาพน่าเชื่อถือเปล่งประกายออกมา หรือคนที่ดูแข็งแกร่งแต่กลับล้มเหลวในการสื่อสาร
 
                    ด้าน นายวิทาเลย์ เชอร์คิน ทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ความเห็นว่าการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้เสนอตัวต้องมีพลังในการโน้มน้าวคณะมนตรีฯ อย่างมาก “สำหรับเรา (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ) ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เลขาธิการสหประชาชาติคนต่อไปจะต้องได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากสมาชิกสหประชาชาติ”
 
 
ถึงเวลาของสุภาพสตรี
 
                    ในเวลานี้มีกระแสส่งถึงสมาชิกคณะมนตรีฯ ที่จะต้องเลือกสุภาพสตรีเป็นเลขาธิการยูเอ็น จากผู้สมัครชิงตำแหน่งทั้ง 8 คน โดยในการคัดเลิือกครั้งนี้มีการกำหนดทิศทางการเลือกตัวผู้สมัครจากยุโรปตะวันออกเป็นหลัก ซึ่งเป็นภูมิภาคเดียวในโลกใบนี้ที่ยังไม่เคยมีตัวแทนเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็น ซึ่งรัสเซียแสดงความชัดเจนว่าเลขาธิการยูเอ็นคนต่อไปจะต้องมาจากภูมิภาคดังกล่าว
 
                    ซึ่งนอกจากนางโบโกวาแล้วยังมี นายดานิโล เติร์ค อดีตประธานาธิบดีสโลเวเนีย นางเวสนา ปูสิค อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศโครเอเชีย นางนาตาเลีย เกอร์มาน แห่งมอลโดวา นายเซิร์คยาน เคริม แห่งมาร์เซโดเนีย และนายอิกอร์ ลุคสิค รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศมอนเตเนโกร ถูกเสนอชื่อเข้าชิงตำแหน่งเลขาธิการยูเอ็นในครั้งนี้
 
                    เชื่อกันว่าจะมีผู้เสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งสำคัญนี้อีกเป็นจำนวนมาก รวมทั้งนางคริสตาลินา กอร์กีวา ชาวบัลแกเรีย สมาชิกคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป และนางซูซานา มัลคอร์รา รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาร์เจนตินา ที่เป็นสุภาพสตรีสองคนที่สร้างแรงสะเทือนในการชิงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของยูเอ็นในครั้งนี้
 
                    แรงสะเทือนนั้นส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศสมาชิกยูเอ็น 56 ประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นและเยอรมนี ร่วมลงนามรับรองว่าจะพิจารณาผู้สมัครชิงตำแหน่งที่เป็นสุภาพสตรีให้มากเป็นพิเศษ
 
                    แต่ในกลุ่มสมาชิกถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่เป็นผู้คัดเลือกเลขาธิการยูเอ็นนั้น มีเพียงสหราชอาณาจักรเพียงประเทศเดียวที่กล่าวว่าได้เวลาที่สุภาพสตรีจะเป็นผู้นำแห่งสหประชาชาติ ส่วนสมาชิกที่เหลืออีก 4 ประเทศยังยืนยันในจุดยืนที่ว่าจะเลือก “ผู้สมัครที่เหมาะสมที่สุด” เท่านั้นต่อไป
 
                    การคัดเลือกตัวผู้รับไม้ต่อจากนายบัน เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกอยู่ในภาวะสั่นสะเทือนจากการรับมือวิกฤติผู้อพยพครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งความขัดแย้งรุนแรงในตะวันออกกลางและแอฟริกา จากการก่อการร้าย ความขัดแย้งภายในประเทศ ที่เป็นสาเหตุของการอพยพครั้งใหญ่
 
                    ดังนั้น ผู้ที่เข้ามาเป็นเลขาธิการสหประชาชาติคนต่อไปจะต้องเป็นผู้ที่มีความคิดก้าวหน้า เท่าทันสถานการณ์ และมีพลังในการทำงานเพื่อช่วยยกระดับฐานะของยูเอ็นในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับโลก ทูตประจำยูเอ็นคนหนึ่งถึงกับกล่าวติดตลกว่า เราต้องการนายพลมากกว่าเลขาธิการยูเอ็น
 
                    แต่ไม่ว่าสุภาพสตรีหรือสุภาพบุรุษจะเข้ามารับตำแหน่งที่สำคัญนี้ เขาก็ต้องเผชิญกับงานที่ท้าทายที่รออยู่ข้างหน้า
 
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง

ข่าวที่น่าสนใจ

logo-pwa

เพิ่ม คมชัดลึก ออนไลน์

ลงในหน้าจอหลักของคุณ

ติดตั้ง
ปิด