ข่าว

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ 4 ปีในตำแหน่งเลขาธิการ ปปง.

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ 4 ปีในตำแหน่งเลขาธิการ ปปง.
เกาะติดข่าวสาร >> คมชัดลึก ออนไลน์
logoline

พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ 4 ปีในตำแหน่งเลขาธิการ ปปง. : โดย...ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น

 
                    “การตรวจสอบเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินในคดีฟอกเงิน ไม่มีคดีใดเลยที่สร้างความหนักใจ เพราะทำตามขั้นตอนของกฎหมาย”  
 
 
                    หลังดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ครบวาระ 4 ปี “พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์” ก็ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักงาน ปปง.และรักษาราชการแทนเลขาฯ ปปง. ซึ่งทำให้ยังมีบทบาทในการบริหารงานของ ปปง.ต่อไป เพื่อรอเลขาฯ ปปง.คนใหม่ ที่ ครม.จะสรรหาเข้ามาแทนที่ 
 
                    แต่ 4 ปี ในช่วงเวลาที่นั่งเป็นเลขาฯ ปปง. ต้องเผชิญกับอะไรบ้าง การเมืองแทรกแซงได้หรือไม่ กฎหมายฟอกเงินในปัจจุบันเพียงพอที่จะรับมือกับพัฒนาการของอาชญากรรมที่มีหลากหลายรูปแบบหรือไม่ รวมทั้งรูปแบบการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ หรือ “ออฟชอร์” เพื่อเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน ซึ่งกำลังเป็นข่าวครึกโครมอยู่ในขณะนี้เป็นอย่างไร “สีหนาท” ตอบทุกคำถาม 
 
 
4 ปีในตำแหน่งอะไรที่สร้างความหนักใจและกดดันการทำงานที่สุด
 
                    การตรวจสอบเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินในคดีฟอกเงิน ไม่มีคดีใดเลยที่สร้างความหนักใจ เพราะทำตามขั้นตอนของกฎหมาย เพียงแต่ปริมาณงานที่เข้ามาเยอะมาก ในช่วงเวลาอันสั้น เวลาจำกัด จึงเป็นสิ่งเดียวที่กดดันการทำงาน เช่น คดียักยอกทรัพย์และฉ้อโกงประชาชนโดยผู้บริหารสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งมีการนำเงินไปซื้อที่ดินจำนวนมาก ปปง. ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้มีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน  ที่สำคัญยังต้องทำงานแข่งกับการรายงานข่าวสารของสื่อมวลชน เพราะขณะเกิดเหตุตัวผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อกีตประธานสหกรณ์ยังไม่ถูกจับกุม 
 
                    หรือคดีเรียกรับส่วยของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ อดีตผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ซึ่งเป็นคดีที่ปริมาณธุรกรรมจำนวนมากและเข้าไปเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบุคลลต่างๆ แม้ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์จะถูกจับกุมแล้ว แต่มีทรัพย์สินต้องตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ภายหลังการยึดอายัดทรัพย์ ปปง.ยังต้องเร่งรัดการขายทอดตลาดทรัพย์สิน
 
 
การจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ หรือ “ออฟชอร์” เพื่อเลี่ยงภาษีหรือฟอกเงิน เป็นประเด็นครึกโครมในปัจจุบันเป็นอย่างไร
 
                    หลักการของการจดทะเบียนตั้งบริษัทนอกอาณาเขต หรือ ออฟชอร์ คือ การแบ่งปันผลกำไรจากในประเทศไปไว้ในต่างประเทศ เพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า เช่น การส่งออกสินค้าราคาต้นทุน 100 บาท ทำราคาขายส่งออกในใบอินวอยซ์ 200 บาท ปกติจะต้องเสียภาษี 20% มีกำไรเหลือ 80% แต่หากกลุ่มธุรกิจ รู้สึกว่าอัตราภาษีที่รัฐเรียกเก็บสูงเกินไป หรือไม่อยากเสียภาษีซ้ำซ้อน ก็จะไปจดทะเบียนในประเทศตัวแทนที่เปิดรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท เพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำลง โดยไม่ต้องไปเปิดกิจการจริงในประเทศที่จดทะเบียน
 
                    วิธีการคือ ส่งออกสินค้าไปยังประเทศผู้ซื้อตามปกติ แต่จะทำใบอินวอยซ์ต่ำกว่าราคาขาย จาก 200 บาท ถ้าใจดีหน่อยก็สำแดงราคา 150 บาท หรือถ้าใจร้ายกับประเทศไทยก็สำแดงราคา 130 บาท วิธีการนี้จะเสียภาษีแค่ 10% โดยสินค้าจะถูกส่งตรงจากไทยไปยังประเทศผู้สั่งซื้อแล้วก็จ่ายเงินเข้าบริษัทในต่างประเทศที่ไปเปิดบัญชีธนาคารไว้โดยไม่ต้องส่งเงินไปยังเกาะเคย์แมน บริติชเวอร์จิน หรือเบอร์มิวดา เมื่อเงินไม่ถูกส่งกลับมาประเทศไทย ทำให้กรมสรรพากรไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ นี่คือวิธีการที่ถูกกฎหมาย ซึ่งทำกันทั้งโลก และไม่ใช่การฟอกเงิน เพราะบางประเทศคิดภาษีเหมาปีละ 1% หรืออาจจะเหมาแค่ 2 แสนบาทต่อปี ซึ่งวิธีการนี้ไม่ใช่การนำเงินผิดกฎหมายออกไปฟอก แต่เป็นมาตรการบริหารทรัพย์สินเพื่อเสียภาษีน้อยที่สุด แต่ ปปง.ต้องเฝ้าระวัง เพราะอาจจะมีนักการเมืองหรือข้าราชการใช้ช่องทางการค้า ส่งเงินออกไปฟอกที่ต่างประเทศ ขณะที่กรมสรรพากรมีหลักการในการตรวจสอบต่างไปจาก ปปง.
 
                    วิธีการแบบนี้ไม่พบว่ามีคนสัญชาติอเมริกาใช้ปฏิบัติ เพราะประเทศสหรัฐฯข้มงวดเรื่องภาษี ธนาคารกลางสหรัฐมีข้อกำหนดให้ธนาคารทุกแห่งของทุกประเทศทั่วโลก ต้องรายงานข้อมูลมายังธนาคารกลางสหรัฐ ในกรณีมีคนสัญชาติอเมริกันไปเปิดบัญชีเงินฝากตั้งแต่ 5 หมื่นดอลลาร์ขึ้นไป หากตรวจพบธนาคารกลางสหรัฐจะหักเงิน 30% จากยอดเงินฝากทันทีโดยไม่รอการพิสูจน์ใดๆ ในส่วนของสรรพากรไทยก็มีวิธีการป้องกันโดยหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ของทุกยอดเงินที่โอนออกไปจากประเทศไทย
 
 
พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ 4 ปีในตำแหน่งเลขาธิการ ปปง.
 
 
ประชาชนอาจสงสัยว่าการเมืองมีอำนาจแทรกแซง ปปง. เพื่อเป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม กฎหมายที่มีอยู่ป้องกันได้มากน้อยอย่างไร
 
                    รัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลชุดปัจจุบันและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ช่วยกันออกกฎหมาย เพื่อเอื้อให้การทำงานของ ปปง.เป็นอิสระ การย้ายสังกัดให้ ปปง.จากขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ไปขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ทำให้นายกฯ เข้ามาแทรกแซงหรือสั่งการ ปปง. จึงพูดได้ว่า ปปง.ปลอดการแทรกแซงทางการเมืองโดยความเป็นอิสระเป็นหลักในมาตรฐานสากล ที่กำหนดให้ ปปง.ของแต่ละประเทศหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลการเงินต้องเป็นอิสระ ไม่ถูกแทรกแซงจากการเมือง เป็นศูนย์กลางข้อมูลเกี่ยวกับการรายงานธุรกรรมการเงินระดับชาติอย่างแท้จริง 
 
                    ปัจจุบันหน่วยงานต่างๆ เห็นถึงความสัมฤทธิผลเมื่อทำงานร่วมกับ ปปง. ซึ่งในอดีตช่วงทศวรรษที่ผ่านมาไม่ค่อยมีหน่วยงานใดมาขอความร่วมมือให้ ปปง.ช่วยวิเคราะห์ธุรกรรมการเงิน แต่ปัจจุบันสถานีตำรวจภูธรต่างๆ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) กองบังคับการปราบปรามความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ (ปคม.) และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ให้การยอมรับ ปปง. ส่งข้อมูลคดีความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงินมาให้วิเคราะห์นับพันเรื่อง 
 
                    แม้แต่องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ก็ประสานข้อมูลให้ ปปง.วิเคราะห์ความเชื่อมโยงในคดีทุจริตคอร์รัปชั่น จนเป็นผลให้มีการอายัดทรัพย์ข้าราชการร่ำรวยผิดปกติ นำงบประมาณของรัฐไปใช้ผิดประเภทได้อย่างรวดเร็ว
 
 
กฎหมายฟอกเงินในปัจจุบันเพียงพอต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมแล้วหรือไม่
 
                    มูลฐานความผิดตามกฎหมายฟอกเงินน่าจะเพียงพอกับการปราบปรามอาชญากรรมที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งล่าสุด เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่กำหนดให้ ปปง.แต่ละประเทศต้องมีกฎหมายฟอกเงินอย่างน้อย 20 มูลฐาน โดยกฎหมายฟอกเงินของไทยครอบคลุม ฐานความผิด 24 มูลฐาน ในอนาคตหากต้องปรับเพิ่มอะไรอีกก็ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของเอฟเอทีเอฟ โดยที่ผ่านมา ปปง.มีคำสั่งให้ระงับการทำธุรกรรมการเงิน ยึดอายัดทรัพย์ในเกือบทุกมูลฐานความผิด 
 
 
คาดการณ์ว่าในอนาคตคนร้ายจะพัฒนารูปแบบการฟอกเงินไปอย่างไร
 
                    เดิมนักค้ายาเสพติดจะเปิดร้านทอง เต็นท์รถ เพื่อเป็นธุรกิจบังหน้า แต่แนวโน้มในอนาคตไม่ต้องเปิดร้านขายสินค้าบังหน้า เพราะด้วยระบบเทคโนโลยีสามารถเปิดร้านค้าและขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ได้ทุกประเภท แต่ในภูมิภาคยังอาจมีรูปแบบการฟอกเงินแบบเดิมๆ ปะปนระหว่างธุรกิจดีกับธุรกิจผิดกฎหมาย ดังนั้นการวิเคราะห์ธุรกรรมจึงมีความสำคัญ ล่าสุด ปปง.ได้ตั้งส่วนตรวจสอบการกระทำความผิดทางเทคโนโลยีขึ้นเพื่อเฝ้าระวัง และตรวจพบความผิดมากมายในระบบ ซึ่งนำไปสู่การปราบปราม ยึดอายัดบัญชี
 
                    จากการเฝ้าติดตามข้อมูลข่าวกรองทางการเงิน ปปง.พบพัฒนาการในการนำเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน เช่น หลอกลวงโดยตรงให้ซื้อสินค้าบริการแต่มีเจตนาหลอกลวง โดยอำพรางบัญชีธนาคาร รวมถึงการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการกระทำความผิด
 
                    ที่ผ่านมา ถือว่า ปปง.เดินมาถูกทาง โดยเอามาตรฐานสากลมาปรับใช้เป็นแนวปฏิบัติ ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกตะหนักว่า หากสกัดกั้นการเงินสำเร็จก็สามารถสกัดอาชญากรรมต่างๆ ไม่ให้เกิดขึ้นได้ ทุกประเทศจึงต้องมี ปปง. ประเทศใดไม่มี หรือมีปปง.แล้วแต่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ เอฟเอทีเอฤ จะถูกต่อต้าน ไม่ค้าขาย ไม่ทำธุรกรรมการเงินด้วย แต่ถ้าประเทศใดมีหน่วยงานตรวจสอบด้านการเงินที่เป็นมาตรฐาน น่าเชื่อถือว่า นำเงินมาลงทุนแล้วจะไม่มีทางที่เงินจะหลุดรอดไปสนับสนุนก่อการร้าย หรือลงทุนแล้วไม่ถูกโกงไม่ถูกหลอก จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้นในอนาคตหากจะมีการแก้กฎหมายเพื่อเปิดเสรีการเงินให้มีการทำธุรกรรมผ่านระบบดิจิทัล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรนำมาตรฐานตามกฎหมายฟอกเงินไปพิจารณาประกอบด้วย เพื่อไม่ให้คนร้ายฉวยโอกาสจากการเปิดเสรีไปใช้ในการฟอกเงิน
 
 
 
-------------------
 
(พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ 4 ปีในตำแหน่งเลขาธิการ ปปง. : โดย...ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย สำนักข่าวเนชั่น)
 
 
 
logoline
แท็กที่เกี่ยวข้อง