ข่าว

คำถามพ่วง'รัฐสภาเลือกนายกฯ'ส่งผลเสียง'ประชามติ'

คำถามพ่วง'รัฐสภาเลือกนายกฯ'ส่งผลเสียง'ประชามติ'

08 เม.ย. 2559

คำถามพ่วง'รัฐสภาเลือกนายกฯ'ส่งผลเสียง'ประชามติ' : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ โดยสำนักข่าวเนชั่น

              ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเดียว ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ลงมติเห็นชอบ ด้วยคะแนนเสียง 152 เสียง โดยไม่มีผู้ลงคะแนนไม่เห็นชอบแม้แต่คนเดียว และมีผู้งดออกเสียง 15 เสียง กับการส่งคำถามเพิ่มเติม(คำถามพ่วง) ไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ในการจัดให้มีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญกับคำถามเพิ่มเติม ที่ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่าเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดในบทเฉพาะกาลว่าระหว่าง 5 ปีแรกนับตั้งแต่มีรัฐสภาชุดแรก ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี"

              ก่อนหน้านี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็ได้มีมติ ให้ส่งคำถามเพิ่มเติมมายัง สนช. เพื่อให้ตั้งคำถามว่า “ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการโหวตของที่ประชุมรัฐสภา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี” และคณะกรรมาธิการของ สนช. หลายคณะ ก็เห็นว่าควรถามเพิ่มเติมในทำนองเดียวกันนี้ นำมาถึงบทสรุปสุดท้ายที่ สนช. มีมติตามข้างต้น

              ทั้งนี้เรื่องที่ว่า สนช.จะตั้ง “คำถามพ่วง” ว่าอย่างไร ที่ผ่านมาเป็นที่ถูกจับตามองจากหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง  และเมื่อระยะหลังมีข่าวออกมาว่า จะมีการตั้ง “คำถามพ่วง” ว่าให้ “รัฐสภาเลือกนายกฯ” ได้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5  ปี ก็มีการมองว่า นี่...เป็นแผนหนึ่งของการสืบทอดอำนาจ เพราะเป็นการเปิดช่องให้แก่ “นายกฯคนนอก” เพราะ “รัฐสภา” ประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ดังนั้นการให้ “รัฐสภาเลือกนายกฯ” ก็เท่ากับให้ ส.ว.ซึ่งมาจากการคัดเลือกของ คสช. มีส่วนร่วมเลือกนายกฯ นั่นเอง 

              สำหรับท่าทีของพรรคการเมือง คนของพรรคเพื่อไทยก็ออกมาคัดค้าน โดยเห็นว่า การพยายามนำเรื่องที่ให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีมาเป็นคำถามพ่วง เป็นความพยายามให้ได้ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” และกลายเป็นว่า ส.ว.สรรหา เป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่มีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ทั้งที่ไม่ได้มาจากประชาชนเลย

              ขณะที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เห็นด้วยที่จะเพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา 250 คน เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับงานของสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะ “คำถามพ่วง” ที่เสนอให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรี เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้ง

              ในขณะฝ่ายที่ต้องการให้มี “คำถามพ่วง” ในเรื่องนี้ ทั้ง สปท. และ สนช. ให้เหตุผลว่า  ช่วงการเปลี่ยนผ่านประเทศจะใช้กลไกปกติไม่ได้ จำเป็นต้องมีกลไกพิเศษมาประคับประคอง เพื่อให้การส่งต่อไม้ให้รัฐบาลจากการเลือกตั้งเดินต่อไปได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาเป็นอย่างดีแต่กลับไม่มีกลไกไว้เป็นทางออกในยามฉุกเฉิน อาจเกิดปัญหาวิกฤติซ้ำรอยเหมือนช่วงที่ผ่านมาได้ ดังนั้นจำเป็นต้องมีกลไกพิเศษคอยช่วยแก้ปัญหา ถ้าไม่ใช้อำนาจพิเศษมาช่วยเปลี่ยนผ่าน อาจจะ “เสียของ” ได้ คำถามดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ส.ว.อยากมีอำนาจ แต่มีไว้ก็ไม่เสียหาย เพราะนำมาใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านประเทศ

              หากกล่าวโดยสรุป ก็คือ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะไม่มีบทบัญญัติให้อำนาจ ส.ว.ในการเลือกนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อ “คำถามพ่วง” ที่ สนช. และ สปท. เห็นสอดคล้องตรงกัน ให้เพิ่มอำนาจ ส.ว. เลือกนายกรัฐมตรีได้ ย่อมสะท้อนให้เห็นการทำงานที่สอดรับกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเดินไปสู่เป้าหมายที่ต้องการ และคำถามพ่วงในลักษณะนี้ จะดึงความสนใจของผู้คนจากเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ มาเพ่งเล็งที่ “คำถามพ่วง” มากกว่า 

              และหากผลประชามติออกมาว่า เห็นด้วยกับการให้ “รัฐสภาเลือกนายกฯ ช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี” ก็ต้องนำมาเขียนไว้ใน “บทเฉพาะกาล” ของร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง “คำถามพ่วง” ในลักษณะนี้นอกจากจะสร้างความขัดแย้งและความสับสนในการออกเสียงประชามติแล้ว ยังอาจส่งผลให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในการลงประชามติ เพราะคนอาจระแวงเรื่องการ “สืบทอดอำนาจ” ก็เป็นได้