ข่าว

'บิ๊กต๊อก'เบรคใช้ม.44แก้ปัญหาเกาะนาคาน้อย

'บิ๊กต๊อก'เบรคใช้ม.44แก้ปัญหาเกาะนาคาน้อย

07 เม.ย. 2559

'บิ๊กต๊อก'เบรคใช้ม.44แก้ปัญหาเกาะนาคาน้อย สั่งดีเอสไอรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่ม ขณะที่อธิบดีดีเอสไอเร่งเสนอบอร์ด กคพ.รับเป็นคดีพิเศษ

             ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 7 เม.ย.2559  พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยภายหลังเข้าพบพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อรายงานถึงการตรวจสอบกรณีเอกสารสิทธิ์ที่ดินบนเกาะนาคาน้อย ม.5 ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต หลังมีกลุ่มบุคคลเตรียมเข้าไปถางพื้นที่ป่าบริเวณที่อ้างมีเอกสารสิทธิ์ครอบครองว่า เบื้องต้นรมว.ยุติธรรมยังไม่ได้พิจารณาเรื่องการใช้มาตรา 44 ในการเข้าไปจัดการปัญหาดังกล่าว แต่ได้มอบหมายให้ดีเอสไอไปรวบรวมข้อเท็จจริงเพิ่มเติมก่อนส่งรายงานมาให้ รมว.ยุติธรรมประกอบการพิจารณาอีกครั้งว่ามีเหตุผล หรือความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรการพิเศษเข้าไปแก้ไขปัญหาหรือไม่ ซึ่งในส่วนของดีเอสไอจะพยายามเร่งรัดให้มีการเสนอเข้าประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.) เพื่อรับเป็นคดีพิเศษ สำหรับกรณีที่มีการระบุกลุ่มบุคคลพกอาวุธเข้าไปในพื้นที่นั้น เป็นหน้าที่ของหน่วยราชการในจังหวัดต้องเข้าไปดำเนินการ ซึ่งทราบว่าได้ลงพื้นที่เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริงตามที่มีการร้องขอแล้ว

             ทั้งนี้สืบเนื่องจากโลกโซเชียลมีเดียแชร์ข้อความทั้งเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมของครอบครัว “หิรัญพฤกษ์” กรณีมีกลุ่มชายฉกรรจ์เป็นคนของบริษัทเอกชนรายหนึ่งจะเข้าไปปรับพื้นที่บนเกาะนาคาน้อย ต.ป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยอ้างการถือครองเอกสารสิทธิ นส.3 ก. ซึ่งอยู่ระหว่างรอการพิจารณาเพิกถอน โดยข้อความตอนหนึ่งระบุว่า "เมื่อวานนี้เอง (5 เม.ย.2559) ได้มีกลุ่มชายนำกำลังขึ้นเกาะในฝั่งป่าไม้พร้อมอาวุธในมือ ยากต่อการเข้าพูดคุยเจรจา และประกาศว่า วันพุธที่ 6 เมษายน จะนำ “รถแบ็กโฮ” ข้ามทะเลมาถางป่าในที่ที่คิดว่าระบุไว้ 24 ไร่ (แต่ไม่มีการปักหมุดรังวัดใดๆ ไว้ จะไปถางถูกจุดได้อย่างไร?) เขาอ้างว่ากรมที่ดินยังอยู่ระหว่างการเพิกถอน ฉะนั้นตอนนี้เขามีสิทธิ์ในการจะ ‘ทำอะไรก็ได้’ กับที่ดินที่เขาคิดว่าเป็นของเขา ในขณะที่สมาชิกครอบครัวหิรัญพฤกษ์ที่อยู่รักษาเกาะอยู่ในเวลานี้ไม่มีอาวุธและไม่มีกำลังจะต่อกรกับกำลังคนพร้อมอาวุธอย่างแน่นอน

             อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าว ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า ได้รับรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว และได้เห็นข้อความที่มีการแชร์ตามโซเชียลมีเดียแล้วเช่นกัน ซึ่งได้มอบหมายให้รองผู้ว่าฯ ด้านความมั่นคง รวมถึงนายอำเภอถลางและกำนันในพื้นที่ได้ลงตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนกรณีที่ทางกลุ่มบริษัทเอกชนอีกฝ่ายหนึ่งจะเข้าไปปรับปรุงพื้นที่นั้นตามหลักกฎหมายแล้วสามารถที่จะทำได้ เพราะขณะนี้เอกสารสิทธิที่เขาถือครองนั้นยังไม่ได้ถูกเพิกถอน จึงยังมีสิทธิ์ตามกฎหมาย ในส่วนของจังหวัดก็คงจะทำอะไรไม่ได้ เพราะขณะนี้ทุกอย่างก็อยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนกรณีที่ทางครอบครัวหิรัญพฤกษ์คิดว่าไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินก็สามารถแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ หรือจะร้องขอให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลความปลอดภัยได้

             “สำหรับกรณีที่ดินบนเกาะนาคาน้อยนั้นที่ผ่านมาต่างฝ่ายก็ต่างร้องเรียนกันไปมา ซึ่งทางจังหวัดก็ได้รับเรื่องไว้ทั้งสองฝ่าย และอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวน ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นระหว่างนี้ต่างฝ่ายต่างก็มีสิทธิ์ในการที่จะดำเนินการใดๆ ในที่ดินของตนเอง ซึ่งในส่วนของตนนั้นก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ให้ว่ากันไปตามขั้นตอนของกฎหมาย” นายจำเริญ กล่าว

             ทางด้านนายโชคดี อมรวัฒน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลกรณีที่เกิดขึ้น กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการให้นายอำเภอถลาง ที่ดินอำเภอถลาง และกำนันลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าเป็นอย่างไร ส่วนของการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินของเอกชนอีกรายนั้น ขณะนี้ทางกรมที่ดินก็ได้ตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 ของกรมที่ดิน ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ และในขั้นตอนนี้ทางเจ้าของเอกสารสิทธิสามารถยื่นเอกสารหลักฐานการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิได้ ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะประชุมกันนัดแรกในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ดังนั้นในระหว่างนี้ทางบริษัทเอกชนที่มีเอกสารสิทธิจึงยังสามารถเข้าไปทำประโยชน์ในที่ดินของเขาได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักของกฎหมาย ขณะเดียวกันทางจังหวัดเองก็ได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดเหตุความวุ่นวายใดๆ ขึ้น เพราะทุกอย่างต้องว่ากันตามขั้นตอนของกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอยู่

             จากการสอบถามนายถาวร ท่อทิพย์ กำนันตำบลป่าคลอก อ.ถลาง จ.ภูเก็ต ทางโทรศัพท์ บอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเกาะนาคาน้อยนั้นได้สอบถามลูกบ้านที่มีอาชีพให้บริการเจ็ตสกีอยู่บริเวณดังกล่าวแล้ว เล่าว่า มีกลุ่มบริษัทเอกชนอีกรายขึ้นไปบนเกาะจริง แต่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงเหมือนกับที่ครอบครัวหิรัญพฤกษ์เผยแพร่ออกทางโซเชียล โดยกลุ่มดังกล่าวก็จะเข้าไปในพื้นที่ของเขา และไม่ได้นำรถแบ็กโฮขึ้นไปบนเกาะแต่อย่างใด ได้อ่านข้อความที่มีการเผยแพร่ออกไปแล้วก็ค่อนข้างตกใจ และติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ทราบว่าทางกลุ่มของเอกชนอีกรายนั้นก็ได้มีการไปลงบันทึกประจำวันกรณีที่เข้าไปปรับพื้นที่ที่ สภ.ถลางด้วย

             อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 กลุ่มของเอกชนอีกรายที่เข้าไปปรับพื้นที่บนเกาะนาคาน้อยได้ลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ถลาง ว่าจะเข้าไปปรับพื้นที่ในที่ดินซึ่งมีเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. บนเกาะนาคาน้อย เนื้อที่ประมาณ 24 ไร่เศษ โดยจะเข้าไปดำเนินการตั้งแต่เวลา 10.00 น. วันที่ 5 เมษายน 2559 ขณะเดียวกันทางฝ่ายครอบครัว “หิรัญพฤกษ์” โดยนายโชติวงศ์ หิรัญพฤกษ์ ก็ได้ไปลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สภ.ถลาง เช่นกัน โดยระบุว่า ได้เห็นกลุ่มของเอกชนดังกล่าวพร้อมพวกประมาณ 10 คน เข้าไปยังพื้นที่ป่าและมีอาวุธปืนพกสั้นติดตัวมาด้วย ทั้งยังได้ยินว่านำรถแบ็กโฮมาปรับพื้นที่ป่า ซึ่งมองว่าเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่า เกรงว่าจะเกิดความไม่ปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวและพนักงานที่ทำงานอยู่ในละแวกใกล้เคียง จึงมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

             ด้าน พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผบ.สำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนได้หารือกับพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เพื่อเสนอต่อ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เสนอให้รัฐบาลออกคำสั่งตามมาตรา 44 คุ้มครองพื้นที่ไม่ให้มีการเข้าไปตัดต้นไม้ในพื้นที่ คาดว่าภายใน 1-2 วันนี้น่าจะได้ความชัดเจน ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวดีเอสไอยังไม่ได้เสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิเพราะอยู่ระหว่างรอการเสนอเข้าพิจารณาเป็นคดีพิเศษกับคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ทำให้มีการอ้างกรรมสิทธิ์ถือครองเข้าไปดำเนินการในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตามทราบว่าทางจังหวัดก็ยื่นขอเพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่การเพิกถอนมีกระบวนการหลายขั้นตอนทำให้ล่าช้า ทั้งนี้ ในส่วนการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากรณีที่พบว่ามีกลุ่มบุคคลพกอาวุธเข้าไปในพื้นที่ คาดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่รับผิดชอบจะเข้าไปดำเนินการแล้ว

             พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวต่อว่า ปัญหาในลักษณะดังกล่าวปกติแล้วจะมีการร้องศาลเพื่อขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อระงับความเสียหายของพื้นที่ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าของที่ดินหรือบุคคลที่ดูแลพื้นที่ กรณีนี้ไม่ใช่ครอบครัวหิรัญพฤกษ์ แต่จังหวัดเป็นผู้ดูแลอยู่ สำหรับการตรวจสอบการครอบครองที่ดินบนเกาะนาคาน้อยตามที่ครอบครัวหิรัญพฤกษ์ร้องเรียนนั้น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ลงพื้นที่ตรวจสอบครบถ้วนแล้ว ซึ่งมีความชัดเจนว่าเอกสารสิทธิ น.ส.3 ก. ที่อ้างการครอบครองพื้นที่ใกล้เคียงกับครอบครัวผู้ร้อง เป็นเอกสารสิทธิจากพื้นที่เกาะนาคาใหญ่บินมาสวมทับ เดิมมีเนื้อที่เพียง 7 ไร่ ต่อมามีการแก้ไขเป็น 17 ไร่ กระทั่งหลังออกน.ส.3 ก. มีเนื้อที่ขยายเพิ่มเป็น 24 ไร่ ทั้งนี้ จากการตรวจสอบที่ดินเดิมจากแปลงที่ระบุใน ส.ค.1 พบว่าเป็นพื้นที่ที่มีการบริจาคเพื่อสร้างโรงเรียนวัดที่เกาะนาคาใหญ่ ไม่ใช่พื้นที่ตามที่นำมาออกเอกสารสิทธิ

             สำหรับคดีที่เป็นข้อพิพาทดังกล่าว ครอบครัวหิรัญพฤกษ์ได้ร้องขอให้ดีเอสไอรับสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยระบุว่าครอบครัวมีเอกสารสิทธิที่ดินบนเกาะนาคาน้อยจำนวนกว่า 50 ไร่ ครอบครองมานานกว่า 40 ปี โดยพื้นที่ที่เป็นปัญหาไม่ใช่พื้นที่ของครอบครัว แต่เป็นพื้นที่ข้างเคียงซึ่งมีลักษณะเป็นป่าสมบูรณ์ มีนกเงือกอาศัยอยู่ และไม่เคยมีการออกเอกสารสิทธิ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นายชาญวิทย์ กิจเลิศสิริวัฒนา เจ้าของบริษัท ภูเขาหกลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเงิน 42 ล้านบาท เคยยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมให้ดีเอสไอตรวจสอบความถูกต้องของที่ดิน เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวมีผู้ครอบครองเดิมบนเกาะอีก 3-4 ราย และเป็นผู้ซื้อต่อจากเจ้าของเดิม