
'ถามพ่วงประชามติ'ทางออกเรียนฟรีถึงไหน
'ถามพ่วงประชามติ'ทางออกเรียนฟรีถึงไหน : มอนิเตอร์ร่างรัฐธรรมนูญ สำนักข่าวเนชั่น
อีกหนึ่งปมร้อนจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ คือ บทบัญญัติมาตรา 54 ที่กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาฟรี 12 ปี แต่แทนที่จะเริ่มนับตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 เหมือนเดิม กลับเปลี่ยนเป็น อนุบาล ถึง ม.3
ทัั้งนี้ มาตรา 54 บัญญัติว่า รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่ง “ก่อนวัยเรียน” ก็คือชั้นอนุบาลส่วน “ภาคบังคับ” ก็คือ ป.1-ม.3
ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างกว้างขวาง อย่างเช่น จาก “สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ” ได้เข้ายื่นหนังสือถึง รมว.ศึกษาธิการ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.)
โดยทางสมาคมเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญกระทบต่อสิทธิทางการศึกษาของเด็กอย่างมาก โดยเฉพาะในระดับ ม.ปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. และขัดต่อหลักปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ในข้อ 26 (1) ที่กำหนดว่า ให้ทุกคนมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะต้องให้เปล่าอย่างน้อยในขั้นประถมศึกษาและ “ขั้นพื้นฐาน” ซึ่ง “ขั้นพื้นฐาน” ตามหลักปฏิญญาสากลฯ มีการตีความว่า ต้องถึงชั้น ม.6
ขณะที่ในโลกออนไลน์ ก็ได้มีเยาวชนแห่ออกมาโพสต์คัดค้านและชูป้ายหราด้วยข้อความว่า “เอา ม.ปลาย(ฟรี)ของเราคืนมา”
นอกจากนี้ ได้มีการนำไปเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่มาตรา 43 วรรคแรก เขียนไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 49 วรรคแรก ที่เขียนไว้เหมือนกันเกือบทุกตัวอักษร เพียงแต่ตัดคำว่า ‘ขั้นพื้นฐาน’ ออก ซึ่งบุคคลที่ได้รับสิทธิการศึกษาฟรีจากรัฐมาเกือบ 20 ปีเต็มนับจากรัฐธรรมนูญปี 2540 จนถึงปัจจุบัน ก็คือ นักเรียน ป.1 ถึง ม.6
ดังนั้น หากเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ คนที่จะได้รับผลกระทบ ก็คือ ผู้อยู่ในวัยเรียนช่วง ม.4 ถึง ม.6 และบางคนก็อยู่ในวัย 18 ปี ซึ่งมีสิทธิออกเสียงประชามติได้ และอาจเป็นการจุดกระแสให้เยาวชน รวมทั้งผู้ปกครองออกมาคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในการลงประชามติ ก็เป็นได้
ส่วน กรธ.ก็พยายามอธิบายถึงเจตนารมณ์ที่ให้เรียนฟรีตั้งแต่ชั้นอนุบาลว่า ในทางการแพทย์และการศึกษามีผลวิจัยที่ตรงกันว่า วัยที่จะพัฒนาในด้านสมองดีที่สุด ต้องพัฒนาอย่างช้า 2 ขวบ และก่อน 5 ขวบ แต่ที่ผ่านมาลูกหลานคนจนและคนชนบทซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ได้มีโอกาสได้เรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจึงไม่ได้รับการพัฒนา การเรียนจึงสู้ลูกคนมีเงิน ที่ได้เรียนและพัฒนาตั้งแต่ชั้นอนุบาลไม่ได้
แต่ชาวบ้านไม่ได้คิดอย่างที่ กรธ.คิด โดยให้ความสำคัญกับการที่รัฐต้องให้เรียนฟรีีจนถึงชั้นมัธยมปลาย มากกว่า มิเช่นนั้นลูกหลานของเขาอาจต้องออกจากโรงเรียนเมื่อจบ ม.3 เพราะไม่มีเงินเรียนต่อและต้องกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือ อีกทั้งในส่วนของ “เด็กเล็ก” ทุก อบต. ก็มีศูนย์เด็กเล็กดูแลอยู่แล้ว
ดังนั้น “ทางออก” ในเรื่องนี้ วิธีหนึ่งที่จะทำได้ ก็คือ นำเอาเรื่องนี้ไป “ถามพ่วง” ในการลงประชามติ
โดยคำถามพ่วง อาจถามว่า "เห็นด้วยกับการเรียนฟรี ป.1-ม.6 หรือไม่"... รืออาจถามว่า “เห็นด้วยกับอะไร ระหว่าง” การเรียนฟรี อนุบาล-ม.3" กับ "การเรียนฟรี ป.1-ม.6"
เพราะว่า ถ้าผลการลงประชามติออกมาในทางที่ประชาชนเห็นด้วยกับการให้เรียนฟรีตั้งแต่ชั้น ป.1- ม.6 เหมือนเดิม ตามกฎหมายบังคับให้ กรธ.ต้องแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ



