
พงศพัศเตรียมส่งฟ้องเจนภพ26เม.ย.นี้
พงศพัศเตรียมส่งฟ้องเจนภพ26เม.ย.นี้ ส่งรายงานให้ฝ่ายกฎหมายคดีทายาทอยู่วิทยาย้ำถ้าบกพร่องจริงต้องลงโทษทางวินัย บิ๊กต๊อกจี้หน่วยงานยุติธรรมแก้เหลื่อมล้ำ-คด
เมื่อวันที่ 5 เมษายน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร.เปิดเผยคาวมคืบหน้าคดีนายเจนภพ วีรพร เสี่ยเจ้าของธุรกิจนำเข้ารถหรู ขับรถเบนซ์ ชนรถเก๋งฟอร์ด ทำให้นิสิตปริญญาโท สาขาสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) เสียชีวิต 2 รายว่า ได้รับรายงานจาก พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ1 และ พ.ต.อ.สุรินทร์ ทับทันบุปผา รองผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา หัวหน้าชุดพนักงานสอบสวนคดีนี้ว่า ขณะนี้ได้สอบปากคำพยานบุคคลครบทั้ง 40 ปากแล้ว พร้อมทั้งยังรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานทั้งภายในรถ ในที่เกิดเหตุ และผลการชันสูตรครบถ้วนแล้ว นอกจากนี้ยังได้รับผลตรวจความเร็วรถรถเบนซ์ที่ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบที่ฮ่องกงแล้วเช่นกัน พบว่าข้อมูลทุกอย่างเชื่อมโยง สอดคล้องและชัดเจนในการกระทำความผิด
“เชื่อว่าจะสามารถสำนวนส่งฟ้องอัยการได้ภายในวันที่ 26 เมษายนนี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามในส่วนของการตรวจเลือด ที่ผู้ก่อเหตุพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมให้ตรวจ เป็นเหตุให้เกิดข้อกังขาว่าจะได้ตรวจเลือด ก็คงไม่ได้ผลตามความเป็นจริงนั้น ตนมองว่าไม่น่าจะเป็นปัญหา เพราะยังมีพยานและส่วนประกอบอื่นๆอีกหลายส่วนที่สามารถนำมาใช้ประกอบสำนวนเพื่อให้มีน้ำหนักในการเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้ ดังนั้นขอให้ประชาชนและญาติผู้เสียชีวิตไม่ต้องเป็นกังวล และขอยืนยันว่ายังไม่ได้รับรายงานว่ามีการวิ่งเต้นช่วยเหลือทางคดีแต่อย่างใด”รอง ผบ.ตร. กล่าว
ส่งรายงานให้ฝ่ายกฎหมายคดีทายาท‘อยู่วิทยา’
พล.ต.อ.พงศพัศ เปิดเผยถึงการรวบรวมสำนวนคดี นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ที่ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่ ป.สน.ทองหล่อ ว่า เบื้องต้นได้สั่งการให้ทาง พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. รวบรวมสำนวนคดีของพนักงานสอบสวนทั้งหมด จนทราบผลว่ามีบางข้อหาที่หมดอายุความ และไม่สามารถนำตัวผู้ต้องหาส่งฟ้องอัยการได้ ซึ่งตรงนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ ไปตรวจสอบว่า กระบวนการของพนักงานสอบสวนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดเป็นธรรมหรือไม่ และข้อบกพร่องของคดีนี้เกิดจากพนักงานสอบสวนหรือไม่ รวมถึงการรวบรวมพยานหลักฐานเอนเอียงหรือไม่
พล.ต.อ.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ได้รับเอกสารการตรวจสอบข้อเท็จจริงจาก พล.ต.ท.ศานิตย์ เรียบร้อยแล้ว โดยสรุปเพียงว่า ในคดีนี้มีการตั้งคณะพนักงานสอบสวนขึ้นมา ในส่วนรายละเอียดที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ ส่งมานั้น เป็นการสรุปว่า คณะทำงานมีความบกพร่องในส่วนไหนบ้าง นอกจากนี้ก็พบว่าคณะพนักงานสอบสวนประวิงเวลา และไม่มีความพยายามในการรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วน ทั้งนี้ตนได้ส่งเรื่องไปยังสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อพิจารณารายละเอียดต่อไป คาดว่าจะเสร็จภายใน 2-3 วันนี้ ก่อนส่งให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พิจารณาอีกขั้นตอนหนึ่ง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติกังวลหรือไม่ที่ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงมากำชับให้ทำคดีนี้อย่างรอบคอบ โดย พล.ต.อ.พงศพัศ ตอบว่า ไม่ได้รู้สึกกังวล เพียงแต่กำชับว่าให้ตำรวจทำสำนวนคดีให้สุจริต และให้ความเป็นธรรม หากพบว่าตำรวจบกพร่องก็ต้องลงโทษตามวินัย พร้อมให้ผู้บังคับบัญชาลงไปตรวจสอบดูแลว่า ขณะนี้มีสำนวนคดีใดบ้างที่ขาดอายุความไปหรือคดีล่าช้า ก็ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการให้รวดเร็ว พร้อมสั่งการให้ทุกสำนวนสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใส
ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า สำหรับนายตำรวจที่ปรากฏชื่อทั้ง 9 นาย ที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีนี้ ได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ พล.ต.อ.พงศพัศ อธิบายว่า ในส่วนนี้ ทาง บช.น. ไม่ได้ระบุว่ามีตำรวจกี่นายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และแต่ละนายมีข้อบกพร่องอย่างไร แต่ในรูปคดีนี้ทำในรูปของคณะพนักงานสอบสวน โดยหากตรวจสอบว่าคณะทำงานดังกล่าวมีความบกพร่องจริง ก็ตรวจสอบว่าใครเป็นคนกระทำ และก็ต้องลงโทษตามวินัยด้วย ทั้งนี้ในส่วนของคดีขับรถเร็วนั้นหมดอายุความไปแล้ว และคดีเมาแล้วขับ ทางพนักงานสอบสวนมีความเห็นว่าสั่งไม่ฟ้อง สำหรับความเคลือบแคลงสงสัยใน 2 กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนที่ต้องตรวจสอบต่อไป โดยเฉพาะประเด็นว่าทำไมถึงมีการสั่งไม่ฟ้อง
“ขณะนี้สำนวนทั้งหมดอยู่ที่พนักงานอัยการแล้ว ซึ่งต้องตรวจสอบ ทั้งนี้หากมีความจำเป็นว่าต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมก็ต้องสั่งการมายังพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินการต่อไป ซึ่งทางฝั่งอัยการก็ยืนยันว่ามี 2 ข้อหาที่เหลืออยู่นั้นยังไม่หมดอายุความและยังคงดำเนินการต่อไป” รองผบ.ตร. กล่าวยืนยัน
'บิ๊กต๊อก'จี้หน่วยงานยุติธรรมแก้เหลื่อมล้ำ-คดีช้า
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามเร่งรัดคดีสำคัญตามที่ได้รับมอบหมายจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเข้าร่วมประชุม อาทิ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา สบ. 10 นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) และพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)
โดยที่ประชุมมีมติให้แยกกลุ่มคดีออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคดีทุจริต กลุ่มคดีสำคัญ และกลุ่มคดีทั่วไป ซึ่งกลุ่มคดีทุจริตให้เลขาธิการป.ป.ท.รับผิดชอบรวบรวมข้อมูล ส่วนกลุ่มคดีสำคัญและคดีทั่วไปที่อยู่ในความสนใจประชาชนให้ดีเอสไอและสตช.รวบรวมข้อมูล เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมภายในเดือนเม.ย.นี้ โดยตนได้ชี้แจงถึงข้อห่วงใยของนายกฯที่ต้องการแก้ปัญหาสะสมที่เกิดขึ้นในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา และไม่ต้องการเห็นภาพของการบังคับใช้กฎหมายที่เหลื่อมล้ำในสังคม จึงขอให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมไปรวบรวมความคืบหน้าของคดีต่าง ๆว่าอยู่ในขั้นตอนใด และมีปัญหาติดขัดในเรื่องใด เช่น คดีทุจริตและคดีใหญ่ มีความล่าช้าจากเหตุผลใด หรือคดีทั่วไปที่มีบุคคลที่มีชื่อเสียงเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อสรุปให้เห็นสาเหตุที่เกิดความล่าช้า



