
เขื่อนอุบลรัตน์ขอด ดึงน้ำตายแก้วิกฤติ
เขื่อนอุบลรัตน์ขอด ดึงน้ำตายแก้วิกฤติ
เรียกได้ว่า เข้าขั้นวิกฤติอีกระดับหนึ่งแล้ว สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น
ตามหลักวิชาการ ตัวเลขน้ำใช้การได้ของเขื่อนอุบลรัตน์ ที่ปริมาตร ลบ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีอัตราอยู่ที่ 0% หมายความว่า กระบวนการแก้ไขปัญหาเริ่มเดินเครื่องสูบน้ำก้นอ่าง หรือ น้ำตาย(dead storage) ที่เหลืออยู่ 580 ล้านลูกบาศก์เมตร ขึ้นมาใช้บรรเทาวิกฤติแล้ว เขื่อนอุบลรัตน์ตั้งเป้าดึงน้ำก้นเขื่อนมาใช้อุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศ 180 ล้านลูกบาศก์เมตร จากที่เหลืออยู่ 580.15 ล้านลูกบาศก์เมตร
สุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน ยอมรับว่า เขื่อนอุบลรัตน์เริ่มนำน้ำสำรองที่อยู่ก้นเขื่อนออกมาใช้สำหรับการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศแล้ว 1.52 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปริมาณน้ำในอ่างที่มีทั้งหมด 580.15 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 23.86% ของปริมาณความจุเขื่อน โดยคาดว่าจะต้องเอาน้ำสำรองที่มีอยู่มาใช้ประมาณ 180 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม อธิบดีกรมชลประทานยืนยันว่าการนำน้ำสำรองมาใช้จะไม่กระทบต่อโครงสร้างความแข็งแรงของตัวเขื่อน
วรวิทย์ รวีนิภาพงศ์ ผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บอกว่า การบริหารจัดการน้ำของเขื่อนจะมีระดับน้ำสูงสุด และระดับน้ำกักเก็บต่ำสุด ที่เรียกว่าระดับน้ำใช้การได้ เมื่อระดับน้ำต่ำกว่าระดับกักเก็บ เขื่อนอุบลรัตน์ก็จำเป็นต้องปล่อยน้ำสำรองให้ประชาชนใช้อุปโภคบริโภค จนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม 2559 ประมาณ 180 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 8 แสนลูกบาศก์เมตรต่อวัน โดยยังคงปล่อยน้ำผ่านท่อระบายน้ำเหมือนเดิม เพราะท่อระบายน้ำของเขื่อนอุบลรัตน์จะอยู่ต่ำกว่าระดับกักเก็บต่ำสุด 4.50 เมตร มีปริมาณน้ำจากระดับกักเก็บต่ำสุดถึงปลายท่อ 360 ล้านลูกบาศก์
จากการคำนวณเบื้องต้นหากระบายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคอีก 180 ล้านลูกบาศก์เมตร จะทำให้ระดับน้ำลดลงจากปัจจุบันอีก 2 เมตร
เขื่อนอุบลรัตน์ เป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว ตั้งอยู่ที่ อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าพลังน้ำแห่งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของประเทศไทยต่อจากเขื่อนภูมิพล สร้างปิดกั้นแม่น้ำพอง ตรงบริเวณที่เรียกว่า “พองหนีบ" ต.โคกสูง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อยู่ห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่น ประมาณ 50 กิโลเมตร เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2507 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2509
ลักษณะเขื่อนอุบลรัตน์ ตัวเขื่อนมีความสูง 36.10 เมตรจากท้องน้ำเดิม ความยาวสันเขื่อน 885 เมตร ความกว้างสันเขื่อน 6 เมตร ความกว้างฐานเขื่อน 125 เมตร ปริมาตรของตัวเขื่อน 694,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
ที่ผ่านมา มีคำยืนยันตลอดว่า จะไม่นำน้ำก้นอ่างหรือน้ำตายขึ้นมาใช้ เพราะตามหลักวิชาการแล้ว “น้ำตาย” จะไม่นำออกมาใช้ เพราะเป็นระดับสำหรับควบคุมตะกอน หรือเป็นระดับที่กำหนดให้ตะกอนสะสมถึงระดับน้ำในช่วงระยะเวลาการใช้งานของเขื่อน
เมื่อช่วงหน้าแล้ง 2558 ที่ผ่านมา ขณะนั้นมีกระแสข่าวว่า อาจจะต้องดึง "น้ำตาย” จากเขื่อนใหญ่ทางภาคเหนือออกมาใช้งาน แต่สถานการณ์ได้คลี่คลายลงเสียก่อน ในปีนี้จึงต้องจับตากันว่า นอกจากเขื่อนอุบลรัตน์แล้ว จะต้องดึงน้ำตายจากเขื่อนอื่นๆ มาใช้ด้วยหรือไม่
สำหรับปริมาณ “น้ำตาย” หรือน้ำระดับกักเก็บตะกอนของเขื่อนภูมิพลอยู่ที่ระดับ 3,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ระดับน้ำตายอยู่ที่ 2,850 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดนมีน้ำตาย 43 ล้านลูกบาศก์เมตร และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์มีน้ำตายอยู่ที่ระดับ 3 ล้านลูกบาศก์เมตร
อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์จะต้องผ่านการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบเพื่อให้น้ำที่เหลืออยู่ใช้การได้เต็มประสิทธิภาพ
ฝายหนองหวาย ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบบริหารจัดการ จะรับน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่ปล่อยน้ำลงมาสู่ลำน้ำพองวันละ 8 แสนลบ.ม. โดยฝายหนองหวายจะมีบทบาทปล่อยน้ำไปให้เฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เช่น โรงงานอุตสาหกรรม และการผลิตน้ำประปาหมู่บ้านเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยที่ในเกษตรกรรมจะไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกหรือการเพาะเลี้ยงปลากระชังในลำน้ำพอง ลำน้ำชี ที่จะต้องหยุดลงทันทีในวันที่ 20 เมษายนนี้
จากตัวเลขน้ำตายในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนทั้ง 4 แห่ง เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำกักเก็บ ณ วันที่ 24 มิถุนายน 2558 พบว่า ยังมีปริมาณพอเพียงไปอีกระยะหนึ่ง



