
'คลีนิกอัญมณี'ผู้ชุบชีวิตใหม่ให้เครื่องประดับ
'คลีนิกอัญมณี'ผู้ชุบชีวิตใหม่ให้เครื่องประดับ : คมคิดธุรกิจนิวเจน เรื่อง : ฐิติพล ขำประถม
หากพูดถึง เครื่องประดับ ถือว่าเป็นของที่รวมเอาทั้งความสวยงามและล้ำค่าไว้ด้วยกัน มีรูปแบบหลากหลาย อาทิ แหวน, สร้อย, ตุ้มหู ฯลฯ ซึ่งถูกทำขึ้นด้วยแร่มีค่า เช่น ทอง และถูกประดับด้วยอัญมณีต่างๆ นอกจากความล้ำค่าทางราคาที่เห็นได้ด้วยตาแล้ว เครื่องประดับบางชิ้นอาจเป็นของล้ำค่าทางจิตใจด้วย เช่น แหวนแต่งงาน หรือเครื่องประดับที่ตกทอดกันมาในตระกูล แต่ของเหล่านี้แม้มีราคาสูงค่าแค่ไหนก็ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน มีโอกาสสึกกร่อน หมองดำ แตกหักได้เช่นกัน
“คลีนิกอัญมณี” จึงเกิดขึ้นมา เพื่อช่วยให้เครื่องประดับที่ได้รับความเสียหาย หรือหม่นหมองไปตามกาลเวลา ได้คืนชีพกลับมาเหมือนใหม่อีกครั้ง โดย มงคล รวิวรรณา ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท คลีนิกอัญมณี เป็นผู้บอกเล่าเรื่องราว แนวคิด และความก้าวหน้าในการซ่อมแซมเครื่องประดับ ของ “คลีนิกอัญมณี” ให้ได้ทราบกัน
มงคล เล่าว่า เดิมครอบครัวทำโรงงานรับทำเครื่องประดับมาก่อน ระหว่างทำงานมักเจอปัญหางานไม่สมบูรณ์ตามความต้องการของลูกค้า เช่น ขนาดแหวนไม่พอดี ประกอบกับได้ยินเสียงสะท้อนของลูกค้าที่มีคำถามขึ้นมาว่า “ทำไมมีแต่คนขาย แต่ไม่มีคนซ่อมเลย” จึงเกิดความคิดที่จะเปิดร้านรับซ่อมแซมเครื่องประดับเพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้า
ร้านรับซ่อมแซมเครื่องประดับแห่งแรกจึงถูกตั้งขึ้นมาในชื่อ “คลีนิกอัญมณี” เป็นร้านเล็กๆ อยู่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง ในปี 2536 โดยในเวลานั้นถือได้ว่าเป็นเจ้าแรกของประเทศไทยที่ริเริ่มธุรกิจนี้ ซึ่งเริ่มแรก “คลีนิกอัญมณี” ยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงใช้การโปรโมท ซึ่งสมัยนั้นเป็นการแจกใบปลิวและเสียงประชาสัมพันธ์ของทางห้าง จากนั้นก็เริ่มมีลูกค้าเข้ามา ซึ่งลูกค้าทุกคนที่มาในครั้งแรกอาจจะระแวง โดยปัญหาที่ลูกค้ามักกลัวคือ อัญมณีบนเครื่องประดับจะโดนเปลี่ยน
“การเปิดร้านรับซ่อมเครื่องประดับนั้น สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอันดับแรกเลยคือความเชื่อใจจากลูกค้า เราจึงตั้งใจทำร้านให้เปิดโล่ง ให้ลูกค้าสามารถเห็นเครื่องประดับของตัวเองอยู่ในสายตาได้ ซึ่งทุกขั้นตอนทั้งการตัด, ต่อขยาย, ฝัง, ขัด และชุบ ทุกกระบวนการ จะทำโชว์ต่อหน้าลูกค้าทั้งหมด โดยระหว่างเครื่องประดับกับลูกค้าจะมีเพียงกระจกกันเพื่อความปลอดภัยเท่านั้น จึงทำให้ร้านได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า"
แน่นอนว่าเมื่อร้านเปิดให้เห็นทุกกระบวนการแบบนี้ ทำให้ขั้นตอนและวิธีการของร้านจึงไม่เป็นความลับทางธุรกิจอีกต่อไป โดย มงคล กล่าวว่า คนที่เห็นอาจนำกระบวนการการทำงานของร้านไปได้ แต่สิ่งสำคัญที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ “ฝีมือของช่าง” ซึ่งร้านมีช่าง 3 แบบงานคือ ช่างทอง ช่างฝังอัญมณี และช่างขัดชุบ ช่างแต่ละคนจะมีเทคนิคเฉพาะตัวในงานที่ตนเองถนัด เป็นเทคนิคที่เกิดจากการสะสมประสบการณ์มานาน ช่างที่มีฝีมือเหล่านี้สามารถวิเคราะห์ความเสียหายของเครื่องประดับได้ถูกจุดและซ่อมแซมได้อย่างถูกต้องแม่นยำและรวดเร็ว ต่อให้เห็นก็ไม่สามารถลักจำไปทำกันได้ง่ายๆ จากนั้นลูกค้าที่นำเครื่องประดับมาซ่อมแล้วพึงพอใจในงานของร้านก็เอาไปบอกต่อแบบปากต่อปาก ทำให้ลูกค้าของร้านมากขึ้นเรื่อยๆ
“วิธีการซ่อมแซมเครื่องประดับ ก่อนซ่อมทุกครั้งจะมีการตรวจเช็กความเสียหายและพูดคุยกับลูกค้าก่อนว่าเสียหายส่วนใดบ้าง แล้วแจ้งค่าซ่อมให้ลูกค้าทราบ สิ่งสำคัญที่สุดคือให้ลูกค้าเข้าใจว่าเครื่องประดับของลูกค้าจะซ่อมแซมได้แค่ไหน และจะออกมาเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับจุดที่เสียหายด้วย"
ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท คลีนิกอัญมณี เล่าต่อว่า ในยุคสมัยนั้น วิธีการที่นำมาใช้ซ่อมแซมเครื่องประดับต้องใช้เวลานานมาก โดยวิธีที่ใช้คือ วิธีเป่าไฟ เป็นการให้ความร้อนบนตัวเรือนเพื่อเชื่อมต่อเครื่องประดับ ซึ่งสามารถทำงานออกมาได้ แต่ก็พบปัญหามากมาย เช่น หากจุดที่ต้องการซ่อมแซมอยู่ใกล้ตำแหน่งของอัญมณีของเครื่องประดับชิ้นนั้นแล้ว ก็จำเป็นจะต้องถอดอัญมณีออกมาก่อน และเมื่อซ่อมเสร็จ จึงค่อยประกอบกลับเข้าไปใหม่ เหมือนเป็นการย้อนกรรมวิธีการผลิตทั้งหมดใหม่ ทำให้ใช้เวลานานมาก การซ่อมแซมในรูปแบบดังกล่าวอาจใช้เวลาหลายวันเลยทีเดียว ทางร้านจึงมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น
ต่อมาร้านได้พบเทคโนโลยีใหม่คือ เครื่องเชื่อมเลเซอร์ ของเยอรมนี และร้านตัดสินใจสั่งนำเข้ามาเพื่อใช้ซ่อมแซมเครื่องประดับเป็นเจ้าแรกของประเทศไทย ใน ราคาเครื่องละ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องเชื่อมที่ใช้ความร้อนจากเลเซอร์ จะร้อนเฉพาะจุดที่โดนเลเซอร์เท่านั้น สามารถทำงานในจุดที่อยู่ใกล้อัญมณีได้ โดยไม่ทำให้อัญมณีเสียหาย ย่นระยะเวลาจากที่เคยต้องใช้เวลาเป็นวันเหลือเพียง 1 ชั่วโมง หรือบางงานใช้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น เรียกได้ว่าเข้ามาพลิกวงการซ่อมแซมเครื่องประดับได้เลย นอกจากงานซ่อมแซมแล้ว เครื่องนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อ ดัดแปลงเครื่องประดับ ได้ด้วย เช่น เปลี่ยนจากแหวนเป็นจี้ หรือต่างหูก็ทำได้เลย จากที่ เคยใช้เวลาเป็นสัปดาห์ก็เหลือเพียง 2 ชั่วโมง เมื่อได้เครื่องมือมาแล้ว ก็ต้องให้ลูกค้ามั่นใจในเครื่องมือที่จะซ่อมแซมเครื่องประดับด้วย จึงมีวิธีใช้การตลาดโดยคิดราคาค่าซ่อมถูกกว่าร้านอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตามมา และยังคงใช้รูปแบบเป่าไฟแบบเดิมอยู่
“มีคนบอกว่าเราบ้าแน่ๆ ที่ทำแบบนี้ เราคิดค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 50 บาท ซึ่งถูกที่สุดในร้านที่รับซ่อมเครื่องประดับในสมัยนั้น เพราะเรารู้ว่าถ้าตั้งราคาสูง ลูกค้าคงคิดว่าทำแบบเดิมก็ได้ ไม่จำเป็นต้องจ่ายมากกว่า แต่เราอยากให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งดีกว่าขนาดไหน เมื่อลูกค้าเห็นถึงคุณภาพ และความรวดเร็ว ก็จะดีกับเรามากกว่าในระยะยาว”
ปัจจุบัน คลีนิกอัญมณี มี 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ สาขาเอ็มบีเค เซ็นเตอร์, เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน, เดอะมอลล์ บางกะปิ, เดอะมอลล์ บางแค, สยามพารากอน, ลุมพินี, สีลม(มเหสักข์) และวงเวียนใหญ่ มีพนักงานคอยให้บริการกว่า 50 คน ซ่อมแซมเครื่องประดับไปแล้วมากกว่า 1 แสนชิ้น คิดราคาค่าซ่อมแซมเริ่มต้นที่ 100 บาท และค่าดัดแปลงเครื่องประดับอยู่ในหลักพัน ตามแต่รูปแบบและความยากง่ายของชิ้นงาน การประชาสัมพันธ์ร้านเองก็ก้าวตามยุคสมัยมีทั้งทางเว็บไซต์ http://jewelryclinic.co.th/ และเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/jewelryclinicthailand/
ด้านอุปกรณ์ก็มีความพร้อมมากขึ้น ซึ่งนอกจากเครื่องเชื่อมเลเซอร์ที่ตอนนี้มีอยู่ 15 เครื่อง กระจายไปทั้ง 8 สาขาแล้ว ยังมี เครื่องแกะสลักเลเซอร์ เข้ามาเป็นอีกเทคโนโลยีใหม่ ที่นำมาใช้แต่งเครื่องประดับเพิ่มความพอใจให้ลูกค้าด้วย โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะสลักลายอะไรลงไปในเครื่องประดับก็ได้ ตั้งแต่ตัวอักษรที่ลูกค้าเลือกแบบได้จนถึงลายการ์ตูน และลวดลายที่มีความละเอียดต่างๆ ก็ทำได้เช่นกัน ควบคู่กับฝีมือของช่างที่มีการพัฒนาตลอดเวลา เพราะมีการประชุมประจำเดือนจากช่างทั้ง 8 สาขา มาแชร์ประสบการณ์ความรู้ ปัญหาที่เจอ และวิธีการซ่อม ให้อัพเดทอยู่ตลอด
“เราได้เปรียบกว่าเจ้าอื่น ด้วยความที่เรามีถึง 8 สาขา มีเทคโนโลยีใหม่ ยิ่งชิ้นงานที่ซ่อมแซมเยอะขึ้น องค์ความรู้ก็เยอะขึ้นไปด้วย ทุกสาขาจะสื่อสารกันตลอดว่าวันนี้เรามีชิ้นงานแบบนี้ ซ่อมด้วยรูปแบบนี้ ดังนั้น ทุกสาขาจะได้รับการอัพเดทวิธีการและพัฒนาฝีมือไปพร้อมกัน เราภูมิใจในงานซ่อมแซมของเราทุกชิ้น เป็นความท้าทายของเราที่ช่วยให้สิ่งที่ลูกค้าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้ขึ้นมา”
ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัท คลีนิกอัญมณี กล่าวอีกว่า บริษัทมีแนวคิดที่จะขยายสาขาอีก แต่ยังติดขัดเรื่องบุคลากรที่มีอยู่จำกัด เพราะช่างฝีมือทุกคนของร้านต้องผ่านการฝึกฝนงานกับทางร้านก่อนเป็นเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อให้มั่นใจว่าจะดูแลเครื่องประดับของลูกค้าได้อย่างดีที่สุด ปัจจุบันธุรกิจรับซ่อมเครื่องประดับก็มีเปิดทั่วไป แต่ยังมีคนจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่ามีธุรกิจนี้อยู่ การที่มีร้านรับซ่อมเครื่องประดับมากขึ้น มองว่าเป็นการช่วยกันทำให้ธุรกิจนี้คึกคัก สุดท้ายแล้ว ลูกค้าจะเป็นคนเลือกเองว่า ร้านไหนที่จะทำให้ลูกค้าพึงพอใจที่สุด
“คลีนิกอัญมณีมีความคิดที่จะตอบโจทย์ลูกค้าให้ครอบคลุมที่สุด ลูกค้ามีเครื่องประดับเก่าอยากจะดัดแปลงหรือมีขนาดที่ใส่ไม่ได้ ก็นำมาปรับและแก้ขนาดที่ร้านได้ เปรียบเสมือนเป็นการชุบชีวิตใหม่ให้เครื่องประดับกลับมามีความงดงามอีกครั้ง รวมถึงเครื่องประดับที่เป็นมรดกตกทอดประจำตระกูลที่อยากส่งต่อให้ลูกหลาน แต่อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อม ทางร้านก็พร้อมทำให้กลับมาดูเหมือนใหม่ได้เช่นกัน เพื่อให้ลูกหลานได้ส่งมอบจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป” มงคล กล่าวปิดท้าย



