
อวสานประมงชายฝั่งอ่าวไทย ม.44 พ่นพิษ-คิดขายเรือใช้หนี้
03 เม.ย. 2559
เรื่องเล่าข่าวดัง : อวสานประมงชายฝั่งอ่าวไทย ม.44 พ่นพิษ-คิดขายเรือใช้หนี้ : โดย...นิธิศ นาเจริญ
“พูดแล้วน้ำตามันจะไหล ทุกวันนี้เหมือนน้ำตาตกใน กินไม่ได้นอนไม่หลับมา 9 เดือนแล้ว ไม่สามารถเรียกร้องจากใครได้ เงินทองที่เคยมีใช้ไม่มีแล้ว ลูกสาวก็ต้องออกจากโรงเรียน ทำอย่างไรได้เราไม่มีเงินส่งเขา หนี้สินที่หากู้มาใช้จ่ายกว่า 2 แสนบาท ช่วงระหว่างที่ไม่ได้ออกเรือก็พอกหางหมู เจ้าหนี้ทวงเช้าทวงเย็น ชีวิตมันสุดๆ แล้ว คิดจะขายเรืออวนใช้หนี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่มีใครซื้อเพราะซื้อไปก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกฎหมายยังไม่ชัดเจนว่าจะเอาอย่างไรแน่ ออกเรือไปก็เสี่ยงถูกจับ”
เสียงสะท้อนจาก นายนพพร สวัสดิกุล ชาวประมงพื้นบ้าน วัย 50 ปี ซึ่งใช้เรืออวน จับสัตว์น้ำในพื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยด้าน จ.สมุทรปราการ มานานกว่า 20 ปี กล่าวถึงผลกระทบหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาประมงผิดกฎหมาย ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นเวลากว่า 9 เดือนแล้ว ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าการทำประมงประเภทใดผิดกฎหมาย ทำให้เกิดความลักลั่นในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ มีการเหมารวมจนส่งผลกระทบต่อการทำประมงทุกรูปแบบ ในจำนวนนั้นรวมถึงการทำประมงชายฝั่ง ซึ่งเป็นอาชีพเก่าแก่ของคนพื้นถิ่นที่อาศัยอยู่ริมฝั่งทะเลด้วย
นายนพพร เล่าว่า อาศัยเรืออวนรุนจับสัตว์ทะเลในพื้นที่ห่างจากชายฝั่งไม่เกิน 3 กิโลเมตร ใน จ.สมุทรปราการ มานานกว่า 20 ปี ซึ่งลงทุนซื้อเรือและอวนไปกว่า 2 แสนบาท ซึ่งเป็นเงินที่มากสำหรับชาวประมงความรู้น้อยจบการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบหาเลี้ยงภรรยา บุตร และหลาน รวม 5 ชีวิต โดยเฉพาะบุตรสาวที่ยังอยู่ในวัยเรียน กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากในแต่ละวัน
“เราไม่มีรายได้จากทางอื่น เรืออวนรุนคือเครื่องมือทำมาหากินอย่างเดียวที่มีอยู่ในเวลานี้ แต่มาวันหนึ่งรัฐห้ามไม่ให้ใช้อวนรุน อวนล้อม ไอ้โง่ และโพงพาง จับสัตว์ทะเลเพราะจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี อยากถามกลับเหมือนกันว่า แล้วจะให้ทำอย่างไร เพราะเครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ราคาไม่น้อยหลักแสนบาท จะให้ทิ้งไปเลยหรือ แล้วจะให้หันไปทำอย่างอื่นถามว่าจะเอาเงินทุนมาจากไหน” นายนพพร ให้ข้อมูล
ชาวประมงรายนี้เล่าด้วยว่า หลังจากรัฐบาลห้ามไม่ให้ใช้เครื่องมือที่มีอยู่จับสัตว์น้ำในทะเลก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เพราะไม่กล้าประกอบอาชีพเดิมเนื่องจากกลัวถูกจับ โดยทุกวันนี้ในทะเลอ่าวไทยมีเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ประมงตระเวนตรวจสอบพื้นที่อยู่บ่อยครั้ง มีการจับกุมชาวประมงที่ฝ่าฝืนไปแล้วจำนวนไม่น้อย ทั้งที่ยังไม่มีความชัดเจนในนโยบายนี้ว่าจะทำกันอย่างไร ซึ่งการไม่ได้ออกเรือจับสัตว์ทะเลทำให้ครอบครัวขาดรายได้ เพราะไม่ได้ประกอบอาชีพอื่น ส่งผลกระทบกับครอบครัวอย่างรุนแรง ล่าสุดบุตรสาวซึ่งเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ลาออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีเงินส่งเป็นค่าเล่าเรียน หนำซ้ำยังมีหนี้สินที่ยังค้างชำระอีกกว่า 2 แสนบาท และไม่แน่ว่าหากไม่สามารถหาเงินมาชดใช้หนี้ได้หมดก็อาจจะขายเรือเพื่อนำเงินมาประทังชีวิต
“ผมไม่เคยไปเรียกร้อง มีแต่ยื่นขอความอนุเคราะห์จากหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้ช่วยเหลือและให้เห็นใจกันบ้าง เพราะธรรมชาติของพื้นที่ชายฝั่งทะเลแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน ซึ่งการจะใช้เครื่องมือในการจับสัตว์น้ำย่อมมีความแตกต่างกันด้วย แต่คำสั่งห้ามเครื่องมือในการทำประมงในเวลานี้เหมือนกันครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศจึงอยากให้นักวิชาการกรมประมงลงพื้นที่สำรวจกำหนดขนาดเครื่องมือทำประมงแต่ละประเภทให้มีความชัดเจนก่อนระบุให้บังคับใช้ตามกฎหมาย” นายนพพร กล่าว
ชาวประมงพื้นบ้านรายนี้บอกด้วยว่า ที่ผ่านมาไม่มีใครเข้ามาชี้แจงว่าเครื่องมือที่ใช้ในการจับสัตว์ทะเลอย่างไหนเหมาะกับการทำประมงชายฝั่งในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ไม่มีใครเคยให้คำตอบได้ว่าเพราะเหตุใดจึงต้องยกเลิกอวนรุน ไอ้โง่ อวนล้อม หรือแม้กระทั่งโพงพาง ซึ่งเฉพาะอวนรุนที่ทำอยู่มีความลึกลงไปจากผิวน้ำเพียง 2-3 เมตร ไม่ใช่ระดับ 5 เมตร ที่นักวิชาการบอกว่าจะทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำชายฝั่ง จึงต้องการให้มีการศึกษาอย่างจริงจังเพื่อระบุให้ชัดว่า พื้นที่ชายฝั่งจังหวัดใดห้ามใช้อุปกรณ์จับสัตว์ทะเลชนิดใดเพื่อให้เกิดความชัดเจน
ไม่ใช่เฉพาะเรืออวนรุนของนายนพพรเพียงเท่านั้นที่ต้องจอดสงบนิ่ง เรือประมงพื้นบ้านที่เคยจับสัตว์ทะเลอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยจำนวน 10,627 ลำ ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยขณะนี้ทุกลำต้องจอดเทียบท่า ไม่สามารถออกทะเลเพื่อจับสัตว์น้ำได้
พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ รองเสนาธิการทหารเรือ ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นมารองรับคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาการทำประมง เปิดเผยว่า ยังจำเป็นต้องใช้เวลาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่มีผลบังคับใช้กับการทำประมง รวมถึงอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือในการจับสัตว์น้ำในทะเล ซึ่งคงต้องระดมความคิดเห็นในแนวทางแก้ปัญหาการทำประมงอีกระยะเพื่อให้เกิดผลดีต่อทรัพยากรชายฝั่งทะเลให้ได้มากที่สุด โดยต้องไม่กระทบต่อวิถีชีวิตของชาวประมงด้วย ซึ่งกำลังเร่งหาทางออกให้แก่ประมงพื้นที่บ้านที่กำลังได้รับผลกระทบต่อรายได้อย่างหนัก
“รัฐบาลมอบหมายให้กองทัพเรือเป็นแม่งานในการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ทำหน้าที่ประสานงานกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงทั้งระบบ เรื่องความปลอดภัยในการเดินเรือ ให้เจ้าท่าดูแล กรมประมงดูแลในการตรวจสอบเครื่องมือประมงและรูปแบบการทำประมงให้ได้ตามมาตรฐานสากล กระทรวงแรงงานดูแลเรื่องแรงงานในเรือ กระทรวงการต่างประเทศต้องตรวจสอบการทำประมงนอกน่านน้ำหรือการซื้อขายสัตว์น้ำนอกประเทศและอื่นๆ" พล.ร.ท.จุมพล ให้ข้อมูล
สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวประมงชายฝั่ง ในเรื่องอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับสัตว์น้ำ ได้เร่งรัดให้กรมประมงลงพื้นที่สำรวจว่า เครื่องมือประมงที่ใช้ดั้งเดิมเป็นอย่างไรสามารถใช้ทำประมงได้โดยไม่กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติหรือไม่ แต่ยืนยันว่าขณะนี้ยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาประมงในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก แต่มีบางหน่วยงานไปเหมารวมกับประมงพื้นบ้าน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร
นโยบายการเข้มงวดกับการทำประมงในน่านน้ำของประเทศไทยเกิดขึ้นหลังจากสหภาพยุโรป หรืออียู ประกาศให้ใบเหลืองกับประเทศไทย เพื่อให้เร่งแก้ไขมาตรฐานการทำประมงทั้งระบบ เพราะที่ผ่านมาไม่มีการควบคุมอย่างจริงจัง ส่งผลเสียต่อทรัพยากรทางทะเลเสียหายเป็นจำนวนมาก รวมถึงปัญหา ขนาดเรือ เครื่องมือประมงชนิดต่างๆ ที่ใช้ผิดประเภท และแรงงานต่างด้าว กระทั่งเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศเดินหน้าเอาจริงจับเรือประมงผิดกฎหมายทั้งเรือเล็ก เรือใหญ่ ที่ยังออกหาสัตว์ทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา กลางน่านน้ำทะเลไทยทั้งหมด โดยตั้งศูนย์ตรวจสอบเรือเข้าออก 28 จุด ใน 22 จังหวัดที่ติดทะเล เพื่อเข้มงวดกวดขัน และจัดการเรือประมงทั้งหมดให้เข้าสู่ระบบอย่างทุกต้องให้รวดเร็วที่สุด
ต่อมามีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) ขึ้นมา เพื่อประสานในการแก้ปัญหาทั้งหมดโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงานบูรณาการ โดยมุ่งเน้นในการควบคุมเรือประมงเชิงพาณิชย์เป็นหลัก แต่ประมงชายฝั่งกลับถูกเหมารวมจึงได้รับผลกระทบไปด้วย
--------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : อวสานประมงชายฝั่งอ่าวไทย ม.44 พ่นพิษ-คิดขายเรือใช้หนี้ : โดย...นิธิศ นาเจริญ)



