
เสียงเงียบของเหยื่อก่อการร้าย
03 เม.ย. 2559
เปิดโลกวันอาทิตย์ : เสียงเงียบของเหยื่อก่อการร้าย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
สิ้นเสียงระเบิดตูมใหญ่ที่สนามบินซาเวนเทม ตามด้วยอีกตูมหนึ่งที่สถานีรถไฟมัลบีค ในเบลเยียม สื่อใหญ่น้อยทั่วยุโรปและทั่วโลกต่างสาละวนกับการนับตัวเลขคนตายซึ่งสูงราว 30 คนกับตัวเลขคนเจ็บอีกหลายร้อยคน รวมทั้งติดตามการทำงานของตำรวจที่ไล่ล่าหาตัวผู้สมรู้ร่วมคิดในแผนก่อการร้าย แต่ผ่านไปไม่กี่วันข่าวนี้ค่อยๆ ซาหายไปเฉกเดียวกับข่าวระเบิดที่สนามเด็กเล่นแห่งหนึ่งในปากีสถาน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คนบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน หรือเฉกเดียวกับการหายของข่าวการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่าตลอดช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา รวมไปถึงข่าวระเบิดพลีชีพ 5 จุดในกรุงปารีสเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว
รายงานของศูนย์ข้อมูลการก่อการร้ายโลกระบุว่า ชาวตะวันตกเวลาพูดถึงการก่อการร้ายมักจะนึกถึงภาพการโจมตีสำนักงานนิตยสารชาร์ลี เอบโด หรือการวางระเบิดสถานีรถโดยสารที่ลอนดอน การระเบิดรถไฟที่มาดริด และการระเบิดอาคารเวิลด์เทรด แต่หารู้ไม่ว่าจำนวนการก่อการร้ายที่มีคนเสียชีวิตจำนวนมากที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน และสหรัฐ ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานทั่วโลก
ระหว่างปี 2547-2556 อังกฤษตกเป็นเป้าหมายการก่อการร้าย 400 ครั้ง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ไอร์แลนด์เหนือปรากฏว่าแทบไม่มีผู้เสียชีวิต ที่สหรัฐเกิดเหตุแค่ 131 ครั้ง มีคนเสียชีวิตรวมกันไม่ถึง 20 คน ฝรั่งเศสเกิดเหตุ 47 ครั้ง แต่ที่อิรักกลับเกิดเหตุถึง 1.2 หมื่นครั้ง มีคนเสียชีวิตราว 8,000 คน
จากสถิตินี้ ศูนย์ข้อมูลจึงชี้ว่าไม่ควรจำกัดความว่าเป็นเหยื่อของความขัดแย้งด้านศาสนาและก็ไม่ควรด่วนสรุปว่าการก่อการร้ายมีรากเหง้ามาจากภูมิศาสตร์การเมือง ศาสนา อาจเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งแต่ก็ยังมีเหตุผลอื่นๆ อยู่อีกมาก
ขณะเดียวกัน สิ่งที่สื่อและหน่วยงานต่างๆ พากันติดตามและรวบรวมเป็นสถิติไว้ก็คือตัวเลขของคนตายและคนเจ็บ ดังเช่นรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2558 ที่เผยว่า นับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ประกาศทำสงครามกับการก่อการร้ายเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตมากถึง 65,800-88,600 รายใน 5 ประเทศที่เป็นฉากใหญ่ของสงคราม ไม่ว่าจะเป็นอัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ซีเรีย และโซมาเลีย ในจำนวนนี้เสียชีวิตในสมัยรัฐบาลบารัก โอบามา ราว 3-3.3 หมื่นราย ส่วนปากีสถาน ประเทศแห่งการก่อการร้ายใหญ่อีกประเทศหนึ่ง มีทหาร พลเรือน และผู้ก่อการร้ายเสียชีวิตรวมกันระหว่างปี 2546-2559 มากถึง 60,366 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือน 21,075 ราย
ขณะที่สถาบันเพื่อเศรษฐกิจและสันติภาพได้รวบรวมตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายทั่วโลกเมื่อปี 2549 ว่ามีผู้เสียชีวิต 20,487 ราย ก่อนจะพุ่งเป็น 32,727 ราย ในปี 2557 ในดัชนีการก่อการร้ายโลกที่เกิดขึ้นใน 162 ประเทศชี้ว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อการร้ายเพิ่มขึ้นเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์เมื่อปี 2557 เมื่อเทียบกับปี 2556
ในสถิติจากดัชนีการก่อการร้ายโลกปีล่าสุดยังเผยให้เห็นว่าตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา มีการก่อการร้ายทั่วโลกถึงกว่า 6.1 หมื่นครั้ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 1.4 แสนราย มากกว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายเมื่อปี 2543 ถึง 9 เท่า
แต่สิ่งหนึ่งที่หายไปจากสื่อและจากหน่วยงานเหล่านี้ก็คือ เสียงของบรรดาเหยื่อการก่อการร้ายที่บังเอิญรอดชีวิตมาได้หวุดหวิดว่ามีสภาพชีวิตเช่นใดหลังรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ หรือคิดอย่างไรกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และจะร่วมกันหาทางออกอย่างไรเพื่อไม่ให้มีการสูญเสียมากไปกว่านี้ผ่านการสะท้อนบทเรียนของเหยื่อการก่อการร้ายเหล่านั้น
จะว่าไปแล้ว การค้นหาข้อมูลคำบอกเล่าของเหยื่อก่อการร้ายเหล่านี้ยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าการค้นหาสถิติต่างๆ เสียอีก จนเหมือนกับว่าเสียงของเหยื่อเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเสียงเงียบที่แทบไม่มีใครได้ยินได้ฟัง
ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานหรือกลุ่มเอ็นจีโอหลายกลุ่มในหลายประเทศได้รวมตัวช่วยเหลือเหยื่อการก่อการร้าย อาทิ ในยุโรปก็มีเครือข่ายเหยื่อการก่อการร้าย ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่อยู่ในรูปของการระดมทุนหรือจัดงานรำลึกถึงเหยื่อการก่อการร้าย อีกองค์กรหนึ่งก็คือ วันแฟมิลีของอิสราเอลที่มีอาสาสมัครราว 500 คน ผู้เชี่ยวชาญอีกกว่า 70 คนช่วยเหลือเหยื่อก่อการร้ายกว่า 1.2 หมื่นรายในทุกด้านทั้งทางกายและจิตใจหรือให้ทุกอย่างที่ต้องการ
แต่เหยื่อก่อการร้ายหลายคนบอกว่าสิ่งที่พวกเขาหรือเธอต้องการไม่ใช่การช่วยเหลือทางกายภาพ โดยเฉพาะเหยื่อที่กลายเป็นคนพิการจากเหตุก่อการร้ายและรัฐก็ให้ความช่วยเหลือสำหรับคนพิการ หากต้องการได้รับการบำบัดหรือการฟื้นฟูทางด้านจิตใจ ซึ่งรัฐหรือหน่วยงานมักจะมองข้าม ปล่อยให้เหยื่อเหล่านี้ต้องทุกข์ระทมกับฝันร้ายที่ไม่มีวันจบสิ้น
เมื่อกลางปี 2557 เว็บไซต์ www.thetower.org และ https://www.reddit.com/r/TrueReddit ได้รวบรวมคำบอกเล่าของผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมระเบิดพลีชีพทั้งเหตุระเบิดที่บาหลี การถูกจับเป็นตัวประกัน และหวุดหวิดจะถูกฆ่าตัดหัว ฯลฯ
หนึ่งในเรื่องเล่าของเหยื่อก่อการร้ายที่สะท้อนภาพได้ดีก็คือเรื่องเล่าของเคย์ วิลสัน ไกด์ชาวยิววัย 46 ปีที่ถูกผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ 2 คนรุมทำร้ายเจียนตายระหว่างพาคริสติน ลูเคน เพื่อนสาวชาวอเมริกันซึ่งเป็นอาสาสมัครของกลุ่มคริสเตียนกลุ่มหนึ่งไปปีนเขาแห่งหนึ่งใกล้เยรูซาเล็มเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2553 พวกเธอถูกทรมาน ถูกมัดถูกอุดปาก ถูกมีดจ้วงแทงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถูกบังคับให้นั่งคุกเข่าและกำลังจะถูกตัดหัวอยู่รอมร่อ วินาทีนั้น เธอแทบจะคลุ้มคลั่งแต่ไม่ใช่เพราะกลัวตายหากเป็นเพราะกลัวจะยอมแพ้ตัวเอง
ท้ายสุดคริสติน ลูเคน เสียชีวิตขณะพร่ำกรีดร้องร้องขอชีวิต ส่วนวิลสันหนีรอดมาได้ทั้งๆ ที่ถูกมัด ถูกอุดปาก ต้องหนีกระเซอะกระเซิงด้วยเท้าเปล่าร่วมกิโลเมตรผ่านป่าแห่งหนึ่ง และเลือดไหลไม่หยุดจากบาดแผลที่ถูกมีดเล่มใหญ่จ้วงแทงถึง 13 แผลบริเวณท้องและหน้าอก กระดูกซี่โครงหักถึง 6 ซี่ ไม่นับรวมกระดูกอื่นๆ ที่หักอีก 30 ท่อน กระดูกหัวไหล่ก็หลุด กระดูกตรงบริเวณอกก็หัก แต่เธอก็รอดตายราวปาฏิหาริย์ ส่วนศพของลูเคนถูกตำรวจยิวพบในภายหลังและต่อมาก็จับผู้ก่อการร้ายปาเลสไตน์ที่ลอบเข้ามาก่อเหตุร้ายได้
หนึ่งปีหลังเกิดเหตุ วิลสันเป็นหนึ่งในคณะตัวแทนของเหยื่อก่อการร้ายในอิสราเอลไปเล่าเรื่องราวให้ที่ประชุมยุโรปฟัง ที่นั่งติดกันก็คือมุสลิมอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในเหยื่อเหตุระเบิดที่บาหลี จนทำให้หน้าตาแทบไม่เป็นผู้เป็นคน เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นปูดโปน อาจจะเป็นเพราะไม่ได้โชคดีอย่างวิลสันที่หมอสามารถยื้อชีวิตไว้ได้โดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นให้เห็นเป็นเครื่องเตือนใจ กระนั้น ทั้งสองคนล้วนแต่มีบาดแผลในชีวิตที่ไม่อาจลบเลือนและตามหลอกหลอนทั้งวันและคืน
เฉกเดียวกับเหยื่อก่อการร้ายอีกไม่ใช่น้อยซึ่งแตกต่างกันทั้งในเรื่องสีผิว เชื้อชาติหรือวัฒนธรรม แต่เหมือนกันตรงที่ต่างตกเป็นเป้าหมายของการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมและไร้สำนึกของการก่อการร้าย เหยื่อบางคนอาจจะโชคดีที่ได้รับการบำบัดหรือการเยียวยาทั้งทางกายและจิตใจ บางคนกลับปล่อยให้ความแค้นสุมอกจนชีวิตไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป ขณะที่บางคนก็พร้อมให้อภัย
วิลสันกล่าวว่า เธอไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเธอเป็นเหยื่อของการฆาตกรรมเยี่ยงการก่อการร้าย ร่างกายของเธอเจ็บปวดและฝันร้ายกับภาพซ้ำๆ ของเพื่อนที่กรีดร้องขณะถูกสังหารอย่างเลือดเย็นอย่างไม่มีทางสู้และแม้จะออกปากขอให้ไว้ชีวิต เธอยังคงรู้สึกขมขื่นกับชีวิตว่าทำไมต้องโหดร้ายเยี่ยงนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องคอยตอบคำถามว่าเธอรอดชีวิตมาได้อย่างไรโดยไม่สูญเสียจิตสำนึกในเรื่องของการยังเคารพในความเป็นมนุษย์ของอีกฝ่าย หรือจะเอาชนะการก่อการร้ายได้อย่างไรโดยไม่สูญเสียวิญญาณของความเป็นตัวตนของตัวเอง ซึ่งเธอเฝ้าแต่ตอบว่าถึงแม้จะยังคงเจ็บปวด แต่เธอก็ตระหนักว่าประวัติศาสตร์ก็ไม่ให้ความเป็นธรรมกับชาวปาเลสไตน์เช่นกัน ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงจากการเมืองที่อิสราเอลและอาหรับต่างไม่ยอมรับการคงอยู่ของกันและกัน
สิ่งหนึ่งที่เธอทำได้ก็คือการให้อภัย พร้อมกับเตือนทุกคนที่เป็นเหยื่อการร้ายว่าระวังจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังมากขึ้น ดังเช่นเหยื่อระเบิดบาหลีที่พร่ำแต่ก่นด่ากลุ่มก่อการร้าย ระหว่างพรรณนาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวกับไม่เคยหลุดหายไปจากความทรงจำ โดยเฉพาะในห้วงวินาทีแห่งความเป็นความตายที่มัจจุราชกำลังกวักมือเรียกอยู่เบื้องหน้า
วิลสันยอมรับว่า พอเล่าเรื่องจบก็มีเสียงปรบมือเหมือนให้กำลังใจ แต่กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน อยากจะกระโดด อยากจะกรีดร้อง อยากจะทึ้งผมตัวเอง อยากจะกระชากเสื้อผ้าทิ้ง อยากตะโกนให้พวกเขาเงียบๆ หน่อยได้ไหม หรือทำอะไรเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดมานานหลังจากตกเป็นเหยื่อการก่อการร้าย
อย่างไรก็ดี ทั้งวิลสันและเหยื่อระเบิดบาหลีอาจจะโชคดีที่ได้รับการดูแลทั้งทางกายและจิตใจ ผิดกับเหยื่อหรือครอบครัวของเหยื่อก่อการร้ายในปากีสถานอันเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีการก่อการร้ายมากที่สุด
โดยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่เพิ่งผ่านมา เว็บไซต์ herald.dawn.com/news/1153355 ได้นำเสนอเรื่อง "ราคาของชีวิต:เงินชดเชยเหยื่อการก่อการร้าย” ไว้อย่างสะเทือนอารมณ์และน่าสนใจยิ่ง โดยยกตัวอย่างของอาซัม จัน ตำรวจชั้นผู้น้อยประจำหมู่บ้านยากจนในไคเบอร์ พัคทุงค์วา พื้นที่ทุรกันดารแห่งหนึ่งใกล้เทือกเขาไคเบอร์ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตระหว่างเกิดเหตุโจมตีหน่วยแพทย์ฉีควัคซีนป้องกันโปลิโอเมื่อต้นปี 2557 ทิ้งลูก 4 คนให้ปู่ที่เป็นภารโรงของโรงเรียนแห่งหนึ่งเลี้ยงดู
รายงานชิ้นนี้กล่าวว่า เป็นเรื่องง่ายที่จะเห็นภาพของของคนแก่ที่ต้องเลี้ยงดูหลานๆ วัยกำลังกินกำลังนอน เนื่องจากชายฉกรรจ์มักจะถูกเกณฑ์ไปเป็นตำรวจ มีหน้าที่เป็นปราการด่านแรกในการป้องกันการโจมตีจากการก่อการร้ายและมักจะเป็นเป้าหมายแรกที่จะถูกผู้ก่อการร้ายตามล้างตามเช็ด
กระนั้น ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามครรลอง ครอบครัวของอาซัม จัน คงจะไม่เดือดร้อนมากนักที่ต้องสูญเสียลูกไป เพราะที่สถานีตำรวจในพื้นที่นั้นจะตั้งโต๊ะตัวหนึ่งเรียกว่า “โต๊ะผู้พลีชีพ" คอยจ่ายเงินชดเชยให้ครอบครัวตำรวจที่เสียชีวิตจากการก่อการร้าย ชื่อของอาซัม จัน เป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อยาวเหยียดของผู้เสียชีวิตจากการก่อการร้ายนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา มีตำรวจกว่า 1,200 คนเสียชีวิตจากเหตุก่อการร้าย ในจำนวนนี้เป็นตำรวจที่เมืองเปชวาร์เพียงแห่งเดียวถึง 306 คน และ 835 คนจาก 1,200 คนเป็นพลตำรวจ มีไม่กี่รายที่เป็นนายตำรวจระดับสูง
ความสูญเสียนี้ยังหมายถึงงบประมาณของรัฐที่ต้องสูญไปกับการจ้างงาน การฝึกอบรม การติดอาวุธ การคุ้มครองและการดูแลตำรวจ ภายในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ระหว่างปี 2552-2557 งบประมาณในด้านนี้เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่จำนวนตำรวจที่ไปประจำการที่ไคเบอร์ พัคทุงค์วาเพิ่มขึ้นจาก 41,000 รายเป็น 63,682 คน เงินเดือนของตำรวจพื้นที่นี้ก็เพิ่ม 2 เท่าแถมยังมีค่าชดเชยในกรณีเสียชีวิตหรือเรียกว่าค่าพลีชีพมีแต่สูงขึ้นนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา
ตามกฎระเบียบแล้ว ทางการจะจ่ายเงินชดเชยให้ในรูปของเงินเดือนที่จะคิดจนถึงวันที่อาซัม จัน เกษียณราชการหากไม่เสียชีวิตเสียก่อน นอกจากนี้ รัฐบาลยังจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆ จ่ายเงินบำนาญตลอดชีวิตให้ภรรยาม่าย ส่วนพ่อก็จะได้เงินยังชีพพร้อมที่ดินทำกินผืนหนึ่ง ค่ารักษาพยาบาลฟรี พี่น้องทุกคนก็จะได้เป็นตำรวจในพื้นที่นั้น
แต่สัญญาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพียงลมปาก หลายครอบครัวไม่เคยได้รับเงินชดเชยจนต้องฟ้องร้องต่อศาล หรือได้รับเพียงน้อยนิดเมื่อถูกพวกเหลือบริ้นไรหักหัวคิวไปเกือบหมด ที่สำคัญก็คือการหาตำแหน่งตำรวจให้คนในครอบครัวทำ อันจะช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่งก็ไม่เป็นไปตามนั้น เนื่องจากมีโควตาพิเศษเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ขณะที่มีคนจ่อคิวรอยาวเหยียด
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสียงเงียบที่ดังผะแผ่วของเหยื่อก่อการร้ายที่ปราศจากการเหลียวแลด้วยความจริงใจและจริงจัง
----------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : เสียงเงียบของเหยื่อก่อการร้าย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



