
วิบากกรรมคุณแม่ทำงานในญี่ปุ่น
02 เม.ย. 2559
เวิลด์วาไรตี้ : วิบากกรรมคุณแม่ทำงานในญี่ปุ่น
เพื่อหยุดยั้งแนวโน้มที่ประชากรวัยแรงงานหดตัวลงเรื่อยๆ ญี่ปุ่นที่กำลังกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็วจึงเสนอสิทธิประโยชน์หลายอย่างแก่คุณแม่ เช่น ยืดหยุ่นชั่วโมงทำงาน หรือไม่ทำงานกะกลางคืนแก่ลูกจ้างของรัฐและโรงงานต่างๆ แต่ความตั้งใจดีนี้กลับสร้างความอิจฉาและไม่พอใจในที่ทำงานหลายแห่ง อย่างเช่น อากาเนะ ที่เคยมีความสุขกับงานที่คอลเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งในกรุงโตเกียว เมื่อกลับไปทำงานอีกครั้งหลังลาคลอด บรรยากาศไม่เหมือนเดิม เพื่อนร่วมงานขุ่นเคืองที่คุณแม่วัย 30 ปีเศษ ทำงานชั่วโมงสั้นลงหรือขาดงานด้วยติดธุระเรื่องลูก
อากาเนะเป็นหนึ่งในตัวอย่างคุณแม่ที่เจอปัญหานี้และนับวันจะมากขึ้น เป็นอุปสรรคขัดขวางการดำเนินนโยบายส่งเสริมผู้หญิงออกมาทำงานของรัฐบาลมากขึ้นไปอีก เธอกล่าวว่า หัวหน้าแทบไม่ได้ช่วยอะไร ปัญหาส่วนใหญ่มาจากเพื่อนร่วมเพศเดียวกัน ที่สุดเธอทนไม่ไหวและตัดสินใจลาออก
เมโกะ ทาเคโนบุ ผู้เขียนหนังสือหลายเล่มในประเด็นการจ้างงานสตรี และจัดเป็นผู้เชี่ยวชาญประเด็นนี้คนหนึ่งในญี่ปุ่นกล่าวว่า สถานการณ์ที่ว่านี้
มีแต่แย่ลง หลายคนยอมรับชะตากรรมอย่างเงียบๆ เพราะไม่มีทางเลือกนอกจากต้องทำงาน แต่ที่น่าประหลาดใจก็คือปัญหานี้ส่วนมากแล้วมาจากทัศนคติของเพื่อนร่วมงานที่เป็นผู้หญิงแทนที่จะเป็นผู้ชาย
ทางการไม่ได้นิ่งนอนใจ พยายามรณรงค์หยุดการคุกคามคุณแม่ทั้งหลายที่ยังต้องทำงาน รวมถึงเปิดสายฮอตไลน์รับเรื่องร้องเรียน แต่จำนวนมากยังไม่กล้าพูด กระทรวงแรงงานญี่ปุ่นเพิ่งเผยผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ว่า สตรีมีครรภ์เกือบ 48% ระบุว่าพวกเธอเป็นเหยื่อถูกเพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าสายตรงกลั่นแกล้งรังแก ผลสำรวจเดียวกันยังพบด้วยว่า ผู้หญิงทำงาน 1 ใน 3 ต่างมีประสบการณ์ถูกลวนลามในที่ทำงาน และส่วนใหญ่เลือกปิดปากเงียบ
การลวนลามไม่ได้จำกัดแค่ที่ทำงาน จึงเป็นที่มาของการจัดทำป้ายเข็มเล็กๆ ให้หญิงมีครรภ์ติดไว้มาร่วม 10 ปีแล้ว โดยมีข้อความว่า “ฉันมีทารกอยู่ข้างใน” หวังสร้างบรรยากาศเป็นมิตรแก่ผู้หญิงท้อง เวลาเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินและในที่ทำงาน นอกจากนี้ ยังเผื่อกรณีเหตุฉุกเฉิน ผู้ที่เข้าไปช่วยจะได้หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กในท้องโดยไม่รู้ตัว แต่ปรากฏว่า บางครั้ง ผู้ใช้กลับได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายเวลาเดินทางรถสาธารณะ จนทำให้บางส่วนไม่ยอมติด เพราะกลัวว่าแทนที่จะเป็นคุณกลับกลายเป็นเป้าถูกคุกคาม
นักเศรษฐศาสตร์เตือนมานานว่า ญี่ปุ่นจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสตรีที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่ได้ทำงาน นำมาอุดช่องว่างตลาดแรงงานขณะประชากรสูงวัยเพิ่มแต่ประชากรเกิดใหม่ลด นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ พูดแล้วพูดอีกว่า ขอให้ญี่ปุ่นเปิดรับนโยบายวีเมนโนมิกส์ เป็นส่วนหนึ่งของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขอให้บริษัทใหญ่ของประเทศวางเป้าเพิ่มจำนวนผู้บริหารหญิง
แต่จนถึงปัจจุบัน ยังมีผู้หญิงน้อยมากในกลุ่มผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน 3,600 แห่งในญี่ปุ่น จะมีมากเฉพาะในงานไม่ประจำหรืองานค่าแรงไม่สูงนัก
ไม่น่าแปลกใจที่ดัชนีช่องว่างทางเพศสภาพโลกที่เผยแพร่โดยเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม เมื่อปี 2558 ญี่ปุ่นติดอันดับ 101 จาก 145 ต่ำกว่าอาเซอร์ไบจาน และซูรินาเม



