ข่าว

'เจ็กเม้ง'สู่'เจเอ็ม คลูซีน'พลิกวิกฤติ'ล้มละลาย'ด้วยครอบครัว

'เจ็กเม้ง'สู่'เจเอ็ม คลูซีน'พลิกวิกฤติ'ล้มละลาย'ด้วยครอบครัว

01 เม.ย. 2559

จาก'เจ็กเม้ง'สู่'เจเอ็ม คลูซีน'พลิกวิกฤติ'ล้มละลาย'ด้วยครอบครัว : คมคิดธุรกิจนิวเจน

            ถ้าเดินทางไป จ.เพชรบุรี นักท่องเที่ยวมักแวะชมความงามของ “เขาวัง” หรือ อุทยานประวัติศาสตร์พระนครคีรี สถานที่ท่องเที่ยวเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเพชรบุรี ในบริเวณลานจอดรถหน้าเขาวังมีร้านอาหารชื่อดังของ จ.เพชรบุรี อยู่ร้านหนึ่ง “เจ็กเม้ง” เจ้าของสูตร “ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสูตรดั้งเดิมเพชรบุรี”

            ผู้บริหาร “ร้านเจ็กเม้ง” ที่ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อใหม่ เป็น “เจเอ็ม คลูซีน” (JM cuisine) เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จะเป็นเด็กหนุ่มสองคนพี่น้อง “ไอซ์” ธีรศาสน์ สหัสสพาศน์ พี่ชายวัย 31 ปี กับ “ครีม” ธวัชชัย สหัสสพาศน์ น้องชายวัย 29 ปี ที่ฝ่าฟันอุปสรรคตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี เพื่อให้ครอบครัวพ้นจากสภาพล้มละลาย ล้างหนี้สินกว่า 30 ล้านบาท ด้วย “หนึ่งสมอง สองมือ” ต่อสู้มาจนประสบความสำเร็จในวันนี้

            ครีม หรือ ธวัชชัย เล่าว่า ก่อนหน้าที่จะทำร้านอาหารเจ็กเม้ง ครอบครัวมีธุรกิจโรงงานผลิตไอศกรีม แต่เมื่อปี 2540 ประสบปัญหาทางธุรกิจจนล้มละลาย ทุกอย่างก็หายไปในพริบตา แต่ยังเหลือเครื่องจักรบางชนิดที่ยังพอนำมาประยุกต์เป็นเครื่องผลิตน้ำผลไม้สดได้ เริ่มจากคุณแม่ลองผลิตและนำไปฝากขายตามร้านที่เคยส่งไอศกรีม ร้านขายของฝาก และร้านต่างๆ ที่รู้จักกันใน จ.เพชรบุรี แต่ด้วยสินค้าเป็นน้ำผลไม้สดที่มีอายุสั้น และการฝากขายต้องใช้ระบบเครดิต กว่าจะได้เงินต้องใช้เวลาประมาณ 60-90 วัน ทำให้หมุนเงินไม่ทัน

            “ตอนนั้นผมอายุประมาณ 9 ขวบ เรียนอยู่ ป.5 และพี่ไอซ์เรียนอยู่ ม.1 เราช่วยกันไปติดต่อตามงานศพตามวัดในเพชรบุรี ได้ออเดอร์มาคืนละประมาณ 100-200 ขวด และสั่งติดต่อกัน 3-7 วัน โดยแม่เป็นคนทำ ผมสองคนพี่น้องหลังเลิกเรียนก็จะขับมอเตอร์ไซค์ไปส่งตามงานศพ ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ก็ไปออกบูธขายตามหน้าร้านของฝาก เช่น ร้านแม่กิ้มลั้ง แม่กิ้มไล้ ไปยืนขายกันเองเพื่อเรียกลูกค้า ส่วนแม่ก็ทำขนมจีน ทอดมัน ขายข้างๆ น้ำผลไม้ เพื่อช่วยกันหาเงินใช้หนี้ ทำแบบนี้มาจนผมและพี่ชายเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ เย็นวันศุกร์กลับเพชรบุรี เสาร์-อาทิตย์ไปช่วยกันขายน้ำผลไม้ และเช้ามืดวันอาทิตย์ก็กลับกรุงเทพฯ”

            หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาที่ จ.เพชรบุรี ธวัชชัย และ ธีรศาสน์ ก็เข้าไปเรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ด้วยความที่เห็นพ่อกับแม่ลำบาก สองพี่น้องไม่อยากขอเงินค่าขนมจากพ่อแม่ จึงนำน้ำผลไม้มาขายเพื่อนๆ ที่โรงเรียนเพื่อเป็นค่าขนม หอบหิ้วน้ำผลไม้แช่แข็งขึ้นรถ บขส.ทุกเช้าวันจันทร์ นำไปส่งขายตามร้านอาหารในโรงเรียน และรอบๆ โรงเรียน ต่อมา เริ่มขยายการส่งขายออกไปนอกโรงเรียน ไปติดต่อสหกรณ์โรงเรียน หรือร้านอาหารในโรงเรียนใกล้ๆ กัน เช่น โรงเรียนราชินี โรงเรียนสตรีวิทยาโรงเรียนเบญจมะ โรงเรียนศึกษานารี ตามความสามารถของเด็กสองคนจะส่งไหว และจ้างมอเตอร์ไซค์วินไปส่งให้โรงเรียนอื่นๆ ได้ โดยรับออเดอร์ทุกวันศุกร์ และส่งทุกเช้าวันจันทร์ ทำแบบนี้มาประมาณ 3 ปี จน ธวัชชัย เรียน ม.3 ธีรศาสน์ เรียน ม.5

            ธวัชชัย เล่าย้อนความหลังให้ฟังอีกว่า วันหนึ่งโรงเรียนสั่งให้นักเรียนทำโครงงานอาชีพ อาจารย์เปิดโอกาสให้ทำจริงจัง ถือเป็นโชคดีของเขาที่มีสินค้าพร้อมจำหน่ายอยู่แล้ว จึงหาตัวแทนจำหน่ายน้ำผลไม้จากเพื่อนๆ ของเขาและพี่ชาย เป็นระบบขายตรง เดลิเวอรี่ส่งตรงถึงโต๊ะเรียน เริ่มจากห้องเรียนของตัวเอง ขยายไปห้องข้างๆ และกระจายออกไปยังระดับชั้นอื่นๆ จนครบ

            จากเดิมหิ้วน้ำผลไม้ 20-30 โหล ขึ้นรถทัวร์มา กลายเป็น 100-150 โหล จนต้องให้รถกระบะที่บ้านขับมาส่งที่กรุงเทพฯ ทุกวัน ทำเป็นล่ำเป็นสัน จนเกิดปัญหาที่โรงเรียน ขยะจากขวดน้ำผลไม้ล้นโรงเรียน ร้านขายน้ำในโรงเรียนขายได้น้อยลง จนถูกอาจารย์สั่งระงับขายน้ำผลไม้ในที่สุด

            "เอเย่นต์น้ำผลไม้ของผมกับพี่ชายในสมัยนั้น อย่างเช่น พี่ตูน บอร์ดี้สแลม พี่เปอร์ สุวิกรม พี่โย่ง อาร์มแชร์ ซึ่งสมัยก่อนถือเป็นหัวโจกที่รู้จักคนเยอะ และเพื่อนๆ ไม่กล้าเบี้ยวเงิน เป็นคอนเซ็ปต์ที่พี่ชายเป็นคนคิด และผมเป็นผู้ช่วย เรามีรายได้วันละประมาณ 8,400 บาท พี่ชายต้องขอภารโรงออกไปฝากธนาคารทุกวัน จนเจ้าหน้าที่ธนาคารถามว่า ไปเอาเงินมากมาจากไหนทุกวัน พี่ชายก็อธิบายให้ฟังจนเข้าใจ พอโรงเรียนสั่งยกเลิกน้ำผลไม้ ทำให้เราขาดรายได้ทันที"

            ธวัชชัย เล่าว่า ทำการตลาดน้ำผลไม้เช่นนี้จนกระทั่งเรียนจบมัธยม และไปเรียนต่อคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรฯ ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ทิ้งกิจการน้ำผลไม้ที่ส่งตามโรงเรียนต่างๆ ด้วยใจที่มุ่งมั่น หลังจากเรียนจบปริญญาตรีกลับไปบริหารกิจการน้ำผลไม้ที่เพชรบุรี จนกิจการดีขึ้นและใช้หนี้สิน 30 ล้านจนหมดสิ้น โดยมีพ่อกับแม่เป็นฝ่ายผลิต เขาและพี่ชายเป็นฝ่ายขายและดูแลการตลาด เป็นความร่วมมือร่วมใจที่เข้มแข็งเพื่อให้หนี้สินหมดสิ้น และพ้นสภาพ “ล้มละลาย”

            “ประมาณปี 2550 สองคนพี่น้องเรียนจบ ก็เริ่มเข้าไปบริหารโรงงานผลิตน้ำผลไม้แบบเต็มตัว แม่ก็บ่นว่า มาแย่งงานแม่ทำ ด้วยความที่แม่เป็นคนขยัน ไม่ชอบอยู่เฉย ชอบทำอาหาร แม่มีเพื่อนเป็นหลานเจ็กเม้ง เจ้าของสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อดั้งเดิมของเพชรบุรีที่มีชื่อเสียงมาประมาณ 50 กว่าปี หลานเจ็กเม้งกำลังมีปัญหาส่วนตัวที่อยากจะเลิกขายก๋วยเตี๋ยว จึงสอนสูตรก๋วยเตี๋ยวเนื้อให้แม่ แต่จากการประเมินยอดขายของลูกๆ พวกเราไม่อยากให้แม่ทำ เพราะรายได้ไม่คุ้มเหนื่อย แต่ปรากฏว่า ผู้หญิง 1 เสียงชนะผู้ชาย 3 เสียงในบ้าน พวกเราก็ต้องยอมให้แม่ทำ”

            เมื่อแม่เริ่มกิจการก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ็กเม้งอย่างเป็นเรื่องเป็นราว พี่ชายเข้าไปช่วยดูแลเรื่องคอนเซ็ปต์ร้าน จากเดิมชื่อ “เม้ง” คำเดียว ก็เติมคำว่า “เจ็ก” ที่มักจะเรียกคนจีนเข้าไปหน้าชื่อเจ้าของสูตรดั้งเดิมเป็น “เจ็กเม้ง” และคิดสโลแกนใหม่ “หน้าไม่งอ รอไม่นาน” และเพิ่มเมนู “ก๋วยเตี๋ยวหมู” เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าที่ไม่รับประทานเนื้อ บางครั้งลูกค้ามาเป็นหมู่คณะ อยากรับประทานอาหารอื่น แม่ก็ทำให้ จนเมนูอาหารเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            "พี่ชายปรับปรุงร้าน โดยนำสีขาว-ดำ มาเพิ่มลูกเล่น นำโซเชียลมีเดียเข้ามาทำการตลาด สมัยนั้นเป็นไฮไฟว์ (hi5) และเป็นร้านแรกๆ ที่นำเฟซบุ๊กเข้ามาทำการตลาดให้ร้าน และไม่อยากแย่งลูกค้ากับร้านอาหารในเพชรบุรี จึงมุ่งไปที่ลูกค้ากลุ่มใหม่คือนักท่องเที่ยว เพิ่มมูลค่าของอาหารใหม่ เปลี่ยนภาชนะให้ดูดีขึ้น จัดระบบการทำอาหารใหม่ และสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ขึ้นมา เช่น ก๋วยเตี๋ยวต้มกุ้ง ข้าวไข่ข้นแฮม ที่เกิดจากที่พี่ชายไปอบรมเพิ่มเติม และอยากทำเนูนี้จนเก็บไปนอนฝัน พอตื่นขึ้นมาก็บอกให้แม่ทำตามขั้นตอนที่เห็นในฝัน และถ่ายรูปทุกขั้นตอนขึ้นทวิตเตอร์เพื่อเรียกลูกค้า โดยมีคนกลุ่มหนึ่งฟอลโลว์ และแชร์ต่อ จนเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีบรรจุเป็นลายลักษณ์อักษรในเมนูของร้านเลย ลูกค้าที่มาสั่งเมนูนี้ส่วนใหญ่เป็นคนที่มาจากในทวิตเตอร์ และกลายเป็นเมนูขึ้นชื่อในขณะที่เริ่มทำร้านอาหาร"

            ปัจจุบัน “เจเอ็ม คลูซีน” ขยายเป็น 2 สาขาแล้ว โดยสาขาแรก อยู่หน้าเขาวัง จากปีแรก 35 ที่นั่ง และสาขา 2 บริเวณที่จอดรถราง รองรับกรุ๊ปทัวร์ ลูกค้าหมู่คณะ และนักท่องเที่ยว รับลูกค้าได้สูงสุด 350 ที่นั่ง และมีที่สำรองริมเขาวังสำหรับรองรับลูกค้าได้อีกประมาณ 700 ที่นั่ง

            หลายคนคงสงสัยว่า ทำไมต้องเปลี่ยนชื่อจากเจ็กเม้ง เป็น เจเอ็ม คลูซีน ธวัชชัย ให้เหตุผลว่า เพื่อให้ง่ายกับการตลาดในระบบโซเชียลมีเดีย ที่ต้องสร้างแบรนด์ให้ทันสมัยและจดจำง่าย ซึ่งตัวย่อ "JM" ถ้ามองตรงๆ ก็คือ เจ็กเม้ง แต่คนมักจะเรียกผิด จดจำยาก

            แต่ "JM" ในความหมายของคนในครอบครัว พวกเราหมายถึง "Join Mom" ถือเป็นความสุขของแม่ที่มีส่วนร่วมในการทำกิจการนี้

            นอกจาก เมนูก๋วยเตี๋ยวเนื้อ “เจเอ็ม คลูซีน” ยังมีเมนูเด็ดที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาเอง เช่น ข้าวไข่ข้นแฮมสูตรจากฝันของพี่ชาย ก๋วยเตี๋ยวต้มยำกุ้งใส่น้ำพริกเผาสูตรของแม่ ที่เด็ดสุดคือ บะหมี่ไข่เจียวกรรเชียงปูราดซอสน้ำตาลโตนด ที่บะหมี่เป็นสูตรของอาม่าของเขาเอง ปูสองน้ำจาก อ.บ้านแหลม น้ำตาลโตนดจาก อ.บ้านลาด ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มาเฉพาะเพชรบุรีเท่านั้น จนได้รับรางวัล “เมนูความคิดสร้างสรรค์” จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และได้รับการประชาสัมพันธ์เป็น “เมนูประจำจังหวัดเพชรบุรี”

            ธวัชชัย ย้ำว่า ร้าน “เจเอ็ม คลูซีน” ตั้งเป้าเป็นร้านอาหารจัดเลี้ยง ที่ใครๆ จะมาจัดเลี้ยงที่ จ.เพชรบุรี ต้องนึกถึงร้านเรา เพราะไม่อยากให้ จ.เพชรบุรี เป็นแค่เมืองผ่าน แต่อยากทำให้เพชรบุรีเป็นจังหวัดที่นักท่องเที่ยวตั้งใจแวะเข้ามา ของดีเพชรบุรียังมีอีกมาก ในฐานะที่เป็นคนเพชรบุรี จึงอยากทำ จ.เพชรบุรี ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

            นอกจากนี้ ร้านอาหาร “เจเอ็ม คลูซีน” ยังได้เข้าร่วม โครงการ “1 จานจากใจ...มื้อปลาอิ่มใจ” เป็นปีแรก และเป็นร้านอาหารต่างจังหวัดเพียงร้านเดียวที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ เพื่อร่วมฉลอง 70 ปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ และ ครบรอบ 50 ปี “ปลานิลจิตรลดา" ปลาพระราชทาน

            ธวัชชัย เล่าอย่างภาคภูมิใจว่า ตอบรับเข้าร่วมโครงการนี้ทันทีที่ได้รับการชักชวน เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานปลานิลแก่คนไทย โดยเมนูที่ร้าน “เจเอ็ม คลูซีน” นำเสนอร่วมโครงการคือ แกงหน่อตาลโตนดปลานิล ซึ่งเข้ากับคอนเซ็ปต์ของร้านที่ต้องการนำเสนอวัตถุดิบของ จ.เพชรบุรี

            “แกงหน่อตาลโตนดปลานิล” ทำจากหน่อตาลโตนด ใช้ปลานิลมาทำน้ำแกงแทนปลาทู เพื่อให้น้ำแกงเข้มข้นขึ้น รับประทานคู่กับขนมจีน หรือข้าวสวยร้อนๆ หรือรับประทานพร้อมปลานิลทอด โดยจะนำเสนอเป็นเมนูสำหรับกรุ๊ปทัวร์ และนักท่องเที่ยว ที่ต้องการรับประทานอาหารพื้นเมืองของเพชรบุรี และตั้งใจว่าจะบรรจุเมนูนี้เป็นเมนูหลักของร้านต่อไป และจะร่วมประชาสัมพันธ์โครงการผ่านเมนูนี้ ในโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ลูกค้ารู้จัก และจะลดราคาให้แก่กรุ๊ปทัวร์ที่สั่งจองเมนูนี้ล่วงหน้าอีก 15% ด้วย ส่วนที่ร้าน จะทำไวนิวนำเสนอข้อดี และคุณประโยชน์ของปลานิลให้คนรู้จักมากขึ้น

            ผ่าน จ.เพชรบุรี อย่าลืมแวะร้าน “เจเอ็ม คลูซีน” ลิ้มลองเมนู “แกงหน่อตาลโตนด ปลานิลพระราชทาน” ที่หารับประทานที่ไหนไม่ได้ นอกจากที่นี่ทีเดียว