
ยื้อ"แก้รธน." ต่อลมหายใจ
จุดยืนของรัฐบาลจะไม่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ให้เป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะต้องมีการพิจารณาเอง...
นี่คือถ้อยแถลงของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมายืนยันจุดยืนปมประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังหารือร่วมกับหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล
ซึ่งถือว่าไม่ผิดความคาดหมาย เพราะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ที่มีมติโยนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ "รัฐสภา" เป็นผู้ตัดสินใจไปก่อนหน้านี้
หากจับทางให้ดีจะเห็นว่านี่เป็นแผนการอันแยบยลของรัฐบาลในการ "ยื้อเวลา" เพื่อต่ออายุของรัฐบาลออกไปนานให้ที่สุด
แม้ว่ารัฐบาลจะเห็นด้วยกับข้อสรุป ของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ชงให้แก้ใน 6 ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการรื้อระบบเลือกตั้ง ส.ส., ที่มาของ ส.ว. มาตรา 190, 265, 266 และ 237
แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ทำได้เพียงอ้อมแอ้ม รับปากว่าจะนำไปพิจารณาก่อนที่จะโยนเรื่องให้สภาเป็นผู้ตัดสิน
นี่อาจจะเรียกได้ว่าเป็น "เกมเตะถ่วง" ของรัฐบาลก็ว่าได้
เพราะหากยังจำกันได้ หลังจากพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาเป็นแกนนำรัฐบาล ถูกแรงบีบรอบด้าน
โดยเฉพาะแรงบีบจาก "พรรคร่วมรัฐบาล" ด้วยกันเอง ที่เสนอเงื่อนไขให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับพรรคประชาธิปัตย์
ทั้งยังมีแรงบีบจากพรรคฝ่ายค้านอย่างเพื่อไทย ที่ชิงเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านนอมินีในนาม "คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ" (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ ที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระการประชุมสภา
สุดท้ายรัฐบาลก็อาศัยความช่ำชองในสภา ชงให้ "ชัย ชิดชอบ" เรียกประชุมประมุขสามฝ่าย ก่อนที่จะคลอดออกมาเป็น คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ จนได้ข้อสรุปและโยน "ปู่ชัย" ตัดสินใจอีกครั้งว่าจะหาทางออกอย่างไร
ขั้นตอนทั้งหมดนี้จึงเป็นไปตามแผนปฏิบัติการ "เตะถ่วง" !
เพราะสภาได้รายงานผลสรุปให้ ครม.ได้ตัดสินใจ ก่อนที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะแจกรายงานสรุปให้รัฐมนตรี ของตัวแทนแต่ละพรรคกลับไปศึกษา
พร้อมทั้งมีการเรียกประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาล ก่อนที่จะมีมติ "ไม่เสนอ" ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยโยนเรื่องกลับให้สภาชำเราอีกรอบ
นั่นเพราะว่าแนวทางนี้เป็นทางออกที่เหมาะสมที่สุดในยามนี้ ท่ามกลางสภาวะที่รัฐบาลเองยังไม่กล้าเสี่ยงที่จะเป็นหัวหอกหลักในการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
จึงอย่าได้แปลกใจกับท่าทีของพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นฉบับที่เกิดขึ้นมาจากผลพวงของการโค่นอำนาจระบอบทักษิณ ของ "คมช."
นาทีนี้พรรคการเมืองที่เคยต่อต้าน คมช.และพลังสีเขียว กลับกลายมาเป็นพันธมิตรทางการเมืองจนเกิดขั้วอำนาจการเมืองใหม่ขึ้นมา
ดังนั้นการเสนอแก้รัฐธรรมนูญคงในห้วงเวลานี้จึงไม่น่าจะเหมาะสม
และหากขืนรัฐบาลโดดเข้ามาเป็นเจ้าภาพ จะกลายเป็นเป้าล่อเสียเอง ให้เครือข่ายต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกมาเดินเกมขย่มรัฐบาล
สู้ปล่อยให้กลุ่มเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวให้กดดันเพียงฝ่ายเดียวจะดีกว่า เพราะกลุ่มเสื้อแดงชัดเจนอยู่แล้วในกาแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปิดทางให้ "ทักษิณ ชินวัตร" กลับเข้ามากุมอำนาจรัฐได้อีกครั้ง
ขณะเดียวกันในซีกของแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ชงแก้รัฐธรรมนูญ ยิ่งเจอแรงต้าน จาก ชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค กับ บัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรค ที่จับมือแท็กทีมค้าน จน "อภิสิทธิ์" ไม่กล้าหือ
ฉะนั้นหากพรรคประชาธิปัตย์ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงต้องฝ่ายด่านอรหันต์นี้ไปให้ได้ก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แน่
การโยนเรื่องกลับไปยังสภาอีกครั้งเพื่อชงตั้ง "ส.ส.ร.3" จึงเป็นการต่อลมหายใจของรัฐบาลออกไปอีกชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น
เพราะอย่างน้อยก็เห็นความตั้งใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา งานนี้เชื่อว่าทั้ง ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน อัดกันเละอย่างแน่นอน
สุดท้ายภาพของความสมานฉันท์ก็ไม่ได้เกิดขึ้น ตามแนวคิดของคณะกรรมการสมานฉันท์
ตรงนี้แหละจะเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาของบ้านเมืองทีเกิดขึ้นในขณะนี้ ไมใช่เป็นเพราะรัฐธรรมนูญ แต่เกิดจาก "นักการเมือง" นั่นเอง
ทั้งหมดนี้รัฐบาลล้วนทราบปัญหาดีว่าปมประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน ตราบใดที่สังคมยังมีความเห็นแตกแยก จึงไม่มีทางที่จะหาจุดลงตัวร่วมกันได้
สู้ลอยตัวเหนือปัญหา โยนให้เป็นหน้าที่ของสภา รักษาตัวเองจะดีที่สุด
ไม่ต้องลงมาเล่นเอง เจ็บเอง เหมือนกับรัฐบาลในยุคของ สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งธงแก้ตั้งแต่ต้น สุดท้ายก็อยู่ไม่รอด
นี่จึงเป็นที่มาของการออกมาโยนหินถามทาง ผ่าน สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการดึงประชาชนเข้ามาเป็นแนวร่วมผ่านการทำ "ประชามติ" เป็นรายมาตรา
นั่นเพราะรัฐบาลรู้ดีว่าแนวทางนี้จะได้ใจประชาชนมากที่สุด และสามารถประวิงเวลา พร้อมกับยื้ออายุรัฐบาลออกไปให้นานที่สุดเท่าที่จะได้
เพราะขั้นตอนการทำ "ประชามติ" ก็ต้องอาศัย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ
และล่าสุด ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เรียบร้อยแล้ว พร้อมเตรียมเข็นเข้าสู่ที่ประชุมสภาสมัยนิติบัญญัตินี้
ส่วนจะทันหรือไม่ทัน ก็ขึ้นอยู่กับความจริงใจของรัฐบาล ในฐานะครองเสียงข้างมากในสภา
บัญชา แข็งขัน



