
อัยการยันฟ้องทายาทกระทิงแดง2ข้อหา
29 มี.ค. 2559
รองโฆษกอัยการสูงสุด แจงไม่ฟ้อง 'ทายาทกระทิงแดง' ข้อหาเมาแล้วขับ ยัน ดำเนินคดีอีก 2 ข้อหา ไม่ขาดอายุความแน่นอน ลั่น นัดสั่งคดีไม่มาเจอหมายจับ ปัดค้าสำนวนเอื้อใคร
29 มี.ค. 59 เมื่อเวลา 10.30 น. สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวความคืบหน้าคดีนายวรยุทธ หรือ บอส อยู่วิทยา ทายาทเจ้าของกิจการ 'กระทิงแดง' เครื่องดื่มชูกำลังชื่อดัง ขับรถเร็วประมาทเป็นเหตุให้ดาบตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2555 นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนคดีในส่วนของอัยการว่า ได้ดำเนินตามข้อกฎหมายและระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด แม้ผู้ต้องหาจะขอความเป็นธรรมมาหลายครั้ง แต่อัยการก็มีคำสั่งเดิม คือ สั่งฟ้องผู้ต้องหา ส่วนข้อหาขับรถเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดที่ไม่สามารถฟ้องได้ทันก่อนขาดอายุความ เป็นเพราะผู้ต้องหาไม่มาพบอัยการตาม ขณะที่คดีนี้ผู้ต้องหาร้องขอความเป็นธรรมหลายครั้งหลายหนนับตั้งแต่ชั้นตำรวจ อัยการทั้งระดับเจ้าของสำนวน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ และอัยการสูงสุด ซึ่งมีการเพิ่มเติมหลายประเด็นไม่ซ้ำซ้อนกัน โดยผลการสอบสวนก็มีทั้งประเด็นที่อัยการสั่งยุติหนังสือร้องขอเป็นธรรมไม่สอบสวนให้ และสอบให้แล้วไม่มีเหตุผลให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องเดิม จนกระทั่งล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพนักงานสอบสวนได้ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นทุกประเด็น ซึ่ง ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุด ได้กำชับอัยการที่รับผิดชอบ เร่งพิจารณาและมีคำสั่งโดยเร่งด่วน โดยให้ความมั่นใจได้ว่าอัยการจะใช้เวลาไม่นาน
เมื่อถามว่า การร้องขอความเป็นธรรม ถือเป็นการประวิงเวลาและทำให้คดีขาดอายุความหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า หากเป็นประเด็นที่จะต้องทำให้เกิดความชัดเจนก็จะต้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ หากอัยการไม่ดำเนินการให้ครบถ้วนเสียก่อนก็จะผิดระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด หรืออาจจะมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบก็ได้ ซึ่งการร้องขอความเป็นธรรมหากอัยการเห็นว่าเป็นประเด็นเดิมที่เคยสั่งสอบไปแล้วก็ให้ยุติการดำเนินการได้ แต่ถ้ามีประเด็นใหม่ เช่น อ้างพยานบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญมาให้สอบสวน เพื่อจะเปรียบเทียบกับสิ่งที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมา อัยการจะต้องดำเนินการให้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม
เมื่อถามว่า อัยการสั่งคดีแล้วมีคำสั่งจะฟ้อง หากผู้ต้องหาไม่มาพบจะมีมาตรการทางกฎหมายดำเนินการอย่างไร นายประยุทธ กล่าวว่า หากจะดำเนินการฟ้องแต่ไม่ได้ตัวผู้ต้องหา ก็จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยขอให้ศาลออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟ้องต่อไป ซึ่งสุดท้ายหากมีการออกหมายจับ ก็จะมีอายุตามคดีสูงสุดคือ 15 ปี นับจากวันเกิดแหตุ คือสิ้นสุดปี 2570
"จะต้องดำเนินคดีที่อัยการสั่งฟ้องคือ 2 ข้อหาหลัก ประกอบด้วย ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายฯ ซึ่งมีอายุความ 15 ปี และข้อหาไม่หยุดให้ความช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ที่ใกล้เคียงทันที ซึ่งมีอายุความ 5 ปี ซึ่งจะขาดอายุความในวันที่ 3 ก.ย. 2560 อัยการไม่ได้นิ่งนอนใจ หากสั่งแล้วไม่มาพบก็จะต้องมีมาตรการสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปยื่นศาลขอออกหมายจับเพื่อนำตัวมาฟ้องต่อศาลได้ แม้จะไม่มีระยะเวลาควบคุมแต่มีแนวคำพิพากษาศาลฎีการองรับอยู่" รองโฆษกอัยการ กล่าวและว่า ให้ความมั่นใจกับสื่อมวลชนและสังคมได้ว่า 2 ข้อหาหลักจะไม่ปล่อยให้ขาดอายุความ หากอัยการปล่อยให้ขาดอายุความอีก ถือว่าเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรง โดยมาตรการทางกฎหมายในการติดตามตัวผู้ต้องหา เป็นขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากพบข้อบกพร่องหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติราชการ ก็คงต้องหารือกันระหว่างอัยการกับตำรวจเพื่อให้เกิดประโยชน์ในกระบวนการยุติธรรม
เมื่อถามว่า ที่สั่งไม่ฟ้องข้อหาขับรถขณะเมาสุราแล้ว ยังสามารถสั่งให้สอบสวนหาหลักฐานเพิ่มเติมได้อีกหรือไม่ นายประยุทธ กล่าวว่า เรื่องขับรถขณะเมาสุรา พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องมาตั้งแต่แรก ตามสำนวนให้เหตุผลว่า ขณะเกิดเหตุไม่มีพยานหลักฐานว่าผู้ต้องหาเมาสุรา พูดง่ายๆ ว่า ไม่มีพยานมายืนยันว่าผู้ต้องหาดื่มสุรามาก่อน หรือดื่มขณะขับรถ โดยเหตุเกิดเมื่อเวลา 05.20 น. ซึ่งพนักงานสอบสวนไปตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด เวลาเกือบ 17.00 น. พบปริมาณแอลกอฮอล์ 64.48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยผู้ต้องหาให้การว่าดื่มจริง แต่ดื่มหลังจากขับรถกลับมาเข้าบ้านแล้ว โดยมีพยานเป็นบุคคลในบ้านให้การยืนยัน ขณะที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยืนยันว่า ถ้าตรวจพบปริมาณแอลกอฮอล์ 60 กว่าเปอร์เซ็นต์ ในเวลาเกือบ 17.00 น. หากเป็นการดื่มสุราก่อนเวลา 05.00 น.แล้วไม่มีการดื่มอีกหลังจากนั้นปริมาณแอลกอฮอล์ลดเหลือ 64.48 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ซึ่งตามหลักวิชาการแล้ว ณ เวลาเกิดเหตุ ถ้าได้ดื่มน่าจะมีปริมาณแอลกอฮอล์ 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โดยคนที่ดื่มคงจะหมดสติทำอะไรไม่ได้ แต่ความเห็นนี้ก็เป็นความเห็นทางวิชาการและพนักงานสอบสวนเห็นว่าข้อกล่าวหาประเด็นนี้ น้ำหนักไปทางผู้ต้องหาที่กล่าวอ้างปฏิเสธว่าดื่มตอนที่เข้าบ้าน ซึ่งเป็นเหตุการณ์หลังเกิดเหตุแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่สั่งฟ้อง
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวอัยการและพนักงานสอบสวน ร่วมกันค้าสำนวนตั้งแต่เริ่มทำคดีจริงหรือไม่ นายประยุทธ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้
"มองว่าดูจากสำนวนแล้วคงไม่มีเหตุผลที่จะเป็นเช่นนั้น เหตุผลที่ตอบสื่อมวลชนได้ว่าพนักงานอัยการไม่ได้ทำเช่นนั้น เพราะความเห็นที่พนักงานสอบสวนเสนอสำนวนมายังพนักงานอัยการตั้งแต่แรก พนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องทั้งข้อหาขับรถเร็วฯ และข้อหาเมาขณะขับรถ ซึ่งพนักงานอัยการเห็นด้วยว่าไม่ควรฟ้องประเด็นเรื่องเมาขณะขับรถ แต่ไม่เห็นด้วยในข้อหาขับรถเร็วแล้วสั่งให้ฟ้องข้อหานี้ และสำนวนคดีนี้ของอัยการพิจารณาในรูปแบบตั้งคณะทำงานที่มีนายสุพล ยุติธาดา อดีตอัยการอาวุโส และนายฤชา ไกรฤกษ์ อัยการเจ้าของสำนวน เป็นคณะทำงานเสร็จแล้วเสนอไปยังรองอธิบดี และอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ ดังนั้น กระบวนการสั่งคดีจึงค่อนข้างมีหลักประกันว่าจะมีความรอบคอบรัดกุม"



